ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 470 ตำนานการแบกโลงศพ!
บทที่ 470 ตำนานการแบกโลงศพ!
บนสิ่งกีดขวางรอบ ๆ ด้านหน้าเต็มไปด้วยรูขนาดเล็ก และภายในรูนั้นมีไอภูตผีพวยพุ่งออกมาอย่างบ้าคลั่ง
ขณะเดียวกัน ภายในถ้ำรอบ ๆ เต็มไปด้วยกองกระดูก
ท่ามกลางกระดูกเหล่านี้ มีโกศที่บรรจุกระดูกลอยอยู่
โกศนี้กระจายแสงสีเขียวจาง ๆ อยู่ และกระดูกเหล่านั้นที่ล้อมรอบมันไว้ดูราวกับกำลังแสดงความเคารพอยู่ก็ไม่ปาน
“ผู้อาวุโส นี่คือ?” เป็นครั้งแรกที่ฟาเทียนเห็นเหตุการณ์เช่นนี้ จึงรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา
หานลั่วสุ่ยรู้สึกประหลาดใจเช่นกัน จึงจ้องมองไปยังกระดูกเหล่านั้น
เมื่อลู่เฉินได้สติกลับมาจึงอธิบายว่า “ภายในโกศนั่น มีพลังที่กระดูกภูตเหล่านี้ต้องการอยู่”
ฟาเทียนและหานลั่วสุ่ยรู้สึกสงสัย แปลกใจว่าภูตผีในกระดูกเหล่านั้นต้องการพลังเช่นใดกัน
ลู่เฉินไม่ได้พูดสิ่งใด กลับก้าวไปทีละก้าว
กระดูกเหล่านั้นราวกับมีท่าทางตกใจขึ้นมา ค่อย ๆ หันศีรษะไป และแววตายังเปล่งแสงบางอย่างแปลก ๆ
แววตานั้นดูน่ากลัวมาก ราวกับต้องการกัดลู่เฉินให้ขาดเป็นชิ้น ๆ
ในตอนนั้นเอง แสงสีเขียวที่เปล่งออกมาจากภายในโกศยิ่งดูแข็งแกร่งมากขึ้นเรื่อย ๆ และเมื่อกระดูกเหล่านั้นได้รับก็รีบพุ่งไปยังลู่เฉินทันที ราวกับต้องการจะลงมือจัดการเขา
ชายหนุ่มเผยรอยยิ้มประหลาด จากนั้นกุ่ยเจี๋ยจึงพุ่งตัวออกไป
กุ่ยเจี๋ยพุ่งเข้าไปภายในร่างของกระดูก กระดูกนั้นจึงแตกสลายไป
กระดูกเหล่านั้นจึงค่อย ๆ ล้มลงตรงหน้าลู่เฉิน ฟาเทียนและหานลั่วสุ่ยที่อยู่ด้านหลังชายหนุ่มก็ตกตะลึงขึ้นมา
กุ่ยเจี๋ยจึงดูดซึมซับภูตผีเหล่านั้นด้วยความพึงพอใจ
ลู่เฉินอาศัย ‘ไข่มุกราตรีสมุทร’ จ้องมองไปยังโกศ เพราะอยากรู้ว่าภายในโกศนั้นสถานการณ์เป็นเช่นไร
แต่โกศนี้เป็นสมบัติวิญญาณชนิดหนึ่ง และเมื่อเทียบกับ ‘ไข่มุกราตรีสมุทร’ แล้วก็นับว่าสูงกว่ามากนัก ดังนั้น ‘ไข่มุกราตรีสมุทร’ จึงไม่สามารถมองเห็นสถานการณ์ภายในโกศนั้นได้
เขาจึงทำได้เพียงเดินเข้าไป ส่วนฟาเทียนและหานลั่วสุ่ยตามไปเงียบ ๆ เช่นกัน
กุ่ยเจี๋ยดูดซึมซับพลังภูตภายในกระดูกนี้อย่างบ้าคลั่ง
เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนี้ ลู่เฉินจึงนำฟาเทียนและทั้งสองไปที่หน้าโกศนั่น
กระดูกที่เหลืออยู่บริเวณรอบ ๆ คิดอยากจะลุกขึ้นมา ชายหนุ่มจึงนำกู่ฉินเพลิงโบราณออกมา และดึงสายขึ้นมาเล็กน้อย กระดูกเหล่านั้นเจ็บปวดจนถึงกับถอยหลังออกไป กุ่ยเจี๋ยจึงถือโอกาสเข้าไปภายในร่างกายของพวกมันอีกครั้งเพื่อจัดการพวกมัน
แต่เมื่อกระดูกเหล่านี้สูญเสียภูตผีไปแล้วก็ค่อย ๆ ล้มลงตรงนั้น ราวกับโครงกระดูกที่ไม่สามารถขยับได้
กุ่ยเจี๋ยแข็งแกร่งยิ่งขึ้น จึงหลอมรวมแสงออกมาถึงสองร้อยชั้น
เมื่อลู่เฉินพึงพอใจจึงให้มันหลบซ่อนตัวแล้วชายหนุ่มก็ไปยังโกศนั้น “ข้าอยากเห็นภายในของเจ้า มีสิ่งประหลาดใดกัน”
ขณะที่เขาคิดจะใช้มือเปล่าในการสัมผัสโกศ จู่ ๆ โกศนั้นก็พรางตัวหายไปทันที
ฟาเทียนและหานลั่วสุ่ยพลันตกตะลึงขึ้นมา แต่ลู่เฉินกลับยิ้มออกมา “ยังจะซ่อนตัวอยู่อีกหรือ?”
ตอนนั้นเอง โกศปรากฏออกมาอีกครั้ง แต่กลับอยู่บนศีรษะของลู่เฉิน และทุบลงมาอย่างรุนแรง
‘ตูม’
ร่างของชายหนุ่มหายไปทั้งร่างในทันที และโกศนั้นลอยอยู่ในความมืดสลัว
ฟาเทียนร้อนใจขึ้นมา “ตอนนี้ควรทำเช่นไรดี?”
หานลั่วสุ่ยไม่รู้ จึงทำได้เพียงพูดออกไปว่า “รอนายท่านเถิด!”
ฟาเทียนกลัวว่าจะเกิดเรื่องขึ้นกับผู้อาวุโส ดังนั้นจึงพูดด้วยท่าทางจริงจังขึ้นมา “ไม่รู้ว่าตอนนี้ผู้อาวุโสจะเป็นเช่นไร!”
“นายท่านแข็งแกร่งเพียงนั้น ข้าคิดว่าจะต้องไม่เป็นอันใดแน่” หานลั่วสุ่ยพูดด้วยความมั่นใจ
ฟาเทียนจึงทำได้เพียงแค่รอ
…
ภายในโกศนั้น ลู่เฉินมองไปรอบ ๆ ซึ่งเต็มไปด้วยโครงกระดูกว่างเปล่าสีดำ และที่นี่ยังเต็มไปด้วยไอภูตผีที่มีความหนานแน่น
เห็นเพียงไอภูตผีเหล่านี้ลอยอยู่บนโครงกระดูกเหล่านั้น โครงกระดูกเหล่านี้จึงค่อย ๆ ฟื้นคืนชีพขึ้นมา
แต่ครั้งนี้ภายในร่างของโครงกระดูกเหล่านั้นไม่มีภูตผี ทว่ากลับเป็นเพียงกลุ่ม ‘หุ่นเชิด’ ที่ถูกควบคุมอยู่
ชายหนุ่มยิ้มออกมา “เจ้าคือวิญญาณของโกศนี้ ใช่หรือไม่?”
“เจ้ารู้สิ่งใด?” น้ำเสียงเคร่งขรึมดังขึ้นมาจากมุมหนึ่ง
“โกศนี้คือสมบัติวิญญาณชนิดหนึ่ง”
“ใช่!” อีกฝ่ายตอบด้วยน้ำเสียงขุ่นเคือง
ลู่เฉินพูดขึ้นมาว่า “ถ้าหากข้าเป็นเจ้า ข้าจะรีบเก็บกลอุบายเล็กน้อยเหล่านี้ทันที และจะไม่เสียเวลาอยู่ที่นี่!”
“กลอุบายเล็กน้อย?” วิญญาณโกศนั้นเผยรอยยิ้มประหลาดออกมา
เมื่อพูดจบ โครงกระดูกเหล่านี้ จึงค่อย ๆ กลายเป็นเงาสีดำพุ่งเข้าไปภายในร่างของเขา
วิญญาณโกศพูดด้วยความพึงพอใจ “ตาย!”
“เคล็ดวิญญาณกระดูกของสิ่งนี้ หากใช้จัดการผู้ฝึกตนธรรมดานั้นนับว่าดีมาก แต่หากจะจัดการข้านั้น ช่างไร้ประโยชน์!” ลู่เฉินไม่ได้รับผลกระทบใดแม้แต่น้อย เพราะวิญญาณของเขานั้นนับว่าแข็งแกร่งกว่ามาก
วิญญาณโกศพูดขึ้นมาด้วยความแปลกใจ “เป็นไปไม่ได้!”
“เคล็ดวิญญาณกระดูก เป็นเคล็ดวิชาการโจมตีภูตชนิดหนึ่งที่กลายมาจากกระดูก และการโจมตีเช่นนี้จะโจมตียังวิญญาณโดยตรง จากนั้นจึงพังพินาศไปพร้อมกับวิญญาณ!”
“เจ้ารู้ได้อย่างไร?” วิญญาณโกศตกตะลึงขึ้นมา เห็นได้ชัดว่ารู้สึกเหลือเชื่อ
“ข้าเคยพบเจอมานักต่อนักแล้ว!”
อีกฝ่ายไม่เชื่อ ทั้งยังตะคอกใส่ “ข้าไม่เชื่อ!”
เมื่อพูดจบ โครงกระดูกที่อยู่รอบ ๆ ก็ยิ่งมากขึ้นเรื่อย ๆ และโครงกระดูกเหล่านี้ ค่อย ๆ กลายเป็นเงาพุ่งเข้าไปภายในร่างของลู่เฉิน
แต่เงาเหล่านี้ราวกับก้อนหินที่หายไปในทะเลอย่างไรอย่างนั้น สงบจนไม่เกิดคลื่นใด ๆ แม้จะเข้าไปภายในร่างกายของลู่เฉินแล้วก็ราวกับหายไปตลอดกาล
นี่จึงทำให้วิญญาณโกศกังวลใจขึ้นมาเล็กน้อย “แท้จริงแล้วเจ้าคือผู้ใด?”
“คำถามนี้ ข้าไม่จำเป็นต้องอธิบายให้เจ้าฟัง!”
พูดจบ เขาก็มองไปยังมุมมืดนั้น จากนั้นจึงใช้คำสาปภูต
โซ่ตรวนพันอยู่รอบ ๆ
จากนั้น เงาร่างขนาดใหญ่จึงปรากฏออกมา และเงานี้เป็นเงาของคนแบกโลกศพที่ถือขวานยักษ์ไว้ในมือ
เห็นเพียงชายร่างใหญ่ มือซ้ายแบกโกศขนาดเล็กไว้ มือขวาถือขวานที่ทำมาจากกระดูก ดูท่าทางดุร้าย
ลู่เฉินจึงมองด้วยรอยยิ้ม “เป็นอย่างไร? ยังมีวิธีการใดอีกหรือไม่?”
คนแบกโลงศพผู้นี้ เมื่อเห็นว่าตนถูกโซ่ตรวนพันรัดไว้จึงเริ่มขัดขืน แต่โซ่ตรวนของลู่เฉินนั้นแข็งแกร่งมาก ทำให้ไม่ว่าจะขยับเพียงใดก็ไม่สามารถหลุดพ้นไปได้ จึงได้แต่ตะคอกออกมา “ข้าจะให้เจ้าได้ลิ้มลองตำนานคนแบกโลงศพ!”
เมื่อพูดจบ คนแบกโลงศพผู้นั้นก็โยนโกศขนาดเล็กบนมือออกไป
เห็นเพียงโกศขนาดเล็กนี้กลายเป็นเงาภูตพุ่งโจมตีออกไป แต่ลู่เฉินไม่สนใจ ปล่อยให้โกศพุ่งเข้ามา ทว่าโกศนี้ไม่เข้าไปภายในร่างของเขา แต่กลับปล่อยเงาภูตผีออกมาจากโกศมากมายนับไม่ถ้วน
เงาภูตผีเหล่านั้นตกลงบนร่างของลู่เฉินอย่างบ้าคลั่ง
ชายหนุ่มรู้สึกราวกับว่าร่างกายกำลังถูกบางสิ่งแทงทะลุออกไป และรู้สึกอ่อนแอลง
คนแบกโลงศพพูดขึ้นมาด้วยความพึงพอใจ “เห็นหรือไม่? ของสิ่งนี้สามารถทำให้พลังภายในกายเจ้าแห้งเหือดไปได้!”
ลู่เฉินมองไปที่จุดตันเถียน พลังปราณภายในร่างเพิ่งถูกเงาภูตผีของโกศซึมซับออกไปเมื่อครู่
“ไม่ต้องมองแล้ว! เคล็ดวิชาคนแบกโลงเป็นสิ่งหนึ่งที่สามารถทำให้ไม่ว่าพลังใดภายในร่างกายของเจ้าแห้งเหือดไปได้!” คนแบกโลงศพพูดด้วยความพึงพอใจ
ลู่เฉินอุทานออกมา “ช่างเก่งกาจนัก!”
“กลัวแล้วหรือ?” คนแบกโลงศพเผยรอยยิ้มประหลาด
“กลัวมาก!”
“เช่นนี้ยังไม่กลัว?”
“เพราะข้ามีวิธีจัดการมัน!” เมื่อลู่เฉินพูดจบ กุ่ยเจี๋ยก็ปรากฏตัวออกมาจากด้านหลัง และกุ่ยเจี๋ยสามารถจัดการภูตผีประเภทนี้ได้ดีที่สุด ดังนั้นเมื่อกุ่ยเจี๋ยปรากฏตัวออกมาจึงพุ่งตัวไปยังโกศขนาดเล็กนั้น
เมื่อกุ่ยเจี๋ยเข้าไปปะทะกับโกศเล็ก เพียงไม่นานลู่เฉินก็ ‘เป็นอิสระ’ จากนั้นเขาก็ยิ้มพลางมองไปยังคนแบกโลงศพที่พันรัดตนไว้เมื่อครู่
“เห็นหรือไม่ ของสิ่งนี้ของเจ้าถูกราชันย์ภูตสงครามของข้าพันรัดไว้เสียแล้ว!”
“ราชันย์ภูตสงคราม! เหตุใดเจ้าจึงมีของประหลาดเช่นนี้?” คนแบกโลงศพถึงกับตกตะลึง