ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 468 ความดื้อนั้นเพียงแต่จะทำให้ตายเร็วยิ่งขึ้น!
บทที่ 468 ความดื้อนั้นเพียงแต่จะทำให้ตายเร็วยิ่งขึ้น!
“ให้เขาไปยังถ้ำกระดูกหิมะเสียก่อน เพื่อประสบการณ์ที่ดี!” นักบุญหญิงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ผู้อาวุโสกระดูกสงสัย “นักบุญหญิง คิดจะดึงเขาเข้าไปยังถ้ำกระดูกหิมะหรือ?”
“อืม!” นักบุญหญิงขานรับ
ผู้อาวุโสกระดูกคิดแล้วจึงพูดออกมา “แต่เท่าที่ข้ารู้มานั้น เจ้าหนุ่มผู้นี้มีไข่มุกราตรีสมุทร”
“ไข่มุกราตรีสมุทร?”
“ใช่ สามารถมองเห็นได้ว่ารอบ ๆ นี้มีสิ่งกีดขวางใดบ้าง!” ผู้อาวุโสกระดูกอธิบายออกมา
“เจ้าหนุ่มผู้นี้ ช่างโชคดีเสียจริง แม้แต่ของเช่นนี้ก็มี!” นักบุญหญิงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เช่นนั้น ยังจะดึงเขาเข้าไปหรือไม่?”
“ถ้าหากเขามายังสำนักเหมันต์สงัดเพื่อมาหาข้า เช่นนั้นเขาก็ต้องไป” นักบุญหญิงเผยรอยยิ้มประหลาด
“ความหมายของนักบุญหญิงคือ?”
“ข้าจะไปรอเขายังถ้ำกระดูกหิมะ!” เมื่อนักบุญหญิงพูดจบ สายตาของรูปปั้นก็พลันสว่างวาบขึ้นมา จากนั้นวิญญาณภายในนั้นก็หายไป
เมื่อผู้อาวุโสกระดูกเข้าใจแล้วก็เดินออกไปด้านนอกตำหนักเหมันต์เพื่อรอคอย
ลู่เฉินย่อมเห็นแน่นอนว่ามีวิญญาณออกจากตำหนักเหมันต์ไป และเข้าไปยังปากถ้ำที่อยู่ด้านหลังตำหนักเหมันต์
ที่บริเวณปากถ้ำนั้น เมื่อเขาใช้ ‘ไข่มุกราตรีสมุทร’ ตรวจสอบดูแล้วก็พบว่า บริเวณปากถ้ำเต็มไปด้วยโครงกระดูก ขณะเดียวกันยังมีแผ่นป้ายหินตั้งตรงอยู่ สลักไว้ว่า ‘ถ้ำกระดูกหิมะ’
ชายหนุ่มคิดที่จะดูสถานการณ์ภายในถ้ำกระดูกหิมะนี้อย่างละเอียด
เพียงแต่สิ่งที่ทำให้เขาคิดไม่ถึงก็คือ ไข่มุกราตรีสมุทรนี้ถูกจำกัดไว้เมื่ออยู่ภายในถ้ำกระดูกหิมะ ทำให้ระยะในการสำรวจดูนั้นมีเพียงแค่สิบก้าวโดยประมาณเท่านั้น
“ดูแล้วถ้ำกระดูกหิมะนี้น่าจะไม่ธรรมดา” ลู่เฉินพึมพำ
ตอนนั้นเอง ผู้อาวุโสกระดูกที่อยู่ด้านนอกตำหนักเหมันต์เห็นลู่เฉินและอีกสองคนเดินขึ้นมาบนภูเขา จึงเผยรอยยิ้มออกมา “ทั้งสามท่าน ยินดีต้อนรับ!”
ลู่เฉินมองผู้อาวุโสกระดูกพลางยิ้มออกมา “ไม่คิดจะหนีใช่หรือไม่?”
“มีอันใดต้องหนีอย่างนั้นหรือ?” ผู้อาวุโสเผยรอยยิ้มประหลาด
ชายหนุ่มยิ้มพลางมองอีกฝ่าย “เจ้าคงไม่คิดว่า ข้าจะจับเจ้าไม่ได้หรอกนะ?”
“ถ้าหากเจ้ามีความสามารถเช่นนั้นจริง คงจับข้าไปแล้ว จะปล่อยให้หลุดไปได้อย่างไรกัน?”
ลู่เฉินพูดด้วยรอยยิ้ม “ก่อนหน้านี้เป็นความตั้งใจของข้า แต่ตอนนี้ เจ้าหนีไปรอดแล้ว!”
“เจ้าเป็นเพียงขั้นหลอมแก่นแท้ ไม่ว่าจะเพิ่มความแข็งแกร่งเพียงใดก็ไม่สามารถขวางข้าได้!” ผู้อาวุโสกระดูกเอ่ยเตือน
“โอ้? อย่างนั้นหรือ?” พูดจบ เขาก็ใช้เคล็ดวิชาเถาวัลย์ดิน
เมื่อพันรัดอีกฝ่ายไว้ชั่วคราวแล้ว จักจั่นอัสนีก็รีบลงมืออย่างรวดเร็ว สายฟ้าพลันฟาดออกไป ผู้อาวุโสกระดูกคิดจะหนี แต่ตั๊กแตนตำข้าวแขนทองลงมืออีกครั้ง จากนั้นแมวมารมายาก็ปรากฏตัวออกมาด้านหน้าเขาทันที
มันข่วนใบหน้าของเขา
ผู้อาวุโสกระดูกร้องเสียงดังลั่น วิญญาณนั้นคิดหลบหนีออกมาและคิดที่จะหนีไป
ทว่ากุ่ยเจี๋ยรอเขาอยู่ก่อนแล้ว จึงปรี่เข้ามาซ่อนตัวในวิญญาณของเขาทันที
ผู้อาวุโสกระดูกกรีดร้องเสียงดัง จากนั้นวิญญาณก็กระแทกลงกับพื้น ตอนนี้วิญญาณและกุ่ยเจี๋ยจึงพัวพันกันไปหมด
เมื่อลู่เฉินมาถึงด้านหน้าของวิญญาณแล้ว เขาก็นำกู่ฉินเพลิงโบราณออกมา ทำให้พลังของกุ่ยเจี๋ยเพิ่มมากยิ่งขึ้น น้ำเสียงอันเจ็บปวดของผู้อาวุโสกระดูกยิ่งดูน่าสังเวชยิ่งนัก
ฟาเทียนและหานลั่วสุ่ยที่คอยดูอยู่นั้นต่างก็ตกตะลึงจนอ้าปากค้าง
กระทั่งกุ่ยเจี๋ยทำให้ผู้อาวุโสกระดูกได้รับบาดเจ็บสาหัส ลู่เฉินจึงใช้กู่ฉินเก็บวิญญาณของผู้อาวุโสกระดูกกลับเข้ามา
ผู้อาวุโสกระดูกที่อยู่ภายในกู่ฉินยังพยายามที่จะหนี แต่ภายในกู่ฉิน เขาไม่สามารถหนีหลุดพ้นออกมาได้ จึงทำได้เพียงก่นด่าออกมา “สารเลว ปล่อยข้าออกไป!”
“ว่ามาเถิด เจ้ามีความคุ้นเคยกับนักบุญหญิงมากเพียงใด?” น้ำเสียงของลู่เฉินดังขึ้นมาภายในกู่ฉิน
ผู้อาวุโสกระดูกพูดด้วยท่าทางดื้อรั้น “ข้าจะบอกเจ้าให้ แม้ข้าจะกลายเป็นเพียงขี้เถ้า ข้าก็ไม่มีทางบอกเจ้า!”
“โอ้? ดื้อดึงเพียงนี้เชียว?”
“แน่นอน ชีวิตของข้าคือสำนักเหมันต์สงัด ไม่ว่าอย่างไรก็จะไม่มีวันทรยศสำนักเหมันต์สงัด!” ผู้อาวุโสกระดูกกล่าวสาบาน
เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้ว เขาก็อดถอนหายใจออกมาไม่ได้ “ข้าชื่นชมในความซื่อสัตย์ของเจ้า แต่บางครั้งความซื่อสัตย์นั้นก็สูญเปล่า ไร้ประโยชน์!”
พูดจบ ภายในกู่ฉินก็บังเกิดเสียงบรรเลงดังขึ้น
เสียงบรรเลงกู่ฉินนี้โจมตีผู้อาวุโสกระดูกโดยเฉพาะ!
ผู้อาวุโสเจ็บปวดแต่ยังคงประคองตนเองต่อไป ปากยังคงพึมพำบางอย่างออกมา “แม้จะสังหารข้า ข้าก็ไม่กลัวเจ้า!”
ลู่เฉินยิ้มพิกล จากนั้นเขาก็กลายเป็นเงาคนยืนอยู่ด้านหลังผู้อาวุโสกระดูก เข้าไปยังตราประทับวิญญาณ
ผู้อาวุโสกระดูกอ่อนแอลงไปในทันที และไม่มีพลังในการต่อต้าน จึงทำได้เพียงเบิกตามองลู่เฉินที่กำลังทิ้งตราประทับไว้บนวิญญาณของตน
“เจ้า เจ้าทำสิ่งใดกับข้ากันแน่?” เมื่อทิ้งตราประทับวิญญาณไว้แล้ว ผู้อาวุโสกระดูกจึงมีสีหน้าไม่ดีนัก
ลู่เฉินยิ้มพลางมองผู้อาวุโสกระดูก “ข้าทิ้งตราประทับวิญญาณไว้ภายในวิญญาณของเจ้า!”
“หมายความว่าอย่างไร?”
“ตราประทับวิญญาณนี้สามารถควบคุมเจ้าได้ ขณะเดียวกันยังสามารถขโมยความทรงจำของเจ้าได้!” ชายหนุ่มยิ้มอย่างมีเลศนัย
เมื่อได้ยินว่าสามารถขโมยความทรงจำของตนได้นั้น ผู้อาวุโสกระดูกจึงตกตะลึงขึ้นมา คิดอยากจะทำลายวิญญาณของตน แต่ลู่เฉินกลับมองเขาด้วยรอยยิ้ม “สายไปเสียแล้ว”
เห็นเพียงผู้อาวุโสกระดูกลอยอยู่ตรงนั้นโดยไม่ขยับใด ๆ ราวกับหุ่นเชิด
จึงทำให้ผู้อาวุโสกระดูกโมโหจนกล่าวอย่างบันดาลโทสะออกมา “เจ้าต้องการที่จะรู้เรื่องใดจากข้า?!”
“อย่าร้อนใจไป ข้าขอดูเสียก่อน เหตุใดเจ้าจึงต้องไปยังพระราชวังไร้หน้า?”
เมื่อได้ยินดังนั้น ผู้อาวุโสกระดูกจึงหวาดกลัวขึ้นมา “ห้ามดู เจ้าห้ามดู!”
ชายหนุ่มยังคงต้องการที่จะดู
เพียงแต่การขโมยความทรงจำของคนคนหนึ่งนั้นจำเป็นต้องใช้เวลา ดังนั้นลู่เฉินจึงยืนอยู่เบื้องหน้าผู้อาวุโสกระดูก เมื่อเงาขอผู้อาวุโสกระดูกดูเลือนรางไป ก็พลันมีแสงระยิบระยับออกจากร่างของผู้อาวุโสกระดูกลอยไปหาลู่เฉิน
สิ่งเหล่านี้เศษเสี้ยวของความทรงจำ
ผู้อาวุโสกระดูกเห็นเช่นนั้นแล้วก็รู้สึกไม่พอใจจนตะโกนออกมา แต่ก็ไม่สามารถหยุดได้
จนกระทั่งลู่เฉินขโมยความทรงจำมาได้ทั้งหมด ผู้อาวุโสกระดูกก็กลายเป็นขี้เถ้าไปในที่สุด
ชายหนุ่มเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ตราประทับวิญญาณขโมยความทรงจำ ช่างน่าเจ็บปวดเสียจริง!”
จากนั้นเขาก็ถอยออกมาจากกู่ฉิน ก่อนจะนั่งลงราวกับกำลังหลับใหล
ฟาเทียนกลับสงสัยว่า “ผู้อาวุโส เป็นอันใดไปหรือ?”
หานลั่วสุ่ยอยากรู้เช่นกัน แต่ลู่เฉินกลับไม่ตอบ ทั้งสองจึงยิ่งไม่กล้ารบกวน ทำได้เพียงเฝ้ามองอยู่เงียบ ๆ
จนกระทั่งสามวันผ่านไป ชายหนุ่มก็ค่อย ๆ ลืมตาขึ้นและหาวออกมา ฟาเทียนเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “ท่าน?”
“ผู้อาวุโสกระดูกดื้อรั้นเกินไป ไม่ยอมตอบคำถามของข้า ดังนั้นข้าจึงต้องขโมยความทรงจำเขา แต่ระหว่างการขโมยความทรงจำนี้จะค่อนข้างเหนื่อยล้า โดยเฉพาะถ้าความทรงจำนั้นค่อนข้างใหญ่ ดังนั้นข้าจึงต้องจัดการบางอย่างสักหน่อย” ลู่เฉินอธิบาย
ขโมยความทรงจำ?
ทั้งสองจึงตกตะลึงขึ้นมา
ชายหนุ่มกลับยิ้มออกมา “ความทรงจำของผู้อาวุโสกระดูกผู้นี้ ช่างน่าสนใจนัก”
น่าสนใจ?
ทั้งสองยังคงไม่เข้าใจ ลู่เฉินได้รู้จากผู้อาวุโสกระดูกแล้วว่านักบุญหญิงให้ผู้อาวุโสกระดูกไปทำบางสิ่งที่พระราชวังไร้หน้า แต่เขาไม่ได้พูดออกไป กลับเดินนำทั้งสองคนตรงไปยังตำหนักเหมันต์
เมื่อทั้งสองมาถึงตำหนักเหมันต์แล้วก็ได้เห็นถ้ำแห่งหนึ่ง
ถ้ำแห่งนี้มีแผ่นหินสลักไว้ว่า ‘ถ้ำกระดูกหิมะ’
หานลั่วสุ่ยพูดขึ้นมาด้วยความตกใจ “ว่ากันว่า ถ้ำกระดูกหิมะคือสถานที่ต้องห้ามของสำนักเหมันต์สงัด ทั้งยังเป็นสถานที่ที่น่ากลัวมาก”
ฟาเทียนรู้สึกแปลกใจ “น่ากลัวเพียงนั้นเชียวหรือ?”
“หากมีผู้ใดทำผิดในสำนักเหมันต์สงัดก็จะถูกลงโทษ และการลงโทษที่รุนแรงที่สุดก็คือการถูกโยนเข้าไปภายในถ้ำกระดูกหิมะนี้” หานลั่วสุ่ยอธิบาย
เมื่อฟาเทียนได้ยินเช่นนี้กลับรู้สึกเหมือนถูกดึงดูดขึ้นมา “เช่นนั้นก็น่าสนใจขึ้นมาเสียแล้ว!”
หานลั่วสุ่ยกลับรู้สึกกังวลใจเล็กน้อย “นายท่านมาที่นี่?”
“นักบุญหญิงผู้นั้นหนีเข้าไปภายในนี้ เพื่อรอให้ข้าติดเบ็ด” ลู่เฉินกล่าว
เมื่อได้ยินเช่นนั้นแล้ว หานลั่วสุ่ยก็รีบพูดแนะนำขึ้นมา “นายท่าน เช่นนั้นท่านอย่าเข้าไปเด็ดขาด!”
ฟาเทียนเห็นด้วยเช่นกัน “ผู้อาวุโส ในเมื่อนักบุญหญิงผู้นี้เข้าไปหลบซ่อนภายในนั้น ต้องคิดจะใช้ภายในนั้นจัดการท่านเป็นแน่!”
ลู่เฉินกลับไม่สนใจ และขณะนั้นเอง น้ำเสียงติดขบขันของนักบุญหญิงดังออกมาจากภายใน “สามวันแล้ว ในที่สุดเจ้าก็มาที่นี่!”