ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 557 อัญเชิญสิ่งที่น่ากลัวออกมา!
บทที่ 557 อัญเชิญสิ่งที่น่ากลัวออกมา!
เมื่อมองแวบแรก แกะเหล่านี้ดูเหมือนจะเป็นแกะธรรมดา
แต่เมื่อพวกแกะเดินเข้ามาใกล้เรื่อย ๆ ดวงตาแต่ละคู่ก็เริ่มเปลี่ยนเป็นสีแดง จากนั้นร่างกายของพวกมันก็ใหญ่ขึ้น และเสียงที่พวกมันเปล่งออกมาก็เสียดแก้วหู
ลู่เฉินสัมผัสได้ถึงจิตวิญญาณของเขาทันที ราวกับว่าเขาถูกโจมตีโดยบางสิ่งบางอย่าง
แต่โชคดีที่ดวงวิญญาณของลู่เฉินนั้นแข็งแกร่งมาก มิฉะนั้นเขาคงตายไปแล้ว
สตรีที่อยู่บนกระบี่กลางอากาศดูงงงวย “เหตุใดเจ้าถึงไม่เป็นอันใดเลย?”
“เหตุใดข้าต้องเป็นอันใด?” ชายหนุ่มยิ้ม แล้วปล่อยกลิ่นอายของ ‘เม็ดยาอสูร’ ออกมา
ครู่ต่อมาลู่เฉินที่เป็นเหมือน ‘ราชาอสูร’ ก็แผ่กลิ่นอายออกมา แกะเหล่านั้นก็ ‘กระจายตัวออก’ ทันที
สตรีคนนั้นตกใจและยังคงสั่นกระดิ่ง แต่แกะเหล่านั้นก็หายไปหมดแล้ว
ชายหนุ่มมองสตรีที่อยู่บนกระบี่ด้วยรอยยิ้ม “ถึงเวลาที่จะคุยกันดี ๆ หรือยัง?”
“เจ้าและข้ามีเรื่องอันใดต้องคุยกัน?” สตรีนางนั้นแค่นเสียงออกมา
ลู่เฉินถามด้วยความสงสัย “ข้าไม่มีเรื่องข้องใจกับเจ้า เหตุใดเจ้าถึงขายชีวิตให้กับนักบุญหญิงเพื่อจัดการกับข้า?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ สตรีคนนั้นก็พูดอย่างเย็นชาว่า “เหตุใดข้าต้องบอกเจ้า?”
“ก็ได้ เช่นนั้นก็บอกมาว่าเจ้าและเซียนขลุ่ยมีความสัมพันธ์อันใดกันแน่?”
“ข้าไม่รู้ว่าเซียนขลุ่ยคือใคร แล้วเหตุใดข้าต้องบอกเจ้าด้วย?”
ชายหนุ่มไม่รู้ว่าสตรีคนนี้ไม่รู้จริง ๆ หรือว่าแกล้งทำเป็นไม่รู้ ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็มีเคล็ดวิชาจำนวนไม่น้อย รวมทั้งการควบคุมเสียงก็มีเพียงเซียนขลุ่ยเท่านั้นที่ทำได้
แต่ตอนนี้อีกฝ่ายกลับไม่ยอมรับ
ลู่เฉินไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากพูดว่า “ดูเหมือนว่าข้าต้องจัดการเจ้าก่อน เจ้าถึงจะคุยกับข้าได้”
“ที่นี่ การโจมตีใด ๆ ของเจ้าจะใช้ไม่ได้ผลกับข้า” สตรีนางนั้นพูดอย่างเย่อหยิ่ง
ชายหนุ่มย่อมไม่อยากจะเชื่อ เขาโบกมือ ไม่นานกระบี่กลางอากาศก็ร่วงหล่นลงมาราวกับห่าฝน
สตรีคนนั้นกระโดดลงจากกระบี่ทันทีและลอยอยู่ที่เดิม “ข้ารู้อยู่แล้วว่าเจ้าควบคุมกระบี่เหล่านี้ได้”
“ถ้าอย่างนั้น เจ้าก็ควรรู้ว่าข้าสามารถจัดการกับเจ้าได้” หลังจากพูดจบ ลู่เฉินก็หยิบธนูเงามารออกมา
“ข้าบอกแล้วว่าการโจมตีของเจ้าใช้ไม่ได้ผลกับข้า ถ้าเจ้าไม่เชื่อข้า เจ้าก็ลองดู”
ลู่เฉินไม่สนใจสิ่งที่นางพูด แต่หลังจากปล่อยให้แมวมารมายาส่งพลังให้ ลูกธนูของลู่เฉินก็บินออกไป
ทว่าก็เกิดเหตุอัศจรรย์ขึ้น ลูกธนูกระจายออกไปเมื่อเข้าไปใกล้สตรีนางนั้น และสตรีนางนั้นก็ไม่เป็นอะไรแม้แต่น้อย
“น่าสนใจจริง ๆ” ลู่เฉินรู้สึกประหลาดใจ
นางเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ “เป็นอย่างไรบ้าง? ทำไม่ได้หรือ?”
“ดูเหมือนว่ายุทธภพนี้จะมีปัญหาแล้ว”
“ใช่แล้วอย่างไร ไม่ใช่แล้วอย่างไร?” นางพูดอย่างไม่พอใจนัก
“ถ้าเป็นเช่นนั้น ข้าจะทำลายยุทธภพนี้”
นางคิดว่าลู่เฉินล้อเล่น จึงแหย่ว่า “ทำลายมันทิ้งซะ? ดูเหมือนว่านางจะไม่รู้จริง ๆ ว่าโลกนี้น่ากลัวเพียงใด”
ลู่เฉินยิ้มและเริ่ม ‘วางค่ายกล’ ทันที
นางไม่รู้ว่าลู่เฉินกำลังทำสิ่งใด แต่นางวางแผนที่จะโจมตีลู่เฉินต่อไป ไม่ให้ชายหนุ่มมีโอกาสหายใจ หลังจากนั้นไม่นานฝูงแกะอีกฝูงก็เข้ามา
คราวนี้แกะตัวใหญ่ขึ้นอีกทั้งยังไม่มีแขนและขา
ทว่าตรงกันข้ามกลับมีพลังมากขึ้น และเสียงที่เปล่งออกมาก็ยิ่งดังสนั่นหวั่นไหว
อย่างไรก็ตาม เมื่อเสียงเหล่านี้ไปอยู่ในร่างของลู่เฉินก็กลับไม่ได้ก่อให้เกิดอันตรายใด ๆ ต่อเขา
ดังนั้นลู่เฉินจึงยังคง ‘วางค่ายกล’ ต่อ ราวกับว่าไม่มีสิ่งใดเกิดขึ้น
สตรีนางนั้นสงสัยว่า “วิญญาณของคนคนนี้มีพลังแค่ไหน?”
ขณะที่นางกำลังพึมพำกับตัวเอง เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นกลางอากาศ “ขลุ่ย แสดงฝีมือของเจ้าออกมา สังหารเขา มิฉะนั้นเขาจะทำลายยุทธภพของเจ้า”
“เข้าใจแล้ว” นางพึมพำตอบกลับ
ลู่เฉินมองไปรอบ ๆ ตัว เพราะเสียงเมื่อครู่เป็นเสียงของนักบุญหญิงคนนั้น และนางก็ยังดูอ่อนแอเล็กน้อย
ลู่เฉินจึงจงใจยั่วยุว่า “เหตุใดเจ้าถึงไม่กล้าออกมา?”
“พ่อหนุ่ม อย่าชะล่าใจ เดี๋ยวข้าจะขังวิญญาณเจ้าเอง และทำให้ชีวิตเจ้าเลวร้ายยิ่งกว่าความตาย!” นักบุญหญิงโกรธมากเมื่อได้ยินคำพูดของลู่เฉิน และอยากจะสังหารอีกฝ่ายให้ตายตกเสียตั้งแต่ตอนนี้
ชายหนุ่มยังคงดูเฉยเมย “ข้าอยู่ตรงนี้ เจ้าจะทำอันใดก็แล้วแต่เจ้าเลย”
“หึ!” นักบุญหญิงส่งเสียงเย้ยหยันออกมาก่อนจะหยุดพูดไป
แสงสีฟ้าส่องประกายบนร่างของสตรีนางนั้น แล้วหายไปในอากาศ
ในเวลาเดียวกันก็มีเสียงกรุ๊งกริ๊งดังขึ้น จากนั้นรอบ ๆ ก็มีเสียงร้องของ ‘อสูรร้าย’ ดังขึ้นใกล้ ๆ
ลู่เฉินคิดว่ามันเป็นปีศาจอสูรที่น่ากลัว ทว่าผู้ใดจะรู้ว่าไม่นานนักได้มีโครงกระดูกแกะปรากฏขึ้น
เมื่อแกะเดินไปรอบ ๆ มันก็ส่งเสียงร้องของ ‘อสูรร้าย’ ออกมาราวกับว่ามันดุร้ายมาก และไม่ว่ามันจะไปที่ใด ดอกไม้และต้นไม้บนพื้นดินก็เหี่ยวเฉาลงทันที
ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีไอสีดำจำนวนนับไม่ถ้วนแผ่ออกมาจากร่างกายของมันอีกด้วย
ส่วนลู่เฉินที่มีประสบการณ์มากมาย เขามองปราดเดียวก็สามารถบอกที่มาของมันได้อย่างรวดเร็วและพูดว่า “แกะกระดูกภูต?”
“คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะรู้จักสิ่งนี้ด้วย” สตรีนางนั้นประหลาดใจเล็กน้อย
ลู่เฉินรู้สึกสงสัย “แกะกระดูกภูตไม่ควรมีอยู่ในโลกนี้ แต่เจ้านำมันมาได้อย่างไร?”
“เจ้าคิดว่าข้าจะบอกเจ้างั้นหรือ?” สตรีคนนั้นเยาะเย้ย
ลู่เฉินทำได้เพียงยิ้ม “ข้าจะคุยกับเจ้าหลังจากที่เอาชนะมันและวางค่ายกลเสร็จแล้ว”
“แกะกระดูกภูตตัวนี้ไม่ใช่แกะธรรมดา”
“ข้ารู้” ชายหนุ่มเคยได้รับการสอนในแดนชุมนุมภูตผีมาก่อน ดังนั้นเขาจึงไม่สนใจ
ทว่านางกลับไม่รู้ และคิดว่าลู่เฉินแสร้งทำเป็นเยือกเย็น นางจึงจำเป็นต้องใช้เสียงของนางเพื่อควบคุมแกะกระดูกภูตอย่างเร่งด่วน
เมื่อแกะกระดูกภูตอยู่ห่างจากลู่เฉินเพียงห้าก้าว มันก็ตัวใหญ่ยิ่งขึ้น จากนั้นก็อ้าปากขนาดเท่าอ่างออกมาแล้วกระโจนใส่ลู่เฉินด้วยความเร็วราวกับว่าเกิดขึ้นในพริบตา
จากนั้นลู่เฉินก็ถูกลูกบอลแสงสีดำห่อหุ้มและกลืนเข้าไปในร่างของแกะ
นางภูมิใจมากและพูดว่า “ร่างกายของเจ้าจะถูกสึกกร่อนในไม่ช้า และวิญญาณของเจ้าจะถูกมันกัดกินทีละนิด”
ชายหนุ่มกลับพูดอยู่ตรงนั้นว่า “แม้ว่ากลิ่นอายของแกะกระดูกภูตจะแข็งแกร่งมาก แต่ก็โชคไม่ดีที่ได้พบข้า”
เมื่อเห็นว่าลู่เฉินยังคงกล้าพูด นางก็ตะโกนขึ้นว่า “อวดดีเกินไปจริง ๆ!”
หลังจากพูดจบ นางก็ ‘ร่ายรำ’ ต่อไป และกลิ่นอายเน่าเหม็นที่แข็งแกร่งก็ปะทุขึ้นในตัวแกะ ชายหนุ่มสูดกลิ่นอายเหล่านี้เข้าไปในร่างกาย
ไม่เพียงเท่านั้น ลู่เฉินยังหยิบกู่ฉินของเขาออกมาและยิ้มเล็กน้อย “ข้าจะเล่นกับเจ้า สาวน้อย”
หลังจากได้ยินเสียงกู่ฉินของลู่เฉิน แกะกระดูกภูตก็ยืนอยู่ที่นั่นด้วยความงุนงง
สตรีคนนั้นชะงักไปครู่หนึ่งและหยุด ‘ร่ายรำ’ จากนั้นก็สงสัยว่า “เกิดอันใดขึ้น?”
“ในโลกนี้ ไม่ใช่เจ้าคนเดียวที่สามารถควบคุมภูตผีได้ด้วยเสียงของเจ้า” ลู่เฉินพูดติดตลก
“เป็นไปไม่ได้!” สตรีคนนั้นไม่เชื่อเขา นางจึง ‘ร่ายรำ’ ต่อไป ยิ่งไปกว่านั้นระดับก็มากขึ้นกว่าเดิม ในขณะเดียวกัน เสียงกู่ฉินของลู่เฉินก็ไม่มีทีท่าว่าจะหยุด และยังมีแนวโน้มที่จะเพิ่มขึ้นอีกด้วยซ้ำ
ส่วนแกะที่ถูกชนด้วยพลังทั้งสอง มันสั่นสะท้านอยู่ตรงนั้น ราวกับว่ามันกำลังจะแตกเป็นเสี่ยง ๆ
แต่ทั้งคู่ก็ไม่หยุด จนกระทั่งมีเสียงกรีดร้องดังมาจากในตัวแกะ
ตูม!
แกะกระดูกภูตร่างระเบิดทันที และลู่เฉินก็ออกมาจากข้างใน แต่นั่นยังไม่จบ เพราะวิญญาณแกะขนาดใหญ่ก็บินออกมาจากแกะกระดูกภูตเช่นกัน
สตรีนางนั้นดีใจเป็นอย่างมาก “มาแล้ว ในที่สุดข้าก็เรียกมันออกมาได้!”
ลู่เฉินขมวดคิ้ว “มาแล้วหรือ?”