ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 647 ก่อนการประลองรอบแรก ถูกผู้คนหัวเราะเพราะอ่อนแอเกินไป!
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 647 ก่อนการประลองรอบแรก ถูกผู้คนหัวเราะเพราะอ่อนแอเกินไป!
บทที่ 647 ก่อนการประลองรอบแรก ถูกผู้คนหัวเราะเพราะอ่อนแอเกินไป!
“ข้ามักจะรู้สึกว่า เจ้าหนุ่มผู้นี้มีปัญหาบางอย่าง ดังนั้นจึงให้เจ้าคอยจับตาดูเขาไว้ หากเขามีปัญหาใด จงรีบบอกข้าทันที” จิ่วคูพูดด้วยท่าทางครุ่นคิด
“ขอรับ อาจารย์” เมื่อเฉียนหลัวพูดจบก็กล่าวขอตัว
อย่างไรจิ่วคูก็คิดไม่ถึงว่าเฉียนหลัวจะถูกลู่เฉินจับตัวไปก่อนหน้านี้แล้ว ดังนั้นไม่ว่าจิ่วคูจะให้เฉียนหลัวจัดการเรื่องใด ลู่เฉินก็ย่อมรู้ดีทุกอย่าง
แต่จิ่วคูกลับยังคงกลับไปยังกระท่อมไม้ของตนอย่างโง่เขลา และเฝ้ารอให้ลู่เฉิน ‘เปิดเผย’
ชายหนุ่มรู้สึกสงสัยมาโดยตลอดว่าสตรีเมื่อครู่นั้นคือผู้ใดกัน เหตุใดจึงทำให้ทั้งสองหวาดกลัวและไม่กล้าขัดขืนอีก
อย่างไรก็ตาม ไม่มีผู้ใดสามารถอธิบายได้ เขาจึงทำได้เพียงสลักอักขระยันต์บางอย่างบนศิลาวิญญาณต่อไป
…
วันนี้ท้องฟ้าปลอดโปร่ง ไป๋หลี่ซานจึงมาเชิญลู่เฉิน จากนั้นก็นำทางไปยังด้านนอกตำหนักหุบเขาลึกด้วยกัน
ขณะนั้นเอง ด้านนอกตำหนักนี้มีผู้คนมารวมตัวกันอยู่เป็นจำนวนมาก
คนเหล่านี้จับกลุ่มกันอยู่สามถึงห้าคน และเมื่อมองไปแล้วมีประมาณร้อยกว่ากลุ่มได้
สิ่งนี้จึงทำให้ชายหนุ่มเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “หุบเขาลึกนี้มีภูเขานับร้อยลูกเลยหรือ?”
“ภูเขามีจำนวนมาก แต่ก็ไม่ถึงร้อย” ไป๋หลี่ซานตอบกลับ
“โอ้? เช่นนั้นบางกลุ่มคือ?”
“บางส่วนเป็นกลุ่มของผู้อาวุโสและศิษย์ของหุบเขาลึกรวมตัวกันเป็นกลุ่ม” ไป๋หลี่ซานอธิบาย
ลู่เฉินกวาดสายตามองอยู่ครู่หนึ่งก็พบว่ามีผู้อาวุโสและศิษย์มาเป็นจำนวนมาก อย่างเช่นเฮยหลวน จูเก๋อหลิงเฟิง ฉีเจี้ยน รวมถึงเฉียนหลัว และคนอื่น ๆ
แต่ถึงแม้จะตัดผู้อาวุโสเหล่านี้ออกไปก็ยังมีหลายกลุ่ม ดังนั้นลู่เฉินจึงนึกแปลกใจ “ศิษย์ของพวกผู้อาวุโสนั่นก็ไม่เกินสิบกลุ่มเท่านั้น”
“ใช่ ผู้อาวุโสสิบท่าน มีเพียงแค่สิบกลุ่ม แต่นอกจากคนเหล่านี้แล้ว ยังมีคนพิเศษบางส่วนของหุบเขาลึก” ไป๋หลี่ซานยังคงอธิบายแก่ลู่เฉิน
“คนพิเศษ?” ชายหนุ่มอยากรู้ว่าคนพิเศษเหล่านี้คือผู้ใดกัน
ไป๋หลี่ซานตอบกลับไปว่า “แท้จริงแล้ว หุบเขาลึกนอกจากผู้อาวุโสและศิษย์แล้ว ยังมีคนพิเศษอยู่เป็นจำนวนมาก และคนเหล่านี้ได้รับการคัดเลือกจากตำหนักหุบเขาลึก แต่ก็ไม่ใช่ศิษย์ของผู้อาวุโสเหล่านั้น”
“โอ้? อย่างเช่นหลงซวงหรือ?”
“ใช่ คนเหล่านี้ก็ใช่ และคนพิเศษพวกนี้ก็สามารถรวมกลุ่มสามคนขึ้นมาได้เองโดยไม่แบ่งแยกภูเขา” ไป๋หลี่ซานอธิบาย
ลู่เฉินเข้าใจสิ่งที่อีกฝ่ายอธิบายแล้ว “เช่นนั้น คนพิเศษพวกนี้ก็นับว่ามีจำนวนมากจริง ๆ”
“คนเหล่านี้มักจะทำเรื่องพิเศษบางอย่างให้หุบเขาลึก ดังนั้นในเรื่องของจำนวนจึงนับว่าไม่น้อย” ไป๋หลี่ซานตอบกลับ
เมื่อชายหนุ่มพยักหน้าแล้วก็ไม่ได้เอ่ยถามใด ๆ อีก กานจิ่วเม่ยกลับเพิ่งเคยเห็นภาพเช่นนี้เป็นครั้งแรก จึงรู้สึกอดที่จะตื่นเต้นขึ้นมาไม่ได้ และได้หันไปพูดกับกู่ซานฉงว่า “ศิษย์พี่ ดูนั่น มีผู้คนเยอะมาก”
กู่ซานฉงกลับรู้สึกกดดัน “เป็นยอดฝีมือกันทั้งสิ้น”
กานจิ่วเม่ยกลับพูดขึ้นมาอย่างไม่หวาดหวั่น “ถึงจะพ่ายแพ้ก็ไม่เสียดาย”
แต่กู่ซานฉงไม่คิดเช่นนั้น โดยเฉพาะจูเก๋อหลิงเฟิงผู้นั้น เพียงเห็นลู่เฉินก็เต็มไปด้วยความไม่เป็นมิตร และยังยั่วยุให้บางคนสร้างความวุ่นวายขึ้นมาอีก
ดังนั้น เมื่อลู่เฉินและคนอื่นไปถึงก็มีคนจำนวนไม่น้อยตะโกนขึ้น
“ดูนั่น ภูเขาเดียวดายได้ส่งขั้นหลอมแก่นแท้มาเข้าร่วม”
คำพูดดังกล่าวดึงดูดความสนใจของผู้คนได้เป็นจำนวนมาก
คนจากภูเขาจำนวนไม่น้อยต่างก็หัวเราะเยาะ บางคนยังพูดเยาะเย้ยว่า “ภูเขาเดียวดายเป็นภูเขายอดฝีมือ เหตุใดจึงส่งขั้นหลอมแก่นแท้มากัน?”
“ภูเขายอดฝีมือ? นั่นก็เป็นเพียงแค่สิ่งที่คนทั่วไปพูดกัน แต่เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อาวุโสและศิษย์แล้ว พวกเจ้าก็คือขยะเท่านั้น”
“ก็จริง ยอดฝีมือเหล่านี้ เมื่ออยู่ต่อหน้าผู้อาวุโสก็ไม่ได้โดดเด่นอะไรมากนัก”
เมื่อคนพวกนี้พูดก็ยิ่งไม่น่าฟังนัก กานจิ่วเม่ยอนุญาตให้ผู้อื่นพูดว่าแข็งแกร่งกว่าตนได้ แต่ไม่อนุญาตให้ผู้ใดมาพูดว่าตนไม่โดดเด่น โดยเฉพาะคนบนภูเขาเหล่านั้น
ดังนั้นกานจิ่วเม่ยจึงพูดขึ้นมาด้วยความโมโห “แม้จะไม่โดดเด่น แต่ก็แข็งแกร่งกว่าพวกเจ้า”
“โอ้ สาวน้อยผู้นี้โมโหเสียแล้ว”
“ดูเหมือนว่าคนของภูเขาเดียวดายไม่เพียงแค่ขั้นพลังต่ำ แต่ยังอารมณ์ไม่ดีเสียด้วย”
“ฮ่าฮ่า”
กานจิ่วเม่ยเริ่มรู้สึกโมโห จนกู่ซานฉงต้องเอ่ยเตือนนาง “อย่าไปสนใจพวกเขา”
เวลานี้กานจิ่วเม่ยรู้สึกหดหู่เป็นอย่างมาก
ขณะนั้นเอง ข้างกายจูเก๋อหลิงเฟิงก็มีชายหนุ่มผู้หนึ่งเดินออกมา
ในมือของชายหนุ่มผู้นั้นถือค้อนทองขนาดใหญ่ไว้ ก่อนจะชี้มายังลู่เฉินและคนอื่น ๆ “ข้าขอแนะนำพวกเจ้า ยอมแพ้เสียเถิดในตอนนี้ มิเช่นนั้น ในการแข่งขันรอบแรก คนกลุ่มแรกที่ข้าจะทุบให้ตายก็คือพวกเจ้า!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ภายในลานก็ยิ่งดูคึกคัก
บางคนยังพูดออกมาว่า “ดูนั่น ศิษย์ของผู้อาวุโส จินอีฉุย”
“เขาก็คือจอมพลังผู้นั้น?”
“ใช่ ในบรรดาศิษย์ของผู้อาวุโสแปด เขาเป็นผู้ที่มีพลังแข็งแกร่งที่สุด”
“ช่างอยากดูเสียจริงว่าเขามีพลังมากเพียงใด” มีคนตั้งความหวังว่าอยากจะเห็นชายคนนั้นใช้พลัง
กานจิ่วเม่ยไม่ใช่คนขี้ขลาด นางจึงเบิกตากว้างพลางมองไปยังจินอีฉุย “เจ้าคิดว่าพวกเราจะกลัวหรือ?”
“สาวน้อย เกรงว่าเจ้าจะไม่รู้ถึงความแข็งแกร่งของจินอีฉุยเสียแล้ว!” จินอีฉุยกวัดแกว่งค้อนใหญ่ไปมาก่อนจะยิ้มประหลาด
“จะเข้ามาก็มา ใครจะกลัวใครกันแน่!” กานจิ่วเม่ยพูดด้วยความโมโห
จินอีฉุยเผยรอยยิ้มเย็นชา “อย่ารีบร้อนไป รอให้ถึงการแข่งการรอบแรกเสียก่อน ข้าจะต้องให้เจ้าได้ลิ้มลองแน่”
กานจิ่วเม่ยแสดงออกถึงความไม่กลัว แต่จินอีฉุยกลับมองไปยังลู่เฉินพลางยิ้มประหลาด “เจ้าหนุ่ม กลัวแล้วหรือ?”
ทุกคนมุ่งความสนใจไปยังลู่เฉินทันที
แต่ชายหนุ่มกลับตอบกลับเพียงสั้น ๆ “ทางที่ดีอย่ามายุ่งกับข้า มิเช่นนั้นหากถูกคัดออก อย่ามาโทษข้าก็แล้วกัน!”
คำพูดของลู่เฉินทำให้คนในลานชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหัวเราะดังลั่น
แต่ท่ามกลางผู้คน เฮยหลวนรู้ดีว่าหากลู่เฉินคิดจะจัดการกับจินอีฉุยและคนอื่น ๆ นับว่าง่ายมาก ดังนั้นนางจึงไม่หัวเราะ แต่กลับพึมพำออกมา “เจ้าหนุ่มผู้นี้ ช่างแสร้งเป็นหมูเพื่อรอเวลากินเสือจริง ๆ!”
แต่จินอีฉุยกลับตั้งใจปล่อยกลิ่นอายที่แข็งแกร่งออกมา คิดใช้มวลพลังนี้มากดดันลู่เฉิน คิดจะทำให้ชายหนุ่มอับอายต่อหน้าผู้คน
จากนั้นฉีเจี้ยนก็เดินมาพร้อมกับมวลพลังที่ไปคลายพลังของจินอีฉุยผู้นั้น
จินอีฉุยจึงเอ่ยถามด้วยความสงสัย “หัวหน้าฉี เจ้าจะเข้ามายุ่งเรื่องนี้หรือ?”
“รังแกคนเช่นนี้ น่าสนุกหรือ?” ฉีเจี้ยนย้อนถาม
ทุกคนคิดไม่ถึงว่าฉีเจี้ยนจะออกหน้าแทนลู่เฉินเช่นนี้
ผู้ที่มีอคติกับกลุ่มผู้พิทักษ์ก้าวเท้าขึ้นมาข้างหน้า และหันไปพูดกับฉีเจี้ยนว่า “หัวหน้าฉี เหตุใดเจ้าจึงปกป้องคนอ่อนแอเช่นนี้กัน?”
“หากการประลองยังไม่เริ่มขึ้น ข้ามีหน้าที่ขัดขวางทุกการโจมตี!” ฉีเจี้ยนตอบกลับ
ทุกคนรู้สึกว่าน่าตลก จินอีฉุยจึงแบกค้อนขึ้นมาพลางยิ้มและมองไปยังฉีเจี้ยน “หัวหน้าฉี วันนี้เป็นการแข่งขัน ดังนั้นจงเก็บหน้าที่นั้นของเจ้ากลับไป มิเช่นนั้น ตัวเจ้าจะตายอย่างไรก็ยังไม่รู้ได้!”
ฉีเจี้ยนมองไปยังจินอีฉุยพลางเอ่ยเตือน “ในการแข่งขัน พวกเจ้าคิดจะทำสิ่งใด ข้าไม่สนใจ แต่ถ้าหากลงมือนอกการแข่งขันนั้น เช่นนั้นย่อมไม่ได้”
ทุกคนคิดไม่ถึงว่าฉีเจี้ยนจะยึดมั่นในกฎเช่นนี้
จินอีฉุยรู้ดีว่าฉีเจี้ยนมีคุณสมบัติที่จะขัดขวางตนได้ ดังนั้นเขาจึงยิ้มเย็นชาพลางพูดขึ้นว่า “ได้ รอให้ถึงการแข่งขัน ข้าจะทำให้เจ้าได้เห็นดีแน่”
“ข้าจะรอดู!” ฉีเจี้ยนตอบกลับ
จินอีฉุยโมโหจนเบิกตากว้าง แต่ฉีเจี้ยนกลับไม่สนใจใด ๆ
จินอีฉุยจึงทำได้เพียงถอยกลับไป แต่ก่อนจะเดินออกไปนั้น ยังนำค้อนชี้ไปยังอีกฝ่าย “เจ้าหนุ่ม คอยดูเถิด เมื่อถึงเวลานั้น ข้าจะทุบพวกเจ้าคนของภูเขาเดียวดายให้ตายไปทีละคน”
ชายหนุ่มไม่สนใจ ฉีเจี้ยนจึงเดินมายังลู่เฉินและคนอื่น ๆ ก่อนจะกวาดสายตามอง จนไปหยุดอยู่ที่ลู่เฉิน “ทางที่ดี เตรียมสมบัติวิญญาณป้องกันไว้ มิเช่นนั้นอาจจะถูกเขาทุบจนแตกกระจายจริง ๆ ก็ได้”
“ขอบใจที่เตือนข้า” ลู่เฉินรู้สึกว่าคนผู้นี้ไม่เลวเลยทีเดียว โดยเฉพาะก่อนหน้านี้ที่มีท่าทางกล้าหาญไม่สนใจจิ่วคู มันช่างคุ้มค่าแก่การชื่นชมของลู่เฉิน
และในมุมมองของคนเหล่านั้นนับว่าเป็นเรื่องตลก บางคนยังหัวเราะพลางพูดขึ้นว่า “หัวหน้าฉี ถึงแม้เขาจะนำสมบัติวิญญาณการป้องกันมามากมายเพียงใด อย่างไรก็ต้องถูกบดขยี้เป็นชิ้นอยู่ดี”
“ใช่”
ทุกคนต่างก็หัวเราะเยาะ จนกระทั่งผู้อาวุโสสิบปรากฏตัวออกมา