ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 419 หากเจ้าไม่ฟังคำเตือน ก็อย่าหาว่าข้าใจร้าย!
บทที่ 419 หากเจ้าไม่ฟังคำเตือน ก็อย่าหาว่าข้าใจร้าย!
หั่วเหล่าจิ่วถึงกับเงยหน้าหัวเราะ “หลวงจีนน้อย ไข่มุกวิญญาณทมิฬเหล่านั้นถูกปีศาจจากป่าอาทิตย์อัสดงชิงไป และตอนนี้พวกเขาก็กลับมาหาทุกคนแล้ว มีปัญหาอันใดหรือ?”
“แล้วเหตุใดเจ้าไม่ไปที่ถ้ำศิลาอมตะ? เหตุใดเจ้าไม่ไปปราบปีศาจศิลาตัวนั้นด้วยตัวเอง!” ฟาเทียนโกรธมากกับ ‘ความไร้ยางอาย’ ของคนเหล่านี้
ไม่ใช่แค่ฟาเทียนเท่านั้น แต่รวมถึงสวีเตาที่อยู่ด้านข้างก็ไม่สามารถทนได้อีกต่อไป เขาพูดว่า “ข้าไม่ได้คาดหวังว่าสำนักต่าง ๆ ของป่าอาทิตย์อัสดงจะไร้ยางอายเพียงนี้!”
“เจ้าเป็นใคร? ถึงตาเจ้าพูดแล้วหรือ?” หลงฉีถลึงตาใส่สวีเตา
สวีเตาจึงเอ่ยปากว่า “ถ้าไม่ใช่เพราะอาการบาดเจ็บของข้ายังไม่หายดี ข้าคงทำให้เจ้าหมอบไปตั้งนานแล้ว”
“ไอ้หยา คำพูดของเจ้านี่ไม่ธรรมดาเลย” หลงฉีปลดปล่อยแสงสีทองบนร่างทันที ราวกับว่าเขากำลังจะออกโจมตีได้ทุกเมื่อ
สวีเตาก็ไม่กลัวเช่นกัน ทำให้ทั้งสองมีท่าทีเหมือนจะสู้กันอยู่รอมร่อ
ตอนนี้เอง ลู่เฉินเอ่ยปากขึ้นมา แต่เขาพูดเพียงว่า “ท่านเจ้าเมืองฮวา ข้าจะไปที่ค่ายกลปีศาจ หากพวกเจ้าสนใจก็ไป หากเจ้าไม่สนใจ เจ้าสามารถอยู่ที่นี่ต่อได้”
หลังจากพูดจบ เขาก็มองข้ามคนจากสำนักเหล่านี้และพาฟาเทียน สวีเตา รวมทั้งซุนกู่ที่โง่เขลาไปยังค่ายกลที่ห่างออกไปสี่ถึงห้าร้อยก้าว
ขณะที่ฮวากูเทียนกำลังจะพูดอันใดบางอย่าง หลงฉีก็ตะโกนว่า “หยุด!”
ลู่เฉินไม่ได้หยุดและไม่ได้สนใจอีกฝ่ายด้วยซ้ำ
หลงฉีและสำนักเหล่านั้นพลันอารมณ์เสียขึ้นมา บางคนถึงกับบ่นว่า “เจ้าหนุ่มนี่บ้าไปแล้ว!”
“ถูกต้อง เขาไม่เห็นเราอยู่ในสายตาด้วยซ้ำ!”
“เขาคิดว่าเขาเป็นใคร?”
“เจ้าสำนักหลง ท่านต้องจัดการเขานะ!”
หลงฉีพูดอย่างดุดันว่า “ข้าจะทำให้เขารู้ว่าข้าน่ากลัวแค่ไหน!”
พูดจบ แสงสีทองบนตัวหลงฉีนี้ก็แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
ครู่ต่อมา ‘นกอินทรี’ ตัวใหญ่โผบินขึ้นไปบนท้องฟ้า
นกอินทรีส่องแสงสีทอง และทันทีที่มันปรากฏตัว มันก็บินไปหาลู่เฉินราวกับลูกธนู
สำนักต่าง ๆ จำนวนไม่น้อยพากันเงยหน้าขึ้นมอง บางคนก็พูดอย่างตื่นเต้นว่า “ดูสิ อินทรีทองแห่งสำนักอสูรราตรี!”
“อสูรวิญญาณสวรรค์ระดับเก้าดาวที่ว่องไวอย่างนั้นหรือ?”
“ใช่ มันนี่ล่ะ ความเร็วของมันเร็วเสียยิ่งกว่าผู้ฝึกตนขั้นแปลงเซียน และกรงเล็บเหล่านั้นสามารถข่วนยอดฝีมือขั้นแปลงเซียนได้ในชั่วพริบตา” บางคนจำสิ่งนี้ได้และเริ่มโอ้อวด
ฮวากูเทียนเห็นความตกใจก็รีบตะโกนบอกหลงฉีว่า “เจ้าสำนักหลงฉี รีบกำจัดอสูรวิญญาณของเจ้าเร็วเข้า!”
“ไม่มีทาง!” หลงฉีไม่อยากได้ยิน
ฮวากูเทียนไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำด้วยตัวเอง
แต่อินทรีทองคำตัวนี้รวดเร็วมาก ยิ่งไปกว่านั้นยังราวกับภาพติดตาสีทองอย่างไรอย่างนั้น มันไปถึงด้านหลังลู่เฉินในบัดดล
เมื่อเห็นว่ามันกำลังจะทำร้ายตนเอง ลู่เฉินจึงหมุนตัวแล้วปลดปล่อยกลิ่นอาย ‘ราชันย์อสูร’ ออกมา
อินทรีทองดูเหมือนจะชนเข้ากับบางสิ่งที่น่ากลัวจึงหยุดลง แต่เพราะมันหยุดกะทันหัน มันจึงกลิ้งหลุน ๆ ไปในอากาศและตกลงสู่พื้นในที่สุด จากนั้นเมื่อลุกขึ้นได้ก็รีบบินขึ้นไปในอากาศ
ทุกคนพลันตกตะลึงพลางสงสัยว่าเหตุใดเมื่อครู่อินทรีทองถึงทำตัวน่าขันมาก
บางคนยิ่งสงสัยหลงฉีผู้นั้นมากขึ้นและถามว่า “เจ้าสำนักหลง เกิดอันใดขึ้นกับอสูรวิญญาณของเจ้า?”
หั่วเหล่าจิ่วก็งงงวยเช่นกัน เขาถึงกับจ้องไปที่หลงฉีแล้วถามว่า “เจ้าสำนักหลง อสูรวิญญาณของเจ้าหิวหรือ? หรือว่าเป็นอันใดไป?”
หลงฉีไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้น ดังนั้นเขาจึงรีบสื่อสารกับอินทรีทอง หลังจากนั้นไม่นานหลงฉีก็สบถด้วยสีหน้าที่ดูไม่ได้ “สมควรตาย!”
ทุกคนพลันสงสัยว่าเหตุใดหลงฉีคนนี้ถึงพูดเช่นนี้
จนกระทั่งหลงฉีมองไปที่หั่วเหล่าจิ่ว และพวกเขาก็พูดว่า “อสูรวิญญาณของข้าสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายที่น่าสะพรึงกลัวจากเขา”
“กลิ่นอายที่น่ากลัว? มีหรือ?” หั่วเหล่าจิ่วไม่ใช่อสูร ดังนั้นเขาจึงไม่รู้สึกถึงกลิ่นอาย ‘ราชันย์อสูร’ ของลู่เฉิน
ไม่ใช่แค่หั่วเหล่าจิ่วเท่านั้น แต่รวมถึงคนอื่น ๆ ด้วย ดังนั้นพวกเขาทั้งหมดจึงเผยสีหน้าแปลก ๆ ออกมา
ยามนี้ลู่เฉินพลันเอ่ยปากว่า “อย่าให้มันเข้าใกล้ข้า ไม่เช่นนั้นอีกเดี๋ยวข้าจะทำให้มันตายตก!”
พูดจบ เขาก็เดินจากไปคนเดียว
แต่ทุกคนคิดว่าลู่เฉินบ้าเกินไป ขณะที่หลงฉีก็ชอบที่จะประลองฝีมือ จึงตะคอกขึ้นมาว่า “รนหาที่ตาย!”
สิ้นคำนั้น หลงฉียังคงให้อินทรีทองคำไปโจมตีลู่เฉิน
แต่อินทรีทองไปถึงกลางอากาศก็ไม่อยากเข้าไปใกล้ชายหนุ่ม สุดท้ายแล้วก็เป็นการบีบบังคับให้หลงฉียิงเกราะแสงสีทองออกมาเพื่อปกป้องอินทรีทอง ทำให้อินทรีทองแข็งแกร่งขึ้น จากนั้นอินทรีทองก็พุ่งเข้าหาลู่เฉิน
ทุกคนคิดว่าอินทรีทองที่ได้รับพลังจะสามารถเข้าใกล้ลู่เฉินได้และสังหารเขาได้
ทว่าสิ่งที่ทุกคนคาดไม่ถึงก็คือ เมื่ออินทรีทองเข้ามาใกล้ ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองบนไหล่ของลู่เฉินก็พุ่งออกไปเป็นเงามีด จู่โจมที่หัวของนกอินทรีทองทันที
‘ตู้ม!’ คราบเลือดสาดกระจาย
อินทรีทองกรีดร้องเสียงหลง จากนั้นก็ล้มลงกับพื้นด้วยความรู้สึกทรมาน
ทุกคนสับสนแต่ก็ยังมองดูอย่างละเอียด พลันพบว่ามีตั๊กแตนตำข้าวตัวเล็ก ๆ บนไหล่ของลู่เฉินซึ่งเป็นสีทอง
คนเหล่านี้สงสัยว่า “แมลงตัวเล็ก ๆ นั้นคืออันใด?”
“ตั๊กแตนตำข้าว”
“เหตุใดถึงมีแมลงที่ทรงพลังเช่นนี้อยู่?”
แต่คนเหล่านี้ไม่รู้อันใดเกี่ยวกับแมลงเลย ดังนั้นพวกเขาจึงไม่รู้ว่ามันคือแมลงบรรพกาล จึงทำได้เพียงสงสัยต่อไป ทว่าหลงฉีกลับโกรธจัด เขนพุ่งไปที่ด้านข้างของนกอินทรีทอง
เมื่อเห็นว่าหน้าผากของมันเต็มไปด้วยเลือด หลงฉีก็จ้องมองไปที่ลู่เฉิน “ระยำ!”
“ข้าบอกแล้ว อย่าเข้ามา แต่เจ้าไม่ฟัง” ลู่เฉินส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้
หลังจากที่หลงฉีได้ยินคำพูดของอีกฝ่าย เขาก็ยิ่งโกรธมากขึ้น เขาขว้างขวานสองเล่มไปข้างหลังลู่เฉินทันที
ขวานทั้งสองหมุนไปในอากาศแล้วมุ่งตรงเข้าใส่ลู่เฉิน
ทว่าขวานหมุนอยู่ครู่หนึ่งก็ตกลงต่อหน้าลู่เฉิน และปักด้านคมลงบนพื้น
“เกิดอันใดขึ้น?” หลงฉีพยายามควบคุมขวาน แต่กลับพบว่าขวานไม่สามารถควบคุมได้เลย นี่ทำให้คนอื่น ๆ ต่างก็สงสัยว่าเกิดอันใดขึ้น
โดยเฉพาะอย่างยิ่งหั่วเหล่าจิ่วที่ถามแปลก ๆ ว่า “เจ้าสำนักหลง เจ้ากำลังทำอันใดอยู่?”
“ศาสตราวุธของข้าอยู่เหนือการควบคุมข้า!” หลงฉีพูดอย่างหดหู่ใจ
“อันใดนะ?” หั่วเหล่าจิ่วรู้สึกประหลาดใจ และคนอื่น ๆ ก็เบิกตากว้างไปตาม ๆ กันเพราะคิดว่ามันเหลือเชื่อเกินไป
ฮวากูเทียนรีบออกมาเกลี้ยกล่อม “ท่านเจ้าสำนักหลงฉี ดูสิ เจ้าทำอันใดเขาไม่ได้”
“วันนี้ข้าต้องสั่งสอนบทเรียนให้เขา!” เมื่อเห็นอสูรวิญญาณอันเป็นที่รักของเขาล้มลงแบบนี้ หลงฉีจะปล่อยลู่เฉินไปได้อย่างไร
ดังนั้นหลังจากที่หลงฉีพูดจบ เขาก็สร้างเชือกลำแสงสีทอง แล้วเชือกเหล่านี้ก็พันเข้ากับลู่เฉินอย่างรวดเร็ว จากนั้นเขาก็กล่าวด้วยสีหน้าดุร้ายว่า “พ่อหนุ่ม ขอดูหน่อยว่าเจ้าบ้าได้แค่ไหน!”
“เคล็ดวิชาเล็ก ๆ แบบนี้ก็ทำลายได้แค่ตุ๊กตาเล็ก ๆ เท่านั้นล่ะ” พูดจบ ลู่เฉินก็ร่าย ‘เคล็ดวิชาหมื่นวิญญาณ’ เพื่อกลืนพลังของเชือกสีทอง
หลงฉีตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเพิ่มความแข็งแกร่งอย่างรวดเร็ว แต่พลังของเชือกสีทองพลันหายไป ด้วยเหตุนี้หลงฉีจึงร้อนใจและโจมตีออกไปด้วยกำปั้น
รอยฝ่ามือสีทองพลันทะยานออกไป
ทุกคนคิดว่าฝ่ามือนี้สามารถฆ่าลู่เฉินได้อย่างง่ายดาย แต่ชายหนุ่มใช้ ‘กำแพงพันชั้น’ และขณะเดียวกันก็มีลูกบอลสายฟ้าปรากฏขึ้นที่มือขวาของเขา ก่อนจะขว้างมันไปที่หลงฉีโดยตรง
แล้วทุกคนก็ได้เห็นฉากที่น่าตกใจ