ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 737 มาอย่างดุร้ายและจากไปในฉับพลัน!
บทที่ 737 มาอย่างดุร้ายและจากไปในฉับพลัน!
เทียนกุ่ยอีชาพลันกล่าวอย่างยินดีว่า “มาแล้ว!”
ลู่เฉินนึกอยากรู้ว่าผู้ช่วยคนนี้ทำอะไรได้บ้าง เพราะถึงกับทำให้อีกฝ่ายดูยินดีมากถึงขนาดนี้
ในขณะนี้เอง แสงสีแดงแวบผ่านเข้ามากระทบเงาของลู่เฉินอย่างแรง
แต่โชคดีที่การโจมตีของคู่ต่อสู้เป็นเคล็ดวิชาวิญญาณและวิชาภูต ดังนั้นจึงไม่ทำให้ลู่เฉินได้รับอันตรายใด ๆ
จากนั้นชายผู้มีแสงสีแดงทั่วร่าง ก็เดินออกมาจากกระแสน้ำวน
ดวงตาของชายคนนี้ไร้ประกาย แต่เขามีพลังวิญญาณมหาศาล
ทันทีที่เทียนกุ่ยอีชาเห็นเขา อีกฝ่ายก็ตะโกนบอกว่า “เร็วเข้า ฆ่าเด็กคนนี้ซะ!”
“เขาเป็นใคร!” ชายคนนั้นถามด้วยเสียงดังเครื่องจักร
เทียนกุ่ยอีชาไม่รู้ว่าลู่เฉินคือใคร จึงเพียงพูดว่า “เขามาที่นี่เพื่อสร้างปัญหา!”
ชายคนนั้นมองลู่เฉินทันที ก่อนทำท่าทางแปลก ๆ ด้วยมือของเขา จากนั้นอักขระยันต์ภูตผีที่เกิดจากแสงสีแดงทุกทิศทาง ก็มาบรรจบกันที่ลู่เฉิน ก่อนทำการ ‘ตรึง’ ชายหนุ่มไว้ที่นั่นทันที
เทียนกุ่ยอีชามีความสุขมากเมื่อเห็นลู่เฉินกำลังจะถูกสังหาร จึงจ้องมองเขาด้วยรอยยิ้ม “เจ้าหนู เจ้ากำลังกลัวอยู่สินะ”
“พลังมีแค่นี้งั้นหรือ?” ลู่เฉินถามกลับ
เทียนกุ่ยอีชาหัวเราะเยาะ เมื่อเห็นลู่เฉินยังคงโง่งม “พลังมีแค่นี้หมายความว่าอย่างไร?”
“แล้วไม่ใช่งั้นหรือ?” เขาถาม
คำพูดเหล่านี้ทำให้เทียนกุ่ยอีชารู้สึกว่าลู่เฉินหยิ่งผยองเกินไปแล้ว จึงพูดกับชายคนนั้นว่า “หลิง ฆ่าเขาซะ”
ชายชื่อหลิงเปิดใช้งานพลังของอักขระยันต์ภูตผี
ทันทีที่อักขระยันต์ภูตผีเริ่มกะพริบไหวด้วยแสงสีดำ ก็ราวกับว่าพวกมันกำลังจะ ‘ฉีก’ จิตวิญญาณของลู่เฉิน
ความจริงแล้วลู่เฉินพอใจมาก เพราะพลังของเม็ดยาเงาเปลี่ยนไปอย่างบ้าคลั่ง
เทียนกุ่ยอีชาที่กำลังดูอยู่ที่นั่นไม่รู้เรื่องด้วย เขาจึงพูดอย่างภาคภูมิใจว่า “เจ้าหนู หยุดดิ้นรนได้แล้ว เพราะเจ้าจะต้องตายในไม่ช้า”
“โอ้? ข้าตายง่ายเพียงนั้นเชียวหรือ?” ลู่เฉินถามกลับ
“เคล็ดวิชาภูตที่หลิงร่ายสามารถฉีกวิญญาณที่ทรงพลังออกเป็นชิ้น ๆ ได้” เทียนกุ่ยอีชาเอ่ยข่มขู่
“ฉีกเป็นชิ้น ๆ? แล้วเหตุใดมันจึงไม่ได้ฉีกข้าเป็นชิ้น ๆ เล่า?” ลู่เฉินย้อนถามเทียนกุ่ยอีชา
เทียนกุ่ยอีชาจ้องเขม็งพลางพูดว่า “นี่เพียงเริ่มต้น”
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าควรทำให้มันเพิ่มความรุนแรงขึ้นหน่อย ไม่เช่นนั้นหากถึงเวลาแล้วยังฆ่าข้าไม่ได้คงน่าเศร้า” ลู่เฉินยิ้มพลางมองเทียนกุ่ยอีชา
เทียนกุ่ยอีชาโกรธมากจนพูดกับชายคนนั้นอีกครั้ง “หลิง อย่ามัวเล่นอยู่ ฆ่าเขาซะ”
“ข้าทุ่มเต็มที่แล้ว” ชายชื่อหลิงพูดอย่างไม่แสดงออก
“อะไรนะ ทุ่มเต็มที่แล้ว?” เทียนกุ่ยอีชาตกตะลึง
เทียนกุ่ยอีชาไม่เคยคิดเลยว่า เมื่อครู่นี้หลิงจะใช้พลังเต็มที่แล้ว
ทางลู่เฉิน เขามองคนทั้งสองด้วยรอยยิ้มแล้วพูดว่า “ถ้าเจ้ามีวิธีอื่นก็รีบลงมือเร็ว ๆ เข้า ไม่เช่นนั้นในภายหลังเจ้าจะไม่มีโอกาสลงมืออีก”
เทียนกุ่ยอีชารู้สึกหวาดกลัวและรีบตะโกนบอกหลิงว่า “ใช้ทุกวิธีที่เจ้ามีเร็ว”
หลิงเองก็คิดเช่นกัน แต่เขาทุ่มเทพลังทั้งหมดของไปที่การโจมตี ‘เงา’ ของลู่เฉินแล้ว ทว่าก็ยังคงไม่สามารถทำอันตรายใด ๆ ลู่เฉินได้ ดังนั้นในท้ายที่สุดเขาจึงยอมแพ้และเลิกใช้พลังของตัวเอง แล้วมองไปที่เทียนกุ่ยอีชา “ข้าไปแล้ว”
ไป? ไปงั้นหรือ?
ก่อนที่เทียนกุ่ยอีชาจะทันได้โต้ตอบ ชายที่ชื่อหลิงก็ ‘พุ่ง’ หายเข้าไปในกระแสน้ำวน
สิ่งนี้ทำให้เทียนกุ่ยอีชาตะโกนด่าทอ “ไอ้สารเลว เจ้าทำเช่นนี้ได้อย่างไร!”
ลู่เฉินใคร่รู้ว่ากระแสน้ำวนเชื่อมต่อกับที่ไหน และหลิงมาจากที่ใด
แต่ไม่มีใครอธิบายให้ฟัง ชายหนุ่มจึงทำได้แค่จ้องมองเทียนกุ่ยอีชา “เป็นอย่างไรบ้าง? เจ้ายังลงมือต่อหรือไม่?”
เทียนกุ่ยอีชาเองก็ต้องการลงมือต่อ แต่สถานการณ์ปัจจุบันไม่อนุญาตให้เขาลงมือ ดังนั้นจึงทำได้เพียงพูดอย่างตั้งท่าป้องกันว่า “เจ้าหนู เจ้าไปเสียเถอะ ข้าจะไม่ทำให้เจ้าลำบาก”
“เจ้าคิดว่าข้าโง่ หรือคิดว่าเจ้าโง่” ลู่เฉินถาม
เทียนกุ่ยอีชารู้สึกกังวล “ข้าจะเปิดพื้นที่นี้และปล่อยเจ้าออกไป ตกลงหรือไม่?”
“อะไรกัน เจ้าอยากไล่ข้าออกไปงั้นหรือ?” ลู่เฉินถาม
เทียนกุ่ยอีชาเห็นลู่เฉินปฏิเสธที่จะออกไป จึงพูดอย่างประหม่าว่า “เจ้าต้องการอะไร?”
“ตอบคำถามข้ามาสักสองสามข้อ ถ้าคำตอบทำให้ข้าพึงพอใจ ข้าจะออกไป” ลู่เฉินยิ้มและมองวิญญาณภูตผีตัวนี้
แม้เทียนกุ่ยอีชาจะไม่มีพอใจ แต่ภายใต้สถานการณ์ปัจจุบันนี้ เขาจำต้องประนีประนอม “พูดมา!”
“ในฐานะสมาชิกของกองทัพวิญญาณภูตผีขนนกทมิฬ เหตุใดเจ้าถึงมาอยู่ที่นี่?” ลู่เฉินจ้องเทียนกุ่ยอีชาและเอ่ยถาม
เทียนกุ่ยอีชาโกรธจัดจนพูดว่า “ข้าจะไม่บอกเรื่องนี้กับเจ้า!”
“ถ้าเจ้าไม่บอกข้า เช่นนั้นก็ช่วยไม่ได้”
“เจ้าไม่กลัวข้าจริง ๆ สินะ?” เทียนกุ่ยอีชาดูเหมือนจะหงุดหงิด และจ้องเขม็งไปทางลู่เฉิน
“ผู้ช่วยของเจ้าหายไปแล้ว เจ้าคิดว่าตนเองมีวิธีอื่นที่จะต่อกรกับข้างั้นหรือ?” ลู่เฉินย้อนถามเทียนกุ่ยอีชา
เทียนกุ่ยอีชาขบฟันด้วยความโกรธแค้น “ที่นี่ไม่ง่ายอย่างที่เจ้าคิด ดังนั้นข้าแนะนำให้เจ้าอย่าบังคับข้า!”
ลู่เฉินมองไปรอบ ๆ “เอาละ ให้ข้าดูว่าที่นี่มีอะไรพิเศษบ้าง”
“ถ้าเจ้าอยากตายนัก เช่นนั้นข้าก็จะช่วยสงเคราะห์ให้!” เทียนกุ่ยอีชายื่นมือขวาของเขาออกไป จากนั้นแสงสีน้ำเงินที่มือขวาของเขาก็กะพริบไหว ก่อนแสงสีน้ำเงินนั้นจะส่องกระทบไปรอบ ๆ
แสงสีฟ้าในพื้นที่นี้เริ่มแข็งแกร่งขึ้นมาทันที
ไม่เพียงเท่านั้น เขตแดนสีน้ำเงินได้ก่อตัวขึ้นรอบ ๆ ลู่เฉิน โดยดูเหมือนว่ามันจะดักจับชายหนุ่มเอาไว้
เมื่อเห็นเขตแดนนี้ ลู่เฉินก็ไม่ได้รู้สึกหวาดกลัว แต่สัมผัสได้ถึงการโจมตีของเขตแดนแสงสีฟ้านี้
เทียนกุ่ยอีชาที่อยู่นอกเขตแดนส่งเสียงฮึ่มฮั่ม “เจ้าหนู เจ้ากลัวหรือยัง?”
ลู่เฉินยิ้มและไม่พูดอะไร
ครั้นเห็นว่าลู่เฉินยังกล้ายิ้ม เทียนกุ่ยอีชาก็เอ่ยเสียงเย็น “ดูเหมือนว่าเจ้าอยากตายจริง ๆ!”
หลังจากพูดอย่างนั้น อีกฝ่ายก็เพิ่มพลังขึ้น ทางลู่เฉินรู้สึกได้ว่าพื้นที่รอบตัวกำลังสั่นไหว ราวกับว่าอีกฝ่ายกำลัง ‘เค้น’ พลังของพื้นที่นี้ออกมาเพื่อใช้ต่อสู้กับเขา
ดังนั้นลู่เฉินจึงเตือนว่า “อีกเดี๋ยวพื้นที่นี้ก็จะพังทลาย”
แน่นอนว่าเทียนกุ่ยอีชาเองก็รู้เช่นกัน แต่เขาต้องการฆ่าลู่เฉินก่อนที่มันจะพังทลาย จากนั้นค่อยซ่อมแซมพื้นที่ แต่สิ่งที่เทียนกุ่ยอีชาไม่เข้าใจก็คือลู่เฉินดูเหมือนจะไม่เป็นอะไรเลย
หลังจากนั้นไม่นาน ลู่เฉินไม่เพียงสบายดีเท่านั้น แต่เขายังกลายเป็นภาพติดตาด้วย เขาเข้ามาข้างหลังเทียนกุ่ยอีชา และใช้ฝ่ามือแปดวิญญาณอีกครั้ง
ไม่เพียงเท่านั้น ลู่เฉินยังปล่อยเงาสายฟ้าออกมาด้วย พร้อมสั่งให้เงาฟ้าร้องสร้างพายุฟ้าคะนองขึ้น
ภายใต้การซ้อนทับของพลังทั้งสอง ในที่สุดเทียนกุ่ยอีชาก็กรีดร้องด้วยความเจ็บปวด ส่วนลู่เฉินหยิบแผ่นหินฉวิญญาณออกมา ทำให้ฝ่ายตรงข้ามถูกตรึงอยู่ในพื้นที่นี้ และไม่สามารถหลบหนีออกไปได้
สิ่งนี้ทำให้เทียนกุ่ยอีชาโกรธจนโพล่งข่มขู่ว่า “เจ้าหนู ข้าแนะนำให้เจ้าปล่อยข้าไปโดยเร็วที่สุด ไม่เช่นนั้นกองทัพวิญญาณภูตผีขนนกทมิฬจะไม่ปล่อยเจ้าไป!”
ลู่เฉินยิ้มแล้วเพิ่มความจริงจังมากขึ้น
ก่อนเขาจะเห็นว่าพลังบนแผ่นศิลาเปลี่ยนไปทีละน้อย
ด้วยวิธีนี้ เทียนกุ่ยอีชาจึงถูกดูดเข้าไปในแผ่นหินฉวิญญาณทีละน้อย
แม้เทียนกุ่ยอีชาจะไม่รู้ว่าแผ่นศิลานี้คือสิ่งใด แต่เขาก็สัมผัสได้ว่ามันน่ากลัวแค่ไหน อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เขาได้รับบาดเจ็บแล้ว อีกทั้งเงาสายฟ้ายังคงร่ายพายุฟ้าคะนองอย่างไม่หยุดหย่อน ซึ่งทำให้เขาแทบคลั่ง “เจ้าต้องไม่ตายดีแน่!”
ลู่เฉินคร้านจะพูดเรื่องไร้สาระกับมัน และพร้อมจะประทับตราภูตใส่
แต่เมื่อลู่เฉินนึกถึงฉากที่ประทับตราภูตให้กับดวงวิญญาณเร่ร่อนก่อนหน้านี้ เขาก็หยุดมือไปอีกครั้ง เพราะกังวลว่าเทียนกุ่ยอีชาจะหายไปในอากาศถ้าลงมือ
ดังนั้นลู่เฉินจึงหดมือของเขา และปล่อยให้กุ่ยเจี๋ยกลืนพลังบางส่วนลงไป
ด้วยวิธีนี้ เทียนกุ่ยอีชาจึงอ่อนแอลงกว่าเดิม และในที่สุดก็ถูกปราบโดยฝ่ามือแปดวิญญาณของลู่เฉิน
“ถ้าเจ้าไม่พูดตอนนี้ เจ้าจะไม่มีโอกาสแล้วนะ” ขณะมองเทียนกุ่ยอีชาที่ติดอยู่ ลู่เฉินก็เอ่ยกลั้วหัวเราะ