ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 509 ไม่สนใจ กวาดล้างจวนเหมันต์อุดรของพวกเจ้า!
บทที่ 509 ไม่สนใจ กวาดล้างจวนเหมันต์อุดรของพวกเจ้า!
ทุกคนต่างตกตะลึง เพราะคิดไม่ถึงว่าผู้นำพานจะกล้าปฏิเสธผู้นำจวนเหมันต์อุดรได้
ผู้นำจวนเหมันต์อุดรร้อนใจ “ผู้นำพาน หรือว่าท่านไม่กลัวถูกคนของแดนศักดิ์สิทธิ์สอบสวนหรือ?”
“ข้าไม่เคยเกี่ยวข้องกับแดนศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น ถ้าหากพวกเขาต้องการสอบสวน เช่นนั้นข้าก็คงไม่นั่งรอความตายเช่นกัน” คำพูดของพานอวิ๋นทำให้ทุกคนรู้สึกสงสัยว่าลู่เฉินคือผู้ใด เหตุใดจึงสามารถทำให้ผู้นำของพวกเขาปกป้องเขาเช่นนี้ได้
ไม่เพียงแต่คนเหล่านี้ ผู้นำจวนเหมันต์อุดรก็ไม่เข้าใจเช่นกัน “ผู้นำพาน เหตุใดท่านจึงปกป้องเขามากเช่นนี้?”
“ท่านหยุดถามเถิด ข้าไม่สามารถบอกท่านได้” พานอวิ๋นที่อยู่ในความมืดตอบกลับ
ผู้นำจวนเหมันต์อุดรจึงรู้สึกโมโห “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็ไม่มีอันใดต้องพูดกัน!”
เมื่อพูดจบ ผู้นำจวนผู้นั้นจึงมองไปยังลู่เฉินพลันเอ่ยเตือน “เจ้าหนุ่ม เจ้าทำให้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์สยบมารขุ่นเคืองใจ เช่นนี้คงจะจบไม่ดีแน่!”
“พวกเจ้าจวนเหมันต์อุดร ถ้าหากยังคงเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์เช่นนี้ต่อไป ข้าจะไม่สนใจ และกวาดล้างพวกเจ้าเป่ยเสวี่ยให้หมดสิ้น!” คำพูดของชายหนุ่มทำให้ผู้คนในบริเวณนั้นตกตะลึง
ผู้นำจวนเผยรอยยิ้มชั่วร้าย “กวาดล้างให้สิ้น? คำพูดของเจ้าช่างจองหองนัก!”
“อย่าคิดลองทักษะของข้า!” ลู่เฉินกล่าว
ผู้นำจวนยิ้มเย็นชา “ได้ เช่นนั้นข้าจะรอดูว่าเจ้าจะกวาดล้างจวนเหมันต์อุดรของข้าเช่นไร!”
เมื่อพูดจบ เงาของผู้นำจวนจึงหายไป ฉีเหยียนกับคนอื่น ๆ หวาดกลัวจนบินออกไป เหลือเพียงสวี่เล่ยซานและกลุ่มคนที่มีสีหน้าสับสน
พานอวิ๋นที่อยู่ท่ามกลางเมฆนั้นพูดว่า “นับแต่วันนี้เป็นต้นไป คนของหอวังอัสนีห้ามเกี่ยวข้องกับคนของจวนเหมันต์อุดร!”
“ขอรับ!” ทุกคนต่างขานรับ
ถึงแม้สวี่เล่ยซานจะรู้สึกไม่พอใจ แต่ขณะนั้นก็ทำได้เพียงขานรับแต่โดยดี พานอวิ๋นจึงพูดกับลู่เฉิน “หญ้านี้ เจ้าเก็บได้ตามสะดวก สัตว์ปีศาจเหล่านี้ เจ้าจะจัดการเช่นไรก็ตามแต่”
“ได้ ไม่รบกวนเจ้าแล้ว” สิ้นคำ เขาก็ให้ผู้อาวุโสเล่ยไปเก็บหญ้าสมุนไพรเหล่านั้น
ผู้อาวุโสเล่ยรู้สึกดีใจ ก่อนจะกลับไปยังภายในภูเขาเพื่อจัดการส่วนที่เหลือต่อไปทั้งหมด ผู้อาวุโสเหล่านั้นทำได้เพียงมองด้วยความว่างเปล่า
จนกระทั่งลู่เฉินเก็บหญ้ามังกรน้ำแข็งไปจนหมดสิ้นแล้วหันไปพูดกับเมฆสีดำบนท้องฟ้า “เช่นนั้น ข้าขอตัวก่อน”
พานอวิ๋นจึงรีบส่งเสียงตอบกลับ “เจ้าอยากรู้มิใช่หรือ เหตุใดข้าจึงถ่ายทอดเคล็ดวิชาอัสนีวิญญาณให้แก่ผู้อาวุโสเล่ย?”
ลู่เฉินหยุดก้าวเดินทันที มองกลับไปด้วยความสงสัย พานอวิ๋นจึงพูดต่อ “เขาเป็นผู้สืบทอดของผู้บุกเบิก!”
ลู่เฉินราวกับนึกขึ้นได้ จากนั้นจึงมองไปผู้อาวุโสเล่ยและเผยรอยยิ้มออกมา “ช่วยข้าให้สำเร็จ”
ผู้อาวุโสเล่ยไม่รู้ว่าเหตุใดชายหนุ่มต้องให้ตนช่วยทำให้สำเร็จ ส่วนลู่เฉินนั้นพาฟาเทียนรวมถึงฉีฉีน้อย และยังมีสัตว์ปีศาจกลุ่มใหญ่ลงภูเขาไป ขณะที่พานอวิ๋นให้ผู้อาวุโสเล่ยเป็นคนส่งพวกเขาออกไป
…
เพียงไม่นาน ลู่เฉินและคนอื่น ๆ รวมถึงสัตว์ปีศาจได้เดินออกมาจากหอวังอัสนี ผู้อาวุโสเล่ยจึงเอ่ยส่งชายหนุ่มด้วยความเคารพ “นายท่าน เช่นนั้นข้าคงส่งท่านเพียงเท่านี้”
“อย่ารีบร้อนไป”
ผู้อาวุโสเล่ยรู้สึกสงสัย “นายท่าน ท่านยังมีเรื่องใดหรือ?”
“ยื่นมือขวาออกมา!”
ผู้อาวุโสเล่ยจึงยื่นมือขวาออกไป มือนั้นดูแห้งเหี่ยว และยังมีบางจุดที่มีจุดดำอยู่มากแต่ยังมองเห็นไม่ชัดเจน
เมื่อเห็นมือขวาของผู้อาวุโสเล่ยแปลกเช่นนี้ ฟาเทียนพลันตกตะลึง “น่ากลัวนัก”
ฉีฉีน้อยพูดยังพูดว่า “มือนี้…”
“สิ่งนี้ ครั้งแรกที่ออกไปฝึกฝนนั้น ไม่ระวังจนไปสัมผัสพิษบางอย่างเข้า จากนั้นจึงเป็นเช่นนี้ แต่ไม่ส่งผลอันใดกับการฝึกฝน” ผู้อาวุโสเล่ยพูดพลางด้วยความลำบากใจ
ลู่เฉินกลับยื่นมือข้างหนึ่งไปจับ จากนั้นก็หลับตาลง
ขณะนั้นเอง ชายหนุ่มมองเห็นกลิ่นอายจาง ๆ กลุ่มหนึ่งที่กำลังเคลื่อนไหวอยู่ เขาจึงรีบรวบรวมเขตแดนขึ้นมาทันทีเพื่อกักขังกลิ่นอายกลุ่มนี้ไว้ จากนั้นจึงค่อย ๆ บีบมันออกมา จนในที่สุดลู่เฉินจึงลืมตาขึ้น และจับไว้ด้วยมือเดียว
เพียงไม่นาน ทุกคนจึงได้เห็นสิ่งของบางอย่างที่ดูเลือนรางอยู่ใจกลางเขตแดนกลุ่มพลังปราณกลางฝ่ามือเขา
“มีบางสิ่งอยู่!” ฟาเทียนตะโกนขึ้น
ฉีฉีน้อยก็รู้สึกสงสัยเช่นกัน
และในขณะนั้นเอง สิ่งของนั้นก็ค่อย ๆ ชัดเจนขึ้น
เห็นเพียงแมลงที่ลอยอยู่ และแมลงนี้ดูเหมือนตะขาบ มันมีสีดำ และด้านหลังของตะขาบนั้นมีอักขระยันต์ประหลาดบางอย่างอยู่
เมื่อเห็นดังนั้น ผู้อาวุโสเล่ยจึงตกตะลึง “ของสิ่งนี้ เหตุใดจึงอยู่ในร่างกายข้า?!”
“สิ่งที่เจ้าได้รับนั้นไม่ใช่พิษ แต่เป็นแมลงที่อาศัยอยู่ในร่างกายของเจ้า!” ลู่เฉินมองตะขาบอย่างพิจารณา
“อาศัยอยู่ในร่างกายของข้า?” ผู้อาวุโสเล่ยตกตะลึง
ลู่เฉินขานรับแล้วจึงพูดต่อ “แมลงชนิดนี้ ถึงแม้พิษจะไม่ร้ายแรงนัก แต่มันสามารถหลอมรวมอยู่ภายในพลังปราณของมนุษย์ได้ ทำให้มนุษย์ไม่สามารถสังเกตเห็นได้ แต่…”
“แต่อันใดกัน?”
“หากเวลาผ่านไปนานก็สามารถรวมเป็นหนึ่งเดียวกับร่างกายได้ เมื่อถึงเวลานั้น ผู้ที่อยู่เบื้องหลังแมลงนั่น หากคิดจะควบคุมเจ้าก็นับว่าไม่เป็นปัญหา”
“ควบคุมข้า?” ผู้อาวุโสเล่ยเบิกตากว้าง
“อืม สิ่งนี้เรียกว่าหุ่นเชิดแมลง และด้านบนยังมีอักขระยันต์ และคล้ายกับอักขระยันต์หุ่นเชิด” ลู่เฉินอธิบาย
ผู้อาวุโสเล่ยร้อนใจ “เหตุใดจึงมีสิ่งนี้?”
“เจ้าได้รับพิษมากจากที่ใด? และได้รับเมื่อใด?” ลู่เฉินมองไปยังผู้อาวุโสเล่ย
“ที่ภูเขาหิมะทางตอนเหนือ ที่นั่นมีเทือกเขาที่มีหญ้าวิญญาณธาตุน้ำแข็งที่อุดมสมบูรณ์ และยังมีอสูรปีศาจที่แข็งแกร่งจำนวนมากที่ชอบอาศัยอยู่ที่นั่น ดังนั้นจึงถูกขนานนามว่าหนึ่งในสามแดนต้องห้ามทางตอนเหนือ ส่วนข้า ได้ไปที่นั่นเมื่อร้อยปีก่อน จากนั้นจึงได้รับพิษ”
เมื่อลู่เฉินเข้าใจแล้วจึงตอบกลับ “ได้ แมลงนี้ข้าจะเก็บมันมาเสียก่อน ถ้าหากต่อไปมีปัญหาใด สามารถติดต่อข้าได้”
“ขอรับ นายท่าน” ผู้อาวุโสเล่ยขานรับ
ชายหนุ่มเก็บแมลงนี้เข้ามา จากนั้นจึงหมุนตัวนำฟาเทียนและพวกออกไปจากหอวังอัสนี
ผู้อาวุโสเล่ยมองไปยังมือขวา เมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีปัญหาใดจึงถอนหายใจคลายกังวลออกมา “ช่างน่ากลัวนัก”
ฟาเทียนที่เดินอยู่ด้านหน้ารู้สึกแปลกใจ “ผู้อาวุโส แมลงนั่นเก่งกาจเพียงนั้นจริงหรือ?”
“อืม แต่แมลงนี้อย่างน้อยต้องอาศัยมานานนับร้อยปี จึงจะสามารถควบคุมได้อย่างสมบูรณ์”
“หลายร้อยปี? เจ้าของแมลงพวกนี้ช่างมีความพยายามยิ่งนัก!” ฟาเทียนสบถออกมา
ลู่เฉินก็รู้สึกเช่นกัน แต่นี่ไม่ใช่สิ่งสำคัญ สิ่งที่สำคัญก็คือเหตุใดอีกฝ่ายจึงต้องการควบคุมผู้อาวุโสเล่ย
ทว่าไม่มีผู้ใดอธิบายแก่ลู่เฉินได้ เขาจึงทำได้เพียงจัดการบนร่างของแมลงเหล่านั้น
แต่เมื่อลู่เฉินเดินทางไปได้ระยะหนึ่งก็ให้ทุกคนหยุดพักผ่อน ชายหนุ่มนำแมลงออกมา จากนั้นจึงแทรกจิตวิญญาณเข้าไปภายในร่างกายของมัน
วิญญาณของแมลงนี้จ้องมองเขาด้วยความหวาดกลัว “เจ้า เจ้าคิดจะทำส่งใด?”
“ตอนนี้เจ้าถูกข้าจำกัดพลังไว้ ถ้าหากไม่อยากตายก็จงตอบคำถามข้า”
แมลงพูดขึ้นมาด้วยความร้อนใจ “เจ้านายของข้าจะมาช่วยข้าแน่!”
“เจ้าอย่าฝันไปเสียเลย!” ลู่เฉินจ้องไปยังแมลงพลางฉีกยิ้ม
“เจ้านายของข้าเก่งกาจมาก!” แมลงตัวนั้นยังคงพูดด้วยความดื้อรั้น
เมื่อลู่เฉินเห็นว่ามันยังไม่ยอมตอบคำถาม จึงเผยรอยยิ้มเย็นชาออกมา “ดูเหมือนว่า ข้าคงทำได้เพียงจัดการเจ้าเสียแล้ว!”
พูดจบ คำสาปภูตผีของลู่เฉินก็พันรัดวิญญาณมันไว้เสียก่อน จากนั้นจึงหลอมรวมเส้นสายฟ้าโค้งและโจมตีไปบนร่างของแมลงตัวนี้
วิญญาณแมลงนี้จะสามารถทนต่อการโจมตีเช่นนี้ได้อย่างไร มันจึงรีบพูดขึ้นมา “เจ้าอยากรู้เรื่องใดกันแน่?”
“บอกมา เหตุใดเจ้าจึงต้องเข้าไปอาศัยอยู่ภายในร่างกายของคนผู้นั้น!”