ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 590 ลบความทรงจำ?
บทที่ 590 ลบความทรงจำ?
หลงซวงไม่สนใจลู่เฉิน ยังคงใช้กระบี่วิญญาณของตนฟันไปบริเวณรอบ ๆ ด้วยความเร็วอย่างบ้าคลั่ง
“ช่างดื้อดึงเสียจริง!” ชายหนุ่มอดที่จะส่ายศีรษะไม่ได้ จากนั้นจึงนำคุณชายฟางเอ๋อออกไปนอกปราการวิญญาณและเริ่มตรวจสอบ
เมื่อหลงซวงเห็นอีกฝ่ายตรวจสอบดูนั้นก็หัวเราะขึ้นมา “เขาไม่สามารถตื่นขึ้นมาได้”
“เจ้าทำสิ่งใดกับเขา?” ลู่เฉินเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ
“ข้าใช้เคล็ดวิชาสะกดจิต และเคล็ดวิชาสะกดจิตนี้ก็สามารถทำให้เขาหลับลึก และฟังคำสั่งของข้า” เมื่อหลงซวงพูดจบ ก็เผยรอยยิ้มประหลาดออกมา
และในขณะนั้นเอง คุณชายฟางเอ๋อได้ลืมตา และโจมตีไปยังลู่เฉิน
แต่การซุ่มโจมตีเช่นนี้ สำหรับชายหนุ่มแล้วนับว่าอ่อนแอเกินไป
ดังนั้นชายหนุ่มจึงไม่เป็นอะไร ทั้งยังใช้คำสาปภูตพันรัดคุณชายฟางเอ๋อผู้นี้ไว้
ทันใดนั้นเอง ดวงตาทั้งสองข้างของคุณชายฟางเอ๋อกลับกลายเป็นสีแดง จากนั้นวิญญาณจึงเริ่มดิ้นพล่านอย่างบ้าคลั่ง
หลงซวงไม่คิดว่าการซุ่มโจมตีของคุณชายฟางเอ๋อนั้นจะไม่เป็นผล “สมควรตาย!”
“ยังจะสู้หรือ?” ลู่เฉินกักขังคุณชายฟางเอ๋อไว้ ก่อนจะมองไปยังหลงซวง
หลงซวงมองไปยังชายหนุ่มด้วยแววตาเย็นชา “ข้าจะไม่เจรจาใด ๆ กับเจ้า”
“ไม่เจรจาหรือ? ได้ ข้าจะรอจนกว่าเจ้าจะยอมเจรจา” ลู่เฉินยิ้ม
“ฝันไปเถิด!” หลงซวงตะโกนลั่น
ชายหนุ่มฉีกยิ้ม จากนั้นเงาวิญญาณอัสนีก็เลือนรางและหายไปในที่สุด
หลงซวงมีสีหน้าเปลี่ยนไป “เจ้าหนุ่ม เจ้าอยู่ที่ใด?”
ลู่เฉินไม่ตอบ แต่กลับไปเข้าภายในปราการวิญญาณอีกครั้ง และขณะที่หลงซวงกำลังอ่อนแอลงนั้น ชายหนุ่มก็ได้ใช้คำสาปภูต
เมื่อหลงซวงเห็นว่าตนถูกอีกฝ่าย ‘ซุ่มโจมตี’ นั้น ก็บันดาลโทสะขึ้นมา “รนหาที่ตาย!”
แต่ตอนนี้หลงซวงไม่สามารถหลุดพ้นได้ เพราะพลังวิญญาณของเขานั้นอ่อนแอลงไปเป็นอย่างมาก จึงทำได้เพียงโมโหเท่านั้น “สารเลว!”
ลู่เฉินไม่อยากพูดไร้สาระกับอีกฝ่าย จึงเพิ่มตราประทับวิญญาณลงบนร่างของหลงซวงทันที
หลงซวงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนจะถามด้วยความโมโห “เจ้าทำสิ่งใดกับข้า?”
“มันคือตราประทับวิญญาณ และมันสามารถควบคุมเจ้าได้”
“ควบคุมข้า? เจ้าฝันไปเถิด!” หลงซวงยังคงไม่เชื่อ
ลู่เฉินยิ้ม “เช่นนั้น เจ้าอยากลองสัมผัสมันหรือไม่?”
หลงซวงไม่คิดอยากลอง จึงกล่าวด้วยน้ำเสียงเยือกเย็น “ข้าจะเอาชนะเจ้าให้ได้!”
พูดจบ หลงซวงจึงเริ่มเผาไหม้ ‘วิญญาณ’ ของตน
ชายหนุ่มคาดไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะเป็นคนที่ไม่กลัวตายเช่นนี้ จึงเพียงพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงหม่นหมอง “ในเมื่อเจ้าอยากตาย ข้าก็ขออวยพรให้เจ้าสมความปราถนา”
ลู่เฉินพูดจบก็ปล่อยให้ตราประทับวิญญาณกลืนกินอีกฝ่ายลงไป จนในที่สุดความทรงจำของอีกฝ่ายก็ไหลเข้าสู่วิญญาณของเขา
แต่ชายหนุ่มพบว่าความทรงจำส่วนใหญ่ของชายผู้นี้หายไป
“ไม่สมบูรณ์?”
ลู่เฉินขมวดคิ้วมุ่น เพราะเขาคาดเดาว่าเมื่อครู่ชายผู้นี้อาจจะลบความทรงจำบางส่วนออกไปแล้ว
เมื่อเป็นเช่นนี้ สิ่งที่เขาได้รับก็จะไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ หรือพูดได้ว่าเป็นความทรงจำที่ไม่มีประโยชน์เสียเป็นส่วนมาก
แต่ลู่เฉินยังไม่คิดยอมแพ้ เขาค่อย ๆ นำความทรงจำที่เหลือไว้ของอีกฝ่ายมากลั่นกรองอีกครั้ง จนกระทั่งเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง เขาจึงมองเห็นหุบเขาแห่งหนึ่ง และหุบเขาแห่งนั้นเป็นหุบเขาที่หลงซวงเดินออกมา
เพียงเห็นด้านนอกของหุบเขานั้นมีภูเขาลูกใหญ่อยู่ ที่นั่นมีตัวอักษรถูกสลักไว้ว่า ‘หุบเขาลึก’
“หุบเขาลึก?” ชายหนุ่มแปลกใจ
อย่างไรก็ตาม เขาไม่เคยเห็นสถานที่เช่นนี้มาก่อน และไม่เคยได้ยินชื่อเช่นกัน ลู่เฉินจึงจัดการอารมณ์ของตนและมองไปยังคุณชายฟางเอ๋อ ทว่าใครจะคาดคิดว่าวิญญาณของคุณชายฟางเอ๋อจะค่อย ๆ หายไป เห็นได้ชัดว่าสิ่งที่หลงซวงต้องการที่สุดนั้นคือการให้วิญญาณของคุณชายฟางเอ๋อตายไปเสียก่อน
“นับว่ามีความสามารถไม่น้อย” ชายหนุ่มรำพึงขึ้นมา จากนั้นจึงออกมาจากพื้นที่จิตของคุณชายฟางเอ๋อผู้นี้
ผู้คนที่อยู่ด้านนอกยังคงไม่รู้ว่าภายในนั้นเกิดสิ่งใดขึ้น แต่หั่วลั่งรู้สึกกังวลเกี่ยวกับลู่เฉิน จึงมองไปยังผู้นำตระกูลหั่ว “ท่านพ่อ หรือว่า ข้าควรจะเข้าไปดูเสียหน่อย?”
“เจ้าอยากตายหรือ?” เมื่อผู้นำตระกูลหั่วหวนคิดไปถึงท่าทางของคุณชายฟางเอ๋อที่กินผลมารเหมันต์เข้าไปนั้นก็มีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
ไม่เพียงแต่ผู้นำตระกูลหั่วเท่านั้น คนตระกูลหั่วที่อยู่บริเวณโดยรอบ เมื่อคิดว่าคุณชายฟางเอ๋อสามารถกลืนกินพลังปราณของผู้อื่นได้นั้น ต่างก็หวาดกลัวจนตัวสั่น
ฟาเทียนจึงพูดขึ้นว่า “ข้าจะเข้าไปดูเสียหน่อย”
เพียงเห็นฟาเทียนเดินเข้าไป แต่เมื่อเขาพบว่าคุณชายฟางเอ๋อผู้นี้ไม่มีแม้ลมหายใจใด ๆ แล้วก็พูดขึ้นมาด้วยความแปลกใจว่า “คุณชายฟางเอ๋อตายแล้วหรือ?”
เมื่อหั่วลั่งเห็นว่าฟาเทียนไม่เป็นอะไร เขาจึงเดินเข้าไป จากนั้นจึงเริ่มตรวจสอบกายเนื้อนี้ด้วยกัน
เมื่อตรวจสอบแล้วจึงพบว่าคุณชายฟางเอ๋อได้ตายไปแล้วจริง ๆ
สิ่งนี้ทำให้หั่วลั่งตกตะลึง
ผู้นำตระกูลหั่วและคนอื่น ๆ เห็นเช่นนั้นก็ค่อย ๆ เดินเข้าไป วานรตัวใหญ่จึงพูดขึ้นว่า “เขามาแล้ว”
เขามาแล้ว?
ทุกคนยังไม่ทันได้ตอบโต้ใด ๆ เงาวิญญาณอัสนีของลู่เฉินก็ลอยออกมา และกลายเป็นคนปกติก่อนจะพูดขึ้นว่า “เหตุใดจึงดูคึกคักเพียงนี้?”
เมื่อหั่วลั่งเห็นว่าอีกฝ่ายไม่เป็นอะไร เขาก็พูดขึ้นมาด้วยความตื่นเต้นว่า “ท่านพี่ ท่านทำให้ข้ากลัวเสียแล้ว”
ฟาเทียนฉีกยิ้ม “ข้าบอกแล้ว ผู้อาวุโสต้องไม่เป็นอันใดแน่นอน!”
เมื่อครู่ฟาเทียนคอยพูดปลอบทุกคนโดยตลอด ส่วนวานรตัวใหญ่นั้นก็ทำตามคำสั่งของลู่เฉินที่ไม่ให้ทุกคนเข้าไป
แต่ผู้นำตระกูลหั่วยังคงขมวดคิ้วมุ่น “คุณชายฟางเอ๋อผู้นี้?”
“ถูกฆ่าแล้ว” ชายหนุ่มตอบเสียงเรียบ
“ถูกฆ่าหรือ?” ผู้นำตระกูลหั่วตกตะลึงจนหน้าถอดสี เพราะถึงอย่างไรคุณชายฟางเอ๋อก็เป็นหัวหน้าตระกูลฟาง แต่กลับมาตายตกอยู่ที่นี่ หากเรื่องนี้กระจายออกไป ตระกูลหั่วอาจจะเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นได้
ลู่เฉินขานรับ “ใช่ และข้าได้แจ้งบุตรศักดิ์สิทธิ์ของพวกเจ้าให้มาที่นี่แล้ว”
ผู้นำตระกูลหั่วรู้สึกสงสัย “แจ้งบุตรศักดิ์สิทธิ์?”
ไม่เพียงแต่ผู้นำตระกูลหั่วเท่านั้น คนอื่น ๆ ต่างก็แปลกใจว่าชายหนุ่มติดต่อกับบุตรศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างไร
และขณะนั้นเอง ฝานเตาก็ปรากฏตัวออกมา ผู้นำตระกูลหั่วรีบก้าวออกไปและอธิบายทันที “บุตรศักดิ์สิทธิ์ เรื่องนี้ไม่เกี่ยวอันใดกับพวกเรา!”
ฝานเตามองไปยังคุณชายฟางเอ๋อก่อนจะพูดขึ้นมาว่า “คนของลัทธิกระบี่สวรรค์เกิดเรื่องขึ้นมากมายก็เป็นเพราะเขา ดังนั้นตอนนี้ทุกคนต่างก็ตามหาเขา!”
“เขา?” ผู้นำตระกูลหั่วดูสับสน
“วันนี้คุณชายฟางเอ๋อกลืนกินพลังปราณของผู้คนไปเป็นจำนวนมาก” คำอธิบายของฝานเตาทำให้ผู้นำตระกูลหั่วตกตะลึง
ฝานเตาจึงแบกร่างของคุณชายฟางเอ๋อขึ้นมา “ข้าจะนำเขาไปให้ทุกคนดู พวกเจ้าไม่ต้องเป็นห่วง”
พูดจบ ฝานเตาจึงพยักหน้าให้ลู่เฉิน จากนั้นจึงออกไปจากที่นี่
สิ่งนี้ยิ่งทำให้ทุกคนแปลกใจ ลู่เฉินและฝานเตาแท้จริงแล้วมีความสัมพันธ์เช่นไรกัน?
ชายหนุ่มมองไปยังพวกเขาแล้วถามว่า “พวกเจ้ารู้จักหุบเขาลึกหรือไม่?”
“หุบเขาลึก?” ทุกคนต่างมองหน้ากัน จากนั้นจึงส่ายศีรษะ
แต่ผู้นำตระกูลหั่วกลับลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพูดขึ้นมาว่า “ดูเหมือนว่าข้าเคยได้ยินมาจากที่ใดสักแห่ง”
“ที่ใดกัน?”
“บางทีอาจจะเป็นในตำราบางเล่ม แต่ข้าต้องไปดูเสียหน่อย” ผู้นำตระกูลหั่วมีสีหน้าลำบากใจ
“เช่นนั้นต้องรบกวนท่านแล้ว” ลู่เฉินกล่าว
ผู้นำตระกูลหั่วกลับมองลู่เฉินด้วยความแปลกใจ “ก่อนจะช่วยเจ้า เจ้าสามารถตอบคำถามข้าสักข้อก่อนได้หรือไม่?”
“ว่ามาเถิด!”
“กระบี่ดอกไม้เพลิงของเจ้า เจ้าเรียนมาจากที่ใด? และเหตุใดจึงสามารถเรียนไฟเพลิงนับพันได้?” ผู้นำตระกูลหั่วอยากรู้เป็นอย่างมาก ดังนั้นแววตาจึงจับจ้องไปยังชายหนุ่มเพื่อรอคำตอบ
สำหรับคำถามนี้ คนตระกูลหั่วต่างก็อยากรู้ ดังนั้นทุกสายตาจึงจ้องมองไปยังลู่เฉินเพื่อรอคำตอบจากเขา
ชายหนุ่มพลันคลี่ยิ้ม “ข้าเคยได้ร่ำเรียนมานานมากแล้ว”
“เรียนจากที่ใดกัน?” ผู้นำตระกูลหั่วพยายามถามต่อไป
“เรื่องนี้ ต้องรอให้ข้าได้คุยกับปรมาจารย์ของพวกเจ้าเรียบร้อยเสียก่อน จึงจะสามารถบอกเจ้าได้” ลู่เฉินยิ้มพราย
ผู้นำตระกูลหั่วถามด้วยความแปลกใจ “คุยกับปรมาจารย์ของพวกเรา?”
“ใช่ นำทางข้าไปพบปรมาจารย์ของพวกเจ้า!” ชายหนุ่มอยากพบหั่วเตาหลางผู้นั้นเป็นอย่างมาก
ทว่าผู้นำตระกูลหั่วกลับส่ายศีรษะ “ไม่ได้!”