ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 694 หนึ่งในสามผู้ร้ายกาจที่สุดของหุบเขา
บทที่ 694 หนึ่งในสามผู้ร้ายกาจที่สุดของหุบเขา
ดีรึ?
ความจริงแล้วเรื่องราวทั้งหมดนี้เป็นลู่เฉินบอกให้ผู้อาวุโสสามและผู้อาวุโสห้ามาร่วมแสดงด้วย เพื่อที่เจ้าตำหนักและคนอื่น ๆ จะได้คิดกันว่าเขาถูกจับตัวได้แล้ว
แต่เจ้าตำหนักกลับถูกหลอกจริง ๆ ส่วนผู้อาวุโสสี่ ผู้อาวุโสเจ็ด และผู้อาวุโสสิบ สีหน้าของพวกเขาดูเคร่งขรึมขึ้นมา
จากนั้นชายหนุ่มก็ส่งข้อความถึงพวกเขา ‘ถ้าไม่อยากให้ข้าเผยความลับที่พวกเจ้ากินผลไม้ไป ก็จงรีบเข้ามาในค่ายกลนี้!’
พวกเขาทั้งสามมองหน้ากัน
‘มาเลย! ข้าจะบอกพวกเจ้าเองว่าต้องทำอย่างไร!’ เขายังคงเกลี้ยกล่อมต่อไป
ผู้อาวุโสเจ็ดสูดหายใจเข้าลึก แล้วพูดว่า “ข้าจะเข้าไปด้วย”
ครั้นเอ่ยจบ ผู้อาวุโสเจ็ดก็รีบเข้าไป จากนั้นผู้อาวุโสสามก็ให้ผู้อาวุโสเจ็ดเข้าไปในโลงศพสีดำเพื่อ ‘จับกุม’ ตัวลู่เฉินทันที
เมื่อผู้อาวุโสสี่เห็นผู้อาวุโสเจ็ดเข้าไปแล้ว เขาก็ตามเข้าไปด้วย ก่อนจะตามมาด้วยผู้อาวุโสสิบ
ทำให้มีเพียงผู้อาวุโสใหญ่ ผู้อาวุโสเก้า และเจ้าตำหนักเท่านั้นที่ถูกทิ้งไว้นอกค่ายกล
เจ้าตำหนักที่ไม่รู้เรื่องราวเบื้องหลังพลันมีความสุขมาก “เจ้าเห็นหรือไม่ ผู้อาวุโสเหล่านี้สมควรได้รับการยกย่อง!”
ผู้อาวุโสใหญ่พูดด้วยท่าทางขลาดเขลา “ท่านเจ้าตำหนัก ข้าคิดว่าเรื่องนี้จำเป็นต้องรายงานให้ระดับสูงทราบ…”
“ไม่ ข้าจะจัดการมันเอง”
“แต่ผลไม้นั่น…”
“รอจนข้าบีบให้เจ้าเด็กนั่นส่งมอบผลไม้ออกมาก่อนค่อยว่ากัน” หลังจากเจ้าตำหนักพูดจบ เขาก็กลัวว่าผลไม้ของลู่เฉินจะถูกผู้อาวุโสเหล่านี้ชิงไป จึงรุดเข้าไปในค่ายกลพลางพูดกับผู้อาวุโสสาม “เอาละ ให้ข้าเข้าไปด้วย!”
“ขอรับ!” ผู้อาวุโสสามกล่าวอย่างเคร่งขรึม
ไม่นานเจ้าตำหนักก็เข้าไปในโลงศพ แต่สิ่งที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อนก็คือหลังจากเข้าไปแล้วกลับเห็นลู่เฉิน ผู้อาวุโสห้า ผู้อาวุโสสี่ ผู้อาวุโสเจ็ด และผู้อาวุโสสิบกำลังพูดคุยกัน
“เหตุใดจึงยังไม่จับกุมตัวเขาอีก?” เจ้าตำหนักพูดด้วยท่าทางโกรธเคือง
เหล่าผู้อาวุโสไม่ได้พูดอะไร แต่ลู่เฉินกลับแย้มยิ้มแล้วเอ่ยบอกอีกฝ่ายที่ยังคงไม่รู้ตัว “เพราะว่าพวกเขาเป็นคนของข้า”
“ว่าไงนะ เป็นไปไม่ได้!” สีหน้าของเจ้าตำหนักเปลี่ยนไปอย่างมหันต์
“ไม่ใช่แค่พวกเขาเท่านั้น ผู้อาวุโสสามเองก็เป็นคนของข้าเช่นกัน” ชายหนุ่มมองเจ้าตำหนักด้วยรอยยิ้มที่แสร้งทำเป็นเห็นใจ
ทันใดนั้น สีหน้าของเจ้าตำหนักก็พลันย่ำแย่ เขาคิดจะหนีออกไปจากศาสตราวิญญาณนี้ แต่กลับพบว่าออกไปไม่ได้ จึงกัดฟันกรอดแล้วตวาดลั่น “เหตุใดพวกเจ้าถึงคิดช่วยมัน!”
ผู้อาวุโสทั้งหลายไม่ได้ตอบ
ดังนั้นเจ้าตำหนักจึงได้แต่หันกลับไปจ้องลู่เฉิน “เจ้าหนุ่ม เจ้าทำอะไรกับพวกเขา?”
“เจ้าคิดอย่างไรเล่า?”
เจ้าตำหนักแทบคลั่ง เขาจ้องมองอีกฝ่ายอย่างดุดัน “เจ้าหนุ่ม เชื่อหรือไม่ว่าข้าสามารถฆ่าเจ้าได้!”
“ฆ่าข้า? เจ้าแน่ใจรึว่าจะทำได้?”
เจ้าตำหนักขบฟันด้วยความเดือดดาล “ข้าจะแสดงให้เจ้าดู!”
หลังจากพูดเช่นนั้นแล้ว เจ้าตำหนักก็โบกมือ ก่อนจะปรากฏแรงดึงดูดอันแข็งแกร่ง มันคล้ายจะดึงดูดลู่เฉินเข้าไปหา ทว่า ชายหนุ่มใช้เคล็ดวิชาวิญญาณสายฟ้าเพื่อหลีกเลี่ยงแรงดึงดูดดังกล่าว
เมื่อเห็นดังนั้น เจ้าตำหนักจึงเปลี่ยนเป้าหมายไปทางผู้อาวุโสคนอื่น ๆ พลังอันทรงอำนาจกระจายออกไป ผู้อาวุโสต่างถูกแรงดึงดูดกระชากเข้าไปหาทีละคนโดยไม่อาจต่อต้านได้
ผู้อาวุโสเหล่านี้ต่างไม่เคยคิดว่าเจ้าตำหนักจะน่าสะพรึงกลัวถึงเพียงนี้
ลู่เฉินรู้ดีว่าถ้าเจ้าตำหนักดูดพลังจากคนเหล่านี้ ทุกคนจะกลายเป็นหมากไร้ประโยชน์ทันที ดังนั้นจึงเรียกเงาสายฟ้าออกมาและใช้พายุฟ้าคะนองทันที
ตู้ม! ตู้ม! ตู้ม!
เสียงพายุฝนฟ้าคะนองดังขึ้นรอบ ๆ เจ้าตำหนัก ก่อนที่มันจะปลดปล่อยพลังออกมาจนทำให้ร่างของเจ้าตำหนักแหลกเป็นชิ้น ๆ สายฟ้านั้นมาก่อนที่บรรดาผู้อาวุโสที่ถูกดูดจะไปถึงมืออีกฝ่ายพอดี
เจ้าตำหนักที่เหลือเพียงวิญญาณโกรธจัดจนกัดฟันกรอด “เจ้าหนุ่ม เจ้าบังคับให้ข้าทำเช่นนี้เองนะ!”
“ถ้าเจ้ามีวิธีอื่นก็ลองดู”
เจ้าตำหนักส่งเสียงฮึดฮัด “ข้าเพิ่งติดต่อกับชายชราบางคนในหุบเขาด้วยวิธีการพิเศษ และพวกเขาก็ได้มาที่นี่แล้ว เจ้ารอรับความตายได้เลย!”
“งั้นรึ?” ลู่เฉินยังคงไม่สนใจ เขาสั่งให้กุ่ยเจี๋ยปรากฏตัว
กุ่ยเจี๋ยไม่มีร่างให้มองเห็น แต่เมื่อลู่เฉินสั่งให้มันปรากฏตัว มันก็รวมตัวเองเข้ากับจิตวิญญาณของเจ้าตำหนักทันที
ทันใดนั้นสีหน้าของเจ้าตำหนักก็เปลี่ยนไปอย่างมหันต์ “ไปให้พ้น!”
ทันใดนั้น ดาบวิญญาณจำนวนนับไม่ถ้วนก็ล้อมรอบเจ้าตำหนัก พวกมันป้องกันไม่ให้กุ่ยเจี๋ยเข้ามาใกล้เจ้าตำหนักได้ ส่วนชายหนุ่มทำเพียงหยิบหินวิญญาณออกมาเท่านั้น
หินนี้สามารถดูดซับวิญญาณที่ทรงพลังได้ เจ้าตำหนักจึงรู้สึกราวกับว่าเขาถูกดูดเข้าไปยังหินดังกล่าว
สิ่งนี้ทำให้เจ้าตำหนักทั้งโกรธและตื่นตระหนก จึงรีบพูดว่า “เจ้าหนุ่ม ถ้าไม่อยากให้เฮยหลวนนั่นตายก็หยุดซะ! ไม่อย่างนั้นถ้าข้าตาย นางก็ต้องตายตามไปด้วย!”
“เช่นนั้นรึ?” เขามองอีกฝ่ายด้วยสีหน้าเย็นชา
เจ้าตำหนักคิดว่าสิ่งนี้จะทำให้อีกฝ่ายหวาดกลัวได้ แต่ลู่เฉินกลับไม่แยแส และตรงเข้ามาใกล้ทีละก้าว
ไม่เพียงเท่านั้น เจ้าตำหนักยังรู้สึกว่าพลังวิญญาณของตัวเองลดลงอย่างบ้าคลั่ง ราวกับว่าเขากำลังจะถูกดูดออกไป
“นี่เจ้า!…”
ลู่เฉินเข้าไปหา ก่อนจะใช้ตราประทับภูต จากนั้นวิญญาณของเจ้าตำหนักก็พลันลืมตาขึ้น “เจ้าทำอะไรข้า!”
“บอกข้ามาว่าเกิดอะไรขึ้นกับเฮยหลวน?”
เจ้าตำหนักจำต้องตอบออกไปด้วยสีหน้าขมขื่น “นางถูกชิงวิญญาณไป!”
“ชิงวิญญาณ?” เมื่อได้ยินเช่นนี้ ชายหนุ่มก็ตระหนักได้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังพูดถึงเรื่องอะไร
การชิงวิญญาณสามารถทำให้ผู้คนตกอยู่ในสภาพเฉื่อยชา และคนที่ชิงวิญญาณไปนั้นจะสามารถควบคุมนางได้
ดังนั้นลู่เฉินจึงจ้องมองไปยังเจ้าตำหนัก แต่เจ้าตำหนักรีบอธิบายว่า “ไม่ ข้าไม่ได้ชิงวิญญาณของนางไป”
“ไม่ใช่เจ้างั้นรึ? แต่เจ้าสามารถควบคุมนางได้?”
เจ้าตำหนักอธิบายว่า “วิญญาณนางถูกผู้อาวุโสเฒ่าจับไป ส่วนข้าเพียงเรียนรู้วิธีควบคุมมาจากคนที่ชิงวิญญาณนางไปเท่านั้น ดังนั้นวิญญาณของนางจึงถูกผู้อาวุโสผู้นั้นพาไป ถ้าเจ้าอยากที่จะช่วยนาง เจ้าต้องไปหาผู้อาวุโสเฒ่าเอง”
“เขาคือใคร?” ลู่เฉินถาม
“เขาเป็นหนึ่งในสามผู้อาวุโสที่ร้ายกาจที่สุดในหุบเขา จ้าวแห่งวิญญาณร้าย หรือที่รู้จักกันในนาม ราชันคุมวิญญาณ” เจ้าตำหนักกล่าวอย่างกังวลใจ
เมื่อได้ยินคำว่าราชันคุมวิญญาณ ผู้อาวุโสทุกคนที่นี่ก็เบิกตากว้างและเริ่มส่งเสียงอื้ออึง
จากคำพูดของคนเหล่านี้ ลู่เฉินก็ได้รู้ว่าราชันคุมวิญญาณเป็นผู้อาวุโสของหุบเขา อีกฝ่ายเรียนรู้วิชาชิงวิญญาณ สามารถนำส่วนหนึ่งของวิญญาณในร่างกายผู้คนออกไปและควบคุมคนคนนั้นได้ ดังนั้นจึงถูกเรียกว่าหนึ่งในผู้อาวุโสที่ร้ายกาจที่สุด
แต่ชายหนุ่มไม่สนใจว่าภูมิหลังของอีกฝ่ายเป็นอย่างไร เพียงถามว่า “เหตุใดเขาถึงต้องการจับวิญญาณของเฮยหลวนไป?”
“ราชันคุมวิญญาณคิดว่านางมีความสามารถมากและถูกใจนางมานานแล้ว ดังนั้นเขาจึงต้องการควบคุมนางและทำให้นางกลายเป็นตัวหมากพิฆาต ตัวหมากพิฆาตชิ้นนี้ยังสร้างไม่เสร็จและจำเป็นต้องผ่านกระบวนการ เขาจึงให้เก็บร่างไว้ที่นี่…” เจ้าตำหนักอธิบาย
หลังจากลู่เฉินเข้าใจแล้ว เขาก็ถามต่อ “ข้าจะหาตัวราชันคุมวิญญาณได้จากที่ไหน?”
“ข้า… ข้ารายงานไปแล้ว บางทีเขาอาจจะมาปรากฏตัวพร้อมกับกลุ่มชายชราเร็ว ๆ นี้” เจ้าตำหนักจ้องชายตรงหน้าด้วยสีหน้าแปลก ๆ
หลังจากได้ยินดังนั้น ชายหนุ่มก็คลี่ยิ้ม “ถ้าอย่างนั้นขอข้าดูหน่อยเถิดว่าราชันคุมวิญญาณผู้นี้แข็งแกร่งเพียงใด”
“เจ้าควรหยุดขัดขืนได้แล้ว เขาแข็งแกร่งมาก เจ้าไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาหรอก” เจ้าตำหนักกล่าว
ขณะที่ลู่เฉินกำลังจะพูด จู่ ๆ ก็มีการเคลื่อนไหวเกิดขึ้นด้านนอก
ชายชราจำนวนมากพลันปรากฏตัวขึ้นด้านนอก
ลู่เฉินมองเจ้าตำหนักแล้วเอ่ยยิ้ม ๆ “พวกเขามากันแล้ว”
เจ้าตำหนักและผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ต่างตกตะลึง ส่วนผู้อาวุโสสามที่อยู่ด้านนอกค่อนข้างกังวล จึงบอกลู่เฉินถึงสิ่งที่เขาเห็น
ชายหนุ่มรู้เรื่องอยู่ก่อนแล้ว เขาจึงใจเย็นและบอกให้ผู้อาวุโสสามปล่อยทุกคนออกไป
ผู้อาวุโสสามปล่อยทุกคนออกไปทันที เพราะถึงอย่างไรเจ้าตำหนักก็ขอความช่วยเหลือออกไปแล้ว และคงจะเล่าสถานการณ์ทางนี้ไปไม่น้อย
แต่เมื่อผู้อาวุโสใหญ่และผู้อาวุโสเก้าที่อยู่นอกค่ายกลได้ยินเรื่องความสัมพันธ์ของลู่เฉินกับผู้อาวุโสคนอื่น ๆ ทั้งสองก็ตกตะลึง
กลุ่มชายชราที่อยู่รอบ ๆ ผู้อาวุโสใหญ่และผู้อาวุโสเก้าจ้องมองลู่เฉินอย่างดุดัน
ทว่าจู่ ๆ ก็มีเสียงดังมาจากด้านหลังฝูงชน “เจ้าหนุ่มนี่ช่างมีความสามารถนัก แม้แต่กับเจ้าตำหนักก็กล้าลงมือ!”
ทุกคนพากันแหวกทางให้กับร่างที่มีบรรยากาศน่าสะพรึงกลัวนี้