ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 507 ตราบใดที่ข้ายังเป็นลูกพี่ของพวกเจ้า ข้าจะช่วยแน่นอน!
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 507 ตราบใดที่ข้ายังเป็นลูกพี่ของพวกเจ้า ข้าจะช่วยแน่นอน!
บทที่ 507 ตราบใดที่ข้ายังเป็นลูกพี่ของพวกเจ้า ข้าจะช่วยแน่นอน!
“เจ้า!” วิญญาณทวนอินทนิลมองมายังลู่เฉินในขณะนั้นพลันเบิกตากว้าง
ลู่เฉินเผยรอยยิ้มมีเลศนัย “มาเถิด ให้เจ้าของของเจ้ามาคุยกับข้าเสียหน่อย”
“ขอรับ!” สายฟ้าอินทนิลพลันได้สติกลับมา ทั้งยังพูดด้วยท่าทางเกรงใจ
ผู้นำที่อยู่อีกด้านหนึ่งรู้สึกสับสน ได้แต่รู้สึกสงสัยอยู่ภายในใจว่าลู่เฉินคือผู้ใดกันแน่ เหตุใดเมื่อวิญญาณศาสตราวุธเห็นเขาแล้ว จึงหวาดกลัวและดูเกรงใจเช่นนี้
และในขณะนั้นเอง สายฟ้าอินทนิลจึงปล่อยลำแสงสีม่วงออกไปยังมุมมืด
ทำให้เกิดเงาสายฟ้าสว่างขึ้นมาจากตรงนั้น และท่ามกลางสายฟ้าที่สว่างอยู่นั้น มีเงาวิญญาณหนึ่งที่กำลังหลับตาอยู่ เงานั้นนั่งอยู่ตรงนั้นโดยไม่ขยับกาย
“นายท่าน” สายฟ้าอัสนีพูดด้วยความเคารพ
“มีเรื่องอันใด?” อีกฝ่ายพูดด้วยท่าทางอ่อนแอ
สายฟ้าอินทนิลไม่รู้ว่าควรจะพูดเช่นไร แต่ลู่เฉินกลับพูดกับสายฟ้าอินทนิลขึ้นมาว่า “หาที่สงบ ข้ามีเรื่องต้องการคุยกับเขา”
สายฟ้าอินทนิลขานรับ เห็นเพียงรอบกายเงานั้นและรอบกายชายหนุ่มกลายเป็นพื้นที่ส่วนตัวที่มืดสลัวในทันที ทำให้ผู้นำไม่สามารถมองเห็นสถานการณ์ภายในพื้นที่ส่วนตัวนั้นได้ ดังนั้นเขาจึงเอ่ยถามสายฟ้าอินทนิลด้วยความร้อนใจ “นี่เกิดสิ่งใดขึ้น?”
“นายท่านผู้นี้ต้องการคุยกับผู้บุกเบิก” สายฟ้าอินทนิลตอบกลับ
“นายท่าน?” ผู้นำรู้สึกสับสน
สายฟ้าอินทนิลอยากอธิบาย แต่ลู่เฉินกลับส่งเสียงสื่อสารมายังเขา “อย่าพูดมากไป”
สายฟ้าอินทนิลจึงทำได้เพียงตอบกลับผู้นำเพียงสั้น ๆ “เจ้าไม่จำเป็นต้องรู้”
ผู้นำชะงักไปครู่หนึ่ง แล้วพึมพำขึ้นมาภายในใจ ‘เขาคือผู้ใดกันแน่?’
จากนั้น ลู่เฉินจึงมองไปยังเงาที่ถูกกักขังอยู่ภายในสายฟ้า “ตอนนี้เจ้าอยู่ที่ใดกัน?”
เงานั้นรู้สึกสงสัยขึ้นมา “เจ้าคือผู้ใด?”
ลู่เฉินอดยิ้มออกมาไม่ได้ “ไม่เจอกันนานนับหนึ่งแสนปี เล่ยม่อเทียนผู้นี้ ลืมข้าไปเสียแล้วหรือ?”
น้ำเสียงเช่นนี้ รอยยิ้มเช่นนี้…
เงานี้รู้สึกสึกแปลกใจ ขณะค่อย ๆ ลืมตาทั้งสองขึ้นและมองไปยังลู่เฉิน จากนั้นก็พลันมีสีหน้าประหลาดใจ “เจ้าเหมือนคนผู้หนึ่ง แต่พลังปราณของเจ้า”
“เคล็ดวิชาอัสนีวิญญาณมีจุดอ่อนอยู่สามข้อ ยังจำได้หรือไม่?”
เงานี้ตัวสั่นขึ้นมาในทันที
เพราะผู้ที่รู้ว่าเคล็ดวิชาอัสนีวิญญาณมีจุดอ่อนอยู่สามข้อนั้นมีเพียงตนและคนผู้นั้น ดังนั้นน้ำเสียงของเงานี้จึงมีความสั่นเครือเล็กน้อย “เจ้า เจ้าคือลูก ลูกพี่?”
เมื่อลู่เฉินได้ยินน้ำเสียงและการเรียกที่คุ้นเคยเช่นนี้ก็ยิ้มพลางเอ่ยว่า “หนึ่งแสนปีแล้ว ในที่สุดก็ได้พบกัน”
“เป็นลูกพี่จริง ๆ หรือ?” เงานั้นถามด้วยความร้อนใจ
ลู่เฉินพยักหน้า
เล่ยม่อเทียนอดดีใจขึ้นมาไม่ได้ “คิดไม่ถึงว่า ก่อนที่ข้าจะหวาดกลัวจนขวัญหนีดีฝ่อไป ยังมีโอกาสได้พบท่าน!”
“กลัวจนขวัญหนีดีฝ่อ?”
เล่ยม่อเทียนจึงมีสีหน้ามืดสลัว “แปดพันปีก่อน ข้าได้รับเทียบเชิญลับฉบับหนึ่งให้ข้าไปยังใจกลางจิ่วโหยว แต่เมื่อไปถึงที่นั่น ข้าก็ถูกกักขัง จนกายเนื้อถูกทำลายในที่สุด วิญญาณถูกขัง และวิญญาณนี้ถูกสายฟ้ากลืนกินมาหลายปี ถ้าไม่ใช่เพราะตัวข้าฝึกเคล็ดวิชาสายฟ้า คาดว่าวิญญาณคงสลายไปแล้ว!”
เมื่อลู่เฉินจึงขมวดคิ้วขึ้นมา “เจ้าก็ได้รับเทียบเชิญ?”
“ใช่!”
“ผู้ใดมอบให้ แล้วเหตุใดจึงต้องไปยังใจกลางจิ่วโหยว?” ลู่เฉินอยากรู้เป็นอย่างมากว่าแท้จริงแล้วเกิดสิ่งใดขึ้นบ้าง
“ผู้ใดส่งมานั้น ข้าไม่รู้ แต่ในเทียบเชิญพูดไว้ว่า ใจกลางจิ่วโหยวนั้น สามารถหาสิ่งหนึ่งที่เรียกว่าผลสายฟ้าเซียนได้ และเพียงแค่ข้าใช้มัน ก็สามารถกลายเป็นเซียนได้ทันที และในตอนนั้น ข้าติดอยู่ที่ขั้นแปลงเซียนก้าวสุดท้าย ดังนั้น…” เมื่อเล่ยม่อเทียนพูดถึงตรงนี้ จึงรู้สึกเสียใจขึ้นมาเล็กน้อย
ลู่เฉินมีท่าทางจริงจังขึ้นมา “ดูเหมือนว่าผู้ที่เชิญเจ้านั้นจะเข้าใจเจ้าเป็นอย่างาก และยังเข้าใจถึงนิสัยใจคอของเจ้า!”
เล่ยม่อเทียนพยักหน้า “ใช่”
“เทียบเชิญนั้นยังอยู่หรือไม่?”
“ขณะที่เข้าไปยังใจกลางจิ่วโหยวนั้น มันถูกทำลายไปพร้อมกับกายเนื้อของข้าแล้ว” เล่ยม่อเทียนตอบกลับด้วยความมืดมน
ลู่เฉินขมวดคิ้วมุ่น “เช่นนั้น เจ้ายังจำได้หรือไม่ว่าอยู่ที่ใดกัน?”
เล่ยม่อเทียนส่ายศีรษะ “หลังจากข้าเข้าไปแล้วก็เกิดหลงทาง เมื่อข้าปรากฏตัวอีกครั้งก็มาถึงสถานที่ที่เต็มไปด้วยสายฟ้าเช่นนี้ กายเนื้อยังถูกทำลาย เหลือเพียงเงาและสมบัติวิญญาณของข้าที่ยังรักษาการติดต่อกันได้”
ลู่เฉินทำได้เพียงกล่าวปลอบ “ให้เวลาข้าสักสามสามปี ข้าจะต้องช่วยเจ้าออกมาให้ได้!”
เล่ยม่อเทียนกลัวว่าลู่เฉินจะเสี่ยงเกินไป ดังนั้นจึงส่ายศีรษะ “ลูกพี่ ที่นี่อันตรายเกินไป ท่านอย่าเข้ามาเด็ดขาด!”
ชายหนุ่มแสยะยิ้ม “เพียงแค่พวกเจ้าเรียกข้าว่าลูกพี่ ข้าก็มีหน้าที่ที่จะต้องพาเจ้ากลับมา!”
“แต่ว่า…!” เล่ยม่อเทียนรู้สึกกังวลใจ
“ตอนนี้มีเรื่องที่สำคัญอยู่เรื่องหนึ่ง ต้องรบกวนเจ้าเสียหน่อย”
“เรื่องสำคัญ?” เล่ยม่อเทียนสงสัย
ลู่เฉินเล่าเรื่องที่ตนมายังหอวังอัสนี รวมทั้งเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้ออกมา และสุดท้ายยังพูดขึ้นมา “เมื่อข้ากลับไปยังมหาทวีปจิ่วโหยวครั้งนี้ ยังค้นพบพลังที่ผิดปกติมากมาย ดังนั้นหากยังไม่เข้าใจชัดเจน ข้าจะไม่เปิดเผยตัวตนออกไปง่าย ๆ”
เล่ยม่อเทียนเข้าใจขึ้นมาทันที “ลูกพี่ ข้ารู้ว่าควรทำเช่นไร”
“อืม!” จากนั้นเขาก็ให้สายฟ้าอินทนิลเปิดเขตแดนที่มืดสลัว
ในฐานะที่สายฟ้าอัสนีเป็นวิญญาณศาสตราวุธของสมบัติวิญญาณนี้ จึงสามารถเปิดเขตแดนที่มืดสลัวนั้นได้อย่างง่ายดาย
เมื่อผู้นำเห็นลู่เฉินปรากฏตัวออกมา ก็รู้สึกสงสัยอยู่ภายในใจว่าเขาและผู้บุกเบิกของตนนั้นพูดสิ่งใดกัน
ขณะนั้นเอง เล่ยม่อเทียนที่เป็นเงาอยู่ภายในสายฟ้านั้นกล่าวกับผู้นำขึ้นมา “เจ้าคือผู้นำคนใหม่ของหอวังอัสนีใช่หรือไม่?”
“ขอรับ ข้า พานอวิ๋น”
“ได้ นับแต่บัดนี้เป็นต้นไป เขาคือข้า ถ้าหากเขาต้องการทำสิ่งใด เจ้าต้องจัดการให้เขา ทราบหรือไม่?” เพียงประโยคเดียวของเล่ยม่อเทียนก็ทำให้ผู้นำรู้สึกสับสนขึ้นมา
“มีปัญหาหรือ?” เล่ยม่อเทียนเอ่ยถาม
พานอวิ๋น หรือผู้นำผู้นี้ ดวงตาทั้งสองข้างเบิกกว้างขึ้น “ผู้บุกเบิก นี่…”
“ว่าอย่างไร? ต้องการขัดคำสั่งข้าหรือ?”
“ไม่ ไม่ใช่ เพียงแต่เขาคือใครกัน?” พานอวิ๋นอยากรู้ยิ่งนัก
“เขาคือผู้ใดนั้นไม่สำคัญ ที่สำคัญก็คือบัดนี้เขาก็คือข้า และสิ่งที่พวกเจ้าทำต่อเขานั้นก็เหมือนกับทำต่อข้าเช่นกัน ทราบหรือไม่?” เล่ยม่อเทียนพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา
พานอวิ๋นไม่กล้าคัดค้าน ดังนั้นจึงขานรับ “ขอรับ ผู้บุกเบิก!”
“หลังจากออกไปแล้ว ถ้าหากหอวังอัสนีมีเรื่องอันใด เจ้าสามารถคุยกับเขาได้” น้ำเสียงของเล่ยม่อเทียนดูอบอุ่นขึ้นมาไม่น้อย
พานอวิ๋นขานรับ “ขอรับ”
แต่ภายในใจของพานอวิ๋นยังคงรู้สึกแปลก ๆ แต่เงาสายฟ้าอีกร่างของเขายังถอยออกมาจากสายฟ้าอินทนิลนี้ ลู่เฉินจึงมองไปยังเล่ยม่อเทียน “เช่นนั้น ข้าจะออกไปแล้ว”
“ลูกพี่ ระวัง…” เมื่อเล่ยม่อเทียนเห็นว่าไม่มีผู้ใดอยู่ จึงเอ่ยเตือนลู่เฉินขึ้นมาทันที
ชายหนุ่มพยักหน้ารับ จากนั้นจึงถอยออกมาจากทวนสายฟ้าอินทนิลนี้
อีกร่างของพานอวิ๋นกลายเป็นเงาสายฟ้าอัสนี แววตาทั้งสองข้างมองไปยังลู่เฉินด้วยความประหลาดใจ “คือว่า…”
“ข้าแซ่ลู่”
“นายน้อยลู่ ไม่ทราบว่าท่านต้องการให้ข้าทำสิ่งใด?” พานอวิ๋นกล่าวด้วยความเคารพ
“ข้าต้องการหญ้ามังกรน้ำแข็งบนภูเขานั่น”
พานอวิ๋นรู้สึกลังเลขึ้นมา “ตัวข้า ทุกปี ๆ จำเป็นต้องกินหญ้ามังกรน้ำแข็งหนึ่งเม็ดเพื่อรักษาชีวิต แต่ถ้าหากมอบให้ท่านไปทั้งหมดละก็…”
ชายหนุ่มกลับมองไปยังร่างที่ถูกแช่แข็งอยู่ตรงนั้น “ร่างของเจ้าได้รับบาดเจ็บ ถึงแม้จะเป็นหญ้ามังกรน้ำแข็งก็ไม่สามารถฟื้นฟูขึ้นมาได้”
“แต่สามารถรักษาชีวิตได้” พานอวิ๋นอธิบาย
“ข้ามีวิธี ไม่จำเป็นต้องใช้หญ้ามังกรน้ำแข็งก็สามารถทำให้ร่างกายของเจ้าค่อย ๆ ดีขึ้นมาได้”
“จริงหรือ?” พานอวิ๋นเบิกตากว้าง
“แน่นอน!”
พานอวิ๋นพูดด้วยความตื่นเต้น “เช่นนั้นต้องรบกวนท่านแล้ว!”
ลู่เฉินก้าวขึ้นมาด้านหน้า เขามายังด้านข้างของก้อนน้ำแข็ง มือข้างหนึ่งบังเกิดเพลิงแปดลูกสว่างขึ้นมา จากนั้นค่อย ๆ แทรกซึมเข้าไปยังชั้นน้ำแข็งนั้น จนไปถึงแขนของพานอวิ๋น
พานอวิ๋นสามารถสัมผัสได้ถึงพลังภายในร่างกายของตน ที่เกิดการกระแสความร้อนขึ้นมาทันที
นี่ทำให้เขารู้สึกแปลกใจขึ้นมา และเมื่อลู่เฉินเริ่มตรวจสอบภายในร่างกายของเขาแล้ว จึงเอ่ยถามขึ้นมาด้วยความสงสัย “เกิดอันใดขึ้นกับร่างกายของเจ้า? เหตุใดจึงมีอาการบาดเจ็บแปลก ๆ ภายในร่างกายเช่นนี้?”