ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 535 ผู้ที่ฝีมือเทียบได้กับเมื่อหนึ่งแสนปีก่อน
บทที่ 535 ผู้ที่ฝีมือเทียบได้กับเมื่อหนึ่งแสนปีก่อน
เมื่อทั้งหกคนถูกถามเรื่องนี้ พวกเขาก็เงียบไปทันที ราวกับว่าพวกเขามีบางอย่างที่ต้องปิดบังไว้
“อันใดนะ? หยุดพูดแล้ว?” ลู่เฉินมองพวกเขาทั้งหกด้วยรอยยิ้ม
บุรุษหัวโล้นพูดอย่างสุภาพว่า “พ่อหนุ่ม ไม่ใช่ว่าพวกเราไม่อยากบอกเจ้า แต่พวกเราบอกไม่ได้!”
“บอกไม่ได้หรือ เพราะเหตุใด?”
ชายหนุ่มไม่รู้ว่าเหตุใดอีกฝ่ายถึงเรียนรู้เคล็ดวิชาวิญญาณทั้งยังห้ามพูด
บุรุษหัวโล้นอธิบายว่า “ท่านอาจารย์ ผู้นั้นบอกว่าห้ามพูดอันใดเกี่ยวกับภูมิหลังของเขา”
“เล่าให้ฟังหน่อย”
“ไม่ได้!” บุรุษหัวโล้นส่ายหัวอย่างเด็ดขาด และอีกห้าคนก็ส่ายหัวเช่นกัน
ลู่เฉินมองพวกเขาด้วยรอยยิ้ม “ถ้าพวกเจ้าไม่พูด ข้าก็คงต้องใช้วิธีบังคับแล้ว”
“หมายถึงเจ้าจะบีบบังคับพวกข้าหรือ?” บุรุษหัวโล้นมองอีกฝ่ายอย่างแปลก ๆ ขณะที่อีกห้าคนก็ตื่นตัวเช่นกัน
ลู่เฉินยิ้มเล็กน้อย จากนั้นคำสาปภูตผีก็ปรากฏขึ้นและเข้าพัวพันกับวิญญาณของคนทั้งหกอย่างรวดเร็ว ในยามนี้ทั้งหกคนถึงได้รู้ว่าวิญญาณของลู่เฉินน่ากลัวเพียงใด
“เจ้าเป็นใคร! เจ้าจะทำอันใด!” บุรุษหัวโล้นกระวนกระวาย
“ข้าแค่อยากรู้ว่าเจ้าเรียนเคล็ดวิชาฝ่ามือปราณวิญญาณมาจากใคร?!” ลู่เฉินจ้องมองที่คนเหล่านี้พลางฉีกยิ้ม
“พวกเราจะไม่บอกเจ้า!” บุรุษหัวโล้นเอ่ยอย่างดื้อรั้น และอีกห้าคนก็แสดงท่าทีว่าจะไม่ทรยศต่อคนผู้นั้นเช่นกัน
ลู่เฉินทำได้เพียงยิ้ม “คิดไม่ถึงว่าจะเป็นเช่นนี้ ถ้าอย่างนั้นข้าก็ไม่จำเป็นต้องสุภาพกับพวกเจ้าแล้ว!”
ชายหนุ่มเดินไปหาพวกเขาทีละก้าวในขณะที่ควบคุมพวกเขาอยู่
ทั้งหกคนอยากรู้ว่าลู่เฉินกำลังจะทำอะไร
ลู่เฉินใช้ตราประทับภูตผีโจมตีไปที่วิญญาณของพวกเขา
จากนั้นทั้งหกคนก็ตาเบิกกว้าง ราวกับว่าพวกเขากำลังมองดูสัตว์ประหลาดที่มีชื่อว่าลู่เฉิน
จากนั้นชายหนุ่มก็เลิกร่ายคาถาภูตผีและพูดด้วยรอยยิ้มว่า “พวกเจ้าเลือกที่จะพูดหรือไม่พูดก็ได้ แต่ถ้าพวกเจ้าไม่พูด ข้าจะขโมยความทรงจำของพวกเจ้าเอง แต่ผลที่ตามมาคือวิญญาณของพวกเจ้าจะหายไป!”
ทั้งหกคนพลันตกตะลึง
“เป็นอย่างไรบ้าง? อยากลองคิดดูหรือไม่?” ลู่เฉินถาม
หลังจากที่คนทั้งหกกระซิบกระซาบกัน บุรุษหัวโล้นก็ถามแปลก ๆ ว่า “ถ้าพวกเราบอกว่าเป็นใคร เจ้าจะทำให้คนผู้นั้นยุ่งยากหรือไม่?”
“ไม่!”
“เจ้าสัญญา?” บุรุษหัวโล้นไม่ค่อยเชื่อในสิ่งที่อีกฝ่ายพูดนัก ดังนั้นเขาจึงถามอย่างลังเลเล็กน้อย
ลู่เฉินยิ้ม “ข้าไม่ใช่คนเสแสร้ง พูดคำไหนคำนั้น”
ทั้งหกคนยังคงไม่เชื่อจนกระทั่งลู่เฉินพูดว่า “ถ้าพวกเจ้าไม่พูด ข้าคงต้องจัดการความทรงจำของพวกเจ้าด้วยตัวเอง”
ทั้งหกคนถูกบังคับให้ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องตัดสินใจปล่อยให้บุรุษหัวโล้นพูด
บุรุษหัวโล้นอธิบายว่า “เมื่อหลายหมื่นปีก่อน พวกเราไปที่พระราชวังสินธุเหมันต์ และพบกับพลังอันน่ากลัว ซึ่งทำให้พวกเราทุกคนบาดเจ็บสาหัส พวกเราจึงหนีออกมา และในที่สุดก็พบผู้อาวุโสคนหนึ่งในรูปปั้นน้ำแข็งในพระราชวังสินธุเหมันต์ ผู้อาวุโสผู้นั้นบอกเคล็ดวิชาด้านจิตใจให้เรา ซึ่งสามารถทำให้เรารวมหกวิญญาณเป็นหนึ่งเดียวกัน และระเบิดพลังอันทรงพลังออกมาได้ และยังสามารถใช้ฝ่ามือปราณวิญญาณอันทรงพลังได้อีกด้วย”
ลู่เฉินเผยสีหน้าแปลก ๆ ออกมา “คนผู้นั้นคือใคร? และเคล็ดวิชาที่เขาส่งต่อให้พวกเจ้าชื่อว่าอันใด?”
บุรุษหัวโล้นรู้ว่าเขาไม่สามารถปิดบังได้ ดังนั้นเขาจึงพูดว่า “พวกเราไม่รู้ว่าเขาคือใคร แต่เขาบอกว่าเคล็ดวิชาด้านจิตใจของเขาเรียกว่า ‘เคล็ดวิชาวิญญาณสวรรค์’”
“ถูกต้องแล้ว น่าจะเป็นเขา” ลู่เฉินพึมพำ
“เขา? ใคร?” บุรุษหัวโล้นสงสัย
“หนึ่งแสนปีก่อน มีสำนักหนึ่งที่เรียกว่าตำหนักราชาวิญญาณ และมีอัจฉริยะคนหนึ่งชื่อว่าราชาวิญญาณสวรรค์ และมีเคล็ดวิชาจิตใจที่ทรงพลังเรียกว่าเคล็ดวิชาวิญญาณสวรรค์ และเคล็ดวิชาจิตใจนี้เป็นเคล็ดวิชาระดับสูงสุด สามารถหลอมรวมร่างและวิญญาณเข้าด้วยกันได้”
ทุกคนตกใจเมื่อได้ยินคำว่าราชาวิญญาณสวรรค์
“อันใดนะ? เขาคือราชาวิญญาณสวรรค์?”
“เป็นไปได้อย่างไร?”
“ราชาวิญญาณสวรรค์คนที่ได้รับสมญานามว่าสามารถต่อกรกับจอมมารลู่ได้ เขาจะถูกแช่แข็งได้อย่างไร?”
“จริงด้วย?”
…
เมื่อได้ยินบทสนทนาของผู้คนเหล่านี้ ลู่เฉินก็นึกถึงเด็กชายเมื่อหนึ่งแสนปีก่อนได้
ยามนั้นอีกฝ่ายต้องการต่อสู้กับเขา และเขาก็ต้องการต่อสู้ไปทั่วทุกสารทิศ ดังนั้นเขาจึงทำข้อตกลงกับอีกฝ่ายว่าเขาจะยอมต่อสู้ด้วยถ้าหากเขาเอาชนะสำนักเหมันต์สงัดและคนอื่น ๆ ได้แล้ว ดังนั้นหนึ่งเดือนก่อนที่เขาจะไปที่แดนเซียนสามสิบหกชั้น เขาจึงได้ต่อสู้กับอีกฝ่ายเป็นเวลากว่าหนึ่งเดือน
เดือนนั้นถูกเรียกว่าสงครามเก้าสุขสงบไร้เทียมทาน
ยามนั้นลู่เฉินสูสีกับอีกฝ่ายมาก แต่หลังจากผ่านไปหนึ่งเดือน จู่ ๆ เขาก็หายตัวไปอย่างไรร่องรอย
ลู่เฉินค้นหาอยู่สองสามวันแต่หาไม่พบ ดังนั้นเขาจึงไปที่แดนเซียนสามสิบหกทันที หลังจากนั้นลู่เฉินก็ไม่รู้ว่าราชาวิญญาณสวรรค์นี้ไปอยู่ใด เพราะเขาไม่เคยได้ยินข่าวคราวของอีกฝ่าย
ตอนนี้เมื่อเห็นเคล็ดวิชาวิญญาณสวรรค์ของราชาวิญญาณสวรรค์ปรากฏขึ้นอีกครั้ง เลือดในร่างกายของชายหนุ่มก็สูบฉีดขึ้น
เพราะการต่อสู้ครั้งนั้นน่าเสียดายสำหรับชายหนุ่มมาก
ถึงอย่างไรเสียการได้ต่อสู้กับคนที่สามารถต่อสู้กับตนได้ก็เป็นโอกาสที่หาได้ยาก
ลู่เฉินจึงได้สติกลับมาและมองไปที่คนทั้งหก “ข้าอยากได้ตำแหน่งที่แน่นอนของเขาในพระราชวังสินธุเหมันต์!”
ทั้งหกคนได้สติกลับมาอีกครั้งเช่นกัน จากนั้นจึงบอกตำแหน่งที่แน่นอนให้อีกฝ่าย ในขณะที่ชายหนุ่มมองไปที่พวกเขาทั้งหกแล้วเอ่ยว่า “ดังนั้นเพื่อที่จะตามหาเขา ข้าจึงตัดสินใจจะพาพวกเจ้าไปกับข้าด้วย แต่พวกเจ้าทั้งหกคนก็ไม่อาจออกจากร่างนานเกินไปได้ มิฉะนั้นร่างกายและจิตวิญญาณจะประสานกันได้ยาก”
“พวกเรากลับกันเถอะ” บุรุษหัวโล้นดีใจทันทีเมื่อได้ยินว่าเขาสามารถกลับร่างได้
หลังจากที่ลู่เฉินพยักหน้า เขาก็ปล่อยทั้งหกคนไป แต่ก่อนที่จะจากไป ชายหนุ่มก็ออกคำสั่งบางอย่างกับพวกเขา
เมื่อทุกอย่างเรียบร้อย อัจฉริยะทั้งหกก็ออกจากร่างของลู่เฉิน
…
เวลานี้ผู้นำจวนอยู่ข้างขอบสระ ซึ่งในสระก็มีม่านหมอกสีขาวปกคลุมอยู่ และในขณะเดียวกันก็มีเงาวิญญาณสองดวงปรากฏอยู่ในหมอกสีขาวนั้น
คนหนึ่งคือเจี้ยนซิงเฟิง และอีกคนคือฉีเหยียน
เห็นเพียงว่าสองคนนี้รวบรวมกายเนื้อ แต่พวกเขาเพิ่งก้าวลงไปในสระ ดังนั้นร่างกายของพวกเขาจึงบอบบางมาก ดูเหมือนคนที่เพิ่งอยู่ในขั้นสร้างรากฐาน แต่พวกเขากลับมีความสุขมาก
โดยเฉพาะฉีเหยียนที่เห็นผู้นำจวนปรากฏตัวอยู่ข้างสระน้ำ “ผู้นำจวน เหตุใดท่านถึงมาอยู่ที่นี่?”
“เด็กคนนั้นบุกเข้าไปในสระน้ำแข็ง ข้าขอให้ผู้อาวุโสทั้งหกจัดการกับเขา และผู้อาวุโสทั้งหกวางแผนที่จะต่อสู้กับเขาด้วยจิตวิญญาณ ดังนั้นข้าจึงขอให้นำกายเนื้อของพวกเขามารออยู่ที่นี่”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ฉีเหยียนก็เผยสีหน้าประหลาดใจ “อันใดนะ? เด็กคนนี้ เขายังไม่ตายหรือ?”
เจี้ยนซิงเฟิงรู้สึกอัศจรรย์ใจ “ผู้ชายคนนี้มีที่มาอย่างไร?”
ผู้นำจวนตะโกนขึ้นว่า “ไม่ว่าเบื้องหลังจะเป็นอย่างไร ตราบใดที่ทำให้ข้าขุ่นเคืองก็ต้องตายเท่านั้น!”
และในยามนี้ลู่เฉินปรากฏตัวขึ้นและมองทั้งสามคนด้วยรอยยิ้ม “ช่างมีชีวิตชีวาเหลือเกิน”
เจี้ยนซิงเฟิงและฉีเหยียนคลานออกมาจากสระด้วยความตกใจ จากนั้นก็ไปยืนข้าง ๆ ผู้นำจวน ส่วนผู้นำจวนก็ตาเบิกกว้าง “เจ้า เหตุใดเจ้าถึงไม่เป็นอันใด?”
ลู่เฉินมองไปที่ผู้นำจวนพร้อมยกยิ้ม “เจ้าคิดว่าข้าจะถูกหกคนนั้นฆ่าหรือ?”
“ไร้สาระ ผู้อาวุโสทั้งหกนั้นทรงพลังมาก!” ผู้นำจวนกล่าวอย่างร้อนใจ
ลู่เฉินยิ้ม แต่ในขณะนั้นเองทั้งหกคนก็ตื่นขึ้นแล้ว
ผู้นำจวนถามคนทั้งหกทันทีว่า “อาวุโสทั้งหก เหตุใดเขาจึงยังมีชีวิตอยู่?”
ผู้ใดจะรู้ว่าบุรุษหัวโล้นจะมองไปที่ผู้นำจวนและขมวดคิ้ว “ขอโทษซะ! บางทีเจ้าอาจจะรอดก็ได้”
“ขอ ขอโทษ?” ผู้นำจวนตาเบิกกว้าง ขณะที่ฉีเหยียนและเจี้ยนซิงเฟิงก็ตกตะลึงจนตาค้างเช่นกัน