ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 458 ก่อนออกเดินทาง มอบของบางอย่างให้ทุกคน
บทที่ 458 ก่อนออกเดินทาง มอบของบางอย่างให้ทุกคน
จิตวิญญาณของโหย่วหลงเอ่ยเสียงขรึม “ข้าได้ยินมาว่าร่างกายของผู้ที่เข้าไปหลายส่วนจะกลายเป็นกระดูกสีขาว”
“กลายเป็นกระดูก?”
“ใช่! คล้ายกับผู้อาวุโสกระดูก แต่ก็ไม่เหมือนซะทีเดียว แต่นั่นก็เป็นเพียงแค่ข่าวลือ ข้ายังไม่เคยเห็นด้วยตาของข้าเอง ถึงอย่างไรข้าก็เป็นแค่ผู้อาวุโสธรรมดา” โหย่วหลงพูดอย่างหมดหนทาง
“เข้าใจแล้ว” หลังจากที่ลู่เฉินพูดจบ เขาก็ลืมตาขึ้น
ฟาเทียนก็เอ่ยถามทันทีเมื่อเห็นลู่เฉินลืมตาขึ้น “ผู้อาวุโส เกิดอันใดรขึ้น”
“ไม่มีอันใดหรอก” ชายหนุ่มส่ายหัวแล้วลุกขึ้นยืน
“ผู้อาวุโส ไปจะที่ใดหรือ?”
“ไปเตรียมตัว!” หลังจากที่ลู่เฉินพูดจบ เขาก็พาฟาเทียนออกไปนอกเมือง เพื่อไม่ให้คนที่แอบสังเกตการณ์อยู่รู้ว่าลู่เฉินและทั้งสองคนกำลังจะไปไหน ลู่เฉินจึงพาฟาเทียนใช้ ‘เคล็ดวิชาหมื่นลี้’ ออกไปจากตรงนั้น
เมื่อลู่เฉินและทั้งสองปรากฏตัวขึ้นอีกครั้ง พวกเขาก็มาถึงยอดเขาแล้ว
ยอดเขานั้นสูงมาก หากมองไปรอบ ๆ ก็จะเห็นแค่ยอดเขาเล็ก ๆ
“ผู้อาวุโส นี่คือที่ใด?” ฟาเทียนอดสงสัยไม่ได้ หลังจากเห็นว่าทั่วบริเวณนี้มืดสนิท
ลู่เฉินก็ชี้ไปบริเวณพื้นที่สูงข้างหน้า ซึ่งตอนนี้มีแสงสีขาวจาง ๆ เรืองรองอยู่ “เห็นที่นั่นหรือไม่?”
ฟาเทียนเพ่งมองดูก็พบว่าในแสงสีขาวเรืองรองมีแต่เกล็ดหิมะกำลังโปรยปรายอยู่
สิ่งนี้ทำให้ฟาเทียนสงสัย “ไยหิมะจึงตกที่นั่น?”
“ที่นั่นคือสำนักเหมันต์สงัดอย่างไรเล่า”
“อันใดนะ” ฟาเทียนไม่คาดคิดว่าภายในสำนักเหมันต์สงัดจะมีหิมะตก
“เดี๋ยวข้าจะสร้างค่ายกลไว้ที่นี่ เอาไว้ใช้ในกรณีฉุกเฉิน!” ลู่เฉินหัวเราะลั่น
ส่วนฟาเทียนไม่ค่อยเข้าใจกับการกระทำของคนตรงหน้าหนัก
ลู่เฉินไม่สนใจอีกฝ่าย เขาเอาแต่สร้างค่ายกลอยู่ที่บริเวณนี้ และในขณะเดียวกันก็วางไข่มุกรวบรวมวิญญาณไว้ในค่ายกล
กว่าทุกอย่างจะเรียบร้อยก็เป็นวันถัดมาแล้ว
เมื่อฟาเทียนตามลู่เฉินออกจากยอดเขา เขาพบว่าอยู่ ๆ ยอดเขาก็ ‘หายไป’ จากข้างหลังพวกเขา ราวกับว่าเขาทั้งลูกไม่เคยมีอยู่จริงตั้งแต่แรก
ฟาเทียนประหลาดใจ “ผู้อาวุโส นี่คืออันใด?”
“ใช้ค่ายกลซ่อนมันเอาไว้”
“ผู้อาวุโส ท่านเก่งกาจนัก พริบตาเดียวก็ซ่อนภูเขาได้ทั้งลูก” ฟาเทียนยกยอปอปั้นอีกฝ่าย
ลู่เฉินยิ้มขมขื่น “หลวงจีนน้อย คนอย่างเจ้าก็พูดประจบเก่งมากเช่นกัน”
ฟาเทียนยิ้ม “นั่นเป็นเพราะผู้อาวุโสเก่งมาก!”
ลู่เฉินยิ้มออกมาอย่างช่วยไม่ได้ จากนั้นก็พาฟาเทียนไปที่นอกเมืองเหมันต์สงัดอีกครั้ง
ในขณะนี้ ยอดฝีมือขั้นก่อกำเนิดหลายคนมารวมตัวกันอยู่ที่นั่น และคนเหล่านี้ล้วนถูกชักนำโดยดินแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัด
เมื่อเห็นลู่เฉิน หานลั่วสุ่ยก็ก้าวไปข้างหน้าและพูดว่า “นายท่าน คนครบแล้ว”
ลู่เฉินพยักหน้าและพูดว่า “สำนักเหมันต์สงัด ดูจากความแข็งแกร่งของพวกเจ้าแล้ว ยังยากมากที่จะโจมตีเข้าไปได้”
ทันใดนั้น เหล่าคนที่มารวมตัวกันต่างก็มองหน้ากันด้วยความตกตะลึง
บางคนยังไม่ค่อยจะอยากเชื่อนัก “นายท่าน สำนักเหมันต์สงัด ไม่ว่าอย่างไรก็เป็นแค่สำนักเล็ก ๆ!”
“สำนักเล็ก ๆ งั้นหรือ?”
ลู่เฉินยิ้มแต่ไม่ได้พูดอันใดต่อ ในขณะที่หานลั่วสุ่ยมองไปที่ทุกคน “นายท่านพูดว่าอย่างไรก็ต้องเป็นอย่างนั้น!”
ทุกคนเงียบลงทันที
ลู่เฉินมองไปที่ทุกคน “เดี๋ยวข้าจะจัดวางค่ายกลที่นี่ ส่วนพวกเจ้าเข้าแถวมาทีละคน ข้าจะเพิ่มพลังให้กับพวกเจ้า!”
“เพิ่มพลัง?” ทุกคนมองหน้ากันด้วยความตกใจ
แต่ชายหนุ่มก็ไม่ได้พูดอย่างชัดเจน เขาแค่สั่งให้ทุกคนเตรียมตัว
ทุกคนทำได้แค่เพียงปฏิบัติตาม
ส่วนผู้ออกคำสั่งเมื่อครู่ หลังจากสร้างค่ายกลซ่อนเร้นแบบง่าย ๆ ให้พวกเขาเข้าไปทีละคนแล้ว ชายหนุ่มก็วาดอักขระยันต์ที่แผ่นหลังของพวกเขาแต่ละคน และกำชับพวกเขาว่า ห้ามโคจรพลังเข้าไปหากไม่ได้รับคำสั่งจากตน
คนเหล่านี้ไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำอยู่นี้คืออันใด แต่พวกเขาก็ยังคงทำตามต่อไป
ทว่าผู้ฝึกที่พเนจรอยู่ในเมืองต่างเริ่มสงสัยว่าพวกนั้นกำลังทำอันใดหลังจากที่เห็นพวกเขาต่อแถว
หลังจากผ่านไปครึ่งวัน ลู่เฉินก็เดินออกจากค่ายกลและลอบสำรวจทุกคน “พร้อมกันหรือยัง?”
ทุกคนต่างก็พยักหน้า
หลังจากที่ลู่เฉินขานรับ เขาก็พาทุกคนออกจากสถานที่นี้ด้วยกัน
ผู้คนที่มุงดูเมื่อครู่ต่างก็เดินตามไปสังเกตการณ์ต่อเช่นกัน
…
ในตำหนักเหมันต์ของสำนักเหมันต์สงัด ผู้อาวุโสกระดูกรายงานว่า “ท่านนักบุญ พวกเขารวมตัวกันแล้ว ทั้งยัง…”
“อันใดอีก?”
“เจ้าเด็กนั่น ข้าไม่รู้ว่าเขาทำอันใดกับคนพวกนั้น เขาให้คนอื่น ๆ เข้าแถวเพื่อเดินเข้าสู่ค่ายกล” ผู้อาวุโสกระดูกรายงานสถานการณ์ของลู่เฉินที่ตนได้ส่งคนไปสืบมาทีละเรื่อง
เมื่อได้ยินเช่นนี้ นักบุญหญิงก็สับสน “เข้าแถวหรือ?”
“ขอรับ!”
“คิดจะทำอันใดกันแน่” เสียงฉงนใจของนักบุญหญิงดังออกมาจากรูปปั้น
ผู้อาวุโสกระดูกกล่าวต่อไปว่า “หลังจากเข้าแถวเสร็จ พวกคนเหล่านั้นก็เริ่มเข้ามาที่ภูเขาของสำนักเหมันต์สงัดของเราแล้ว!”
“เปิดค่ายกลของภูเขาลูกแรก ปล่อยให้พวกเขาขึ้นไปบนภูเขานั่น แล้วให้เจ็ดนักฆ่าจัดการกับพวกเขา!” นักบุญหญิงกล่าว
ผู้อาวุโสกระดูกขานรับ “ขอรับ!”
ผู้อาวุโสกระดูกถอยออกไปทำตามคำสั่ง
นักบุญหญิงหัวเราะอย่างแปลกประหลาด “ข้าอยากจะดูนักว่าพวกเจ้าจะต้านทานเจ็ดนักฆ่าที่เก่งกาจขึ้นพวกนี้ได้อย่างไร!”
…
อีกด้านหนึ่ง ลู่เฉินและคนอื่น ๆ ก็มาถึงด้านนอกค่ายกลของสำนักเหมันต์สงัด และอยู่ ๆ ทางเข้าบนยอดเขาแห่งหนึ่งในค่ายกลก็ถูกเปิดออก
“ผู้อาวุโส ดูสิ ภูเขาลูกนี้ดูเหมือนจะไม่มีค่ายกล” ฟาเทียนพูดแล้วก็ชี้ไปที่ภูเขาลูกนั้น
แต่หานลั่วสุ่ยกลับกังวลเล็กน้อย “นายท่าน ดูเหมือนสถานการณ์จะมีบางอย่างผิดปกติ!”
ไม่เพียงแต่หานลั่วสุ่ยเท่านั้น แต่ทุกคนก็รู้สึกแปลก ๆ โดยเฉพาะภูเขาที่อยู่ตรงหน้านี้ แม้ว่าจะไม่มีค่ายกล แต่ก็ถูกปกคลุมไปด้วยเกล็ดหิมะ ทำให้มันขาวโพลนเป็นบริเวณกว้าง นอกจากนี้ เมื่อทุกคนเข้าไปในนั้น สติก็คล้ายถูกแทรกแซง พวกเขามองไม่เห็นอันใดบนภูเขาแม้แต่น้อย
ลู่เฉินยิ้มอย่างมั่นใจ “มาเถอะ ไปดูกันสักหน่อย ข้าอยากจะดูว่าสำนักเหมันต์สงัดจะทำอันใดได้บ้าง”
หลังจากพูดจบ ลู่เฉินก็เริ่มก้าวเดินไปข้างหน้า ฟาเทียนรีบเดินตามไปติด ๆ ส่วนหานลั่วสุ่ยและคนอื่น ๆ ก็พากันตามไปเช่นกัน
แต่เมื่อทุกคนเดินขึ้นไปบนภูเขาได้ครึ่งทาง เกล็ดหิมะภายใต้ท้องฟ้าก็หนักขึ้นเรื่อย ๆ กลุ่มคนที่อยู่ข้างหลังพวกเขาก็ถูกแช่เย็นจนกลายเป็นก้อนน้ำแข็ง ไม่สามารถขยับเขยื้อนได้
หานลั่วสุ่ยเป็นยอดฝีมือในการใช้ไอเย็น ดังนั้นเขาจึงทนต่ออากาศที่เย็นยะเยือกเช่นนี้ได้ แต่เมื่อเขาเห็นคนที่อยู่ข้างหลังกลายเป็นเช่นนี้ ชายหนุ่มก็ขมวดคิ้ว “นายท่าน ดูนั่นสิ!!”
ลู่เฉินเองก็เห็นเช่นกัน แต่เขาก็ทำเพียงแค่เงยหน้าขึ้นแล้วยิ้ม “คิดว่าเจ้าจะสามารถแช่แข็งผู้คนได้ด้วยค่ายกลเยือกแข็งงั้นหรือ?”
หลังจากพูดจบ ลู่เฉินก็หยิบศิลาวิญญาณออกมาสองสามก้อนและถือไว้ในมือของเขา หลังจากวาดอักขระยันต์สองสามตัว ศิลาวิญญาณก็เป็นดั่งไฟที่โหมกระหน่ำ
จากนั้นชายหนุ่มก็โยนไฟที่โหมกระหน่ำนั้นออกไป โจมตีไปยังหลายตำแหน่งในค่ายกล
อัดใจถัดมา เกล็ดหิมะก็สลายไป และเปลวไฟบางส่วนยังคงตกลงมาจากท้องฟ้า ส่งผลกระทบกับภูเขาโดยตรง
หิมะหลายแห่งบนภูเขาละลายหายไปทันที
ไม่เพียงแค่นั้น กลุ่มคนที่ถูกแช่แข็งด้านหลังก็ค่อย ๆ ฟื้นตัวเช่นกัน
ฉากนี้ทำให้ผู้คนในดินแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดตกตะลึง ส่วนหานลั่วสุ่ยก็ตกใจยิ่งกว่าเดิม “นายท่านน่าทึ่งจริง ๆ!”
ลู่เฉินหันไปมองเกล็ดหิมะบนยอดเขา แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “พวกเจ้าไม่ออกมาหน่อยหรือ?”
พวกเจ้า?
ทุกคนสงสัยว่าเป็นใคร
แต่ในไม่ช้าทุกคนก็เห็นเงาร่างของคนสี่คน
ทั้งสี่คนนี้คือไป๋เหล่าเอ้อร์ ราชันย์แมลงลม มู่ตู๋ซา และถูอิ่นซา
เพียงแต่ฟาเทียนไม่เข้าใจว่าทำไมไป๋เหล่าเอ้อร์ที่สูญเสียกายเนื้อไปเมื่อวานกลับมามีร่างกายอีกครั้งในวันนี้ “ผู้อาวุโส ไยพวกเขาถึงมีร่างกายได้?”