ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 817 ขั้นแปลงเซียนสามรอบ สิ่งมีชีวิตผู้ทรงพลัง!
หลังจากหั่วเอ่อร์ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็พูดขึ้นมาว่า “หุบเขาเปลวเพลิงแห่งนี้ ถูกกองกำลังหนึ่งปิดล้อมไว้แล้วขอรับ”
“กองกำลัง?”
“ขอรับ กองกำลังนั้นทรงพลังมาก แต่ไม่มีใครรู้ที่มาของพวกมัน รู้เพียงว่าหากใครเข้าใกล้หุบเขาเปลวเพลิง ก็จะถูกขับไล่ออกมา หรือไม่ก็ถูกสังหาร” หั่วเอ่อร์พูดด้วยท่าทีจำนนต่อสถานการณ์
ลู่เฉินเข้าใจแล้ว จึงพูดว่า “งั้นก็ได้ รอให้ข้ามีโอกาสแล้วค่อยไปที่นั่น”
พูดจบ ชายหนุ่มก็พาหั่วเอ่อร์ไปยังสถานที่ปลอดภัย
จากนั้นลู่เฉินจึงมองไปยังเทียนเซียว ที่ยังคงหลับอยู่ แล้วค่อย ๆ ปลุกเขาให้ตื่น
เทียนเซียวค่อย ๆ ฟื้นคืนสติ และเมื่อเห็นตนเองนอนอยู่เช่นนั้น ดวงตาก็เต็มไปด้วยความประหลาดใจ “ผู้อาวุโส ข้า…”
“พิษในรากวิญญาณสวรรค์ของเจ้า ถูกกำจัดจนหมดสิ้นแล้ว” ลู่เฉินตอบ
เทียนเซียวได้ยินเช่นนั้น ก็รีบตรวจสอบทันที
และเมื่อพบว่าพิษภายในร่างกายหายไปหมดแล้ว เทียนเซียวก็ตื่นเต้นยินดีอย่างยิ่ง พร้อมแสดงความขอบคุณลู่เฉินสารพัด ส่วนลู่เฉินยิ้มมองเขาพลางพูดว่า “อย่าลืมคำสัญญาที่เจ้าให้ไว้กับข้า!”
“ผู้อาวุโสวางใจได้ ข้าจะให้ท่านพ่อพาท่านไปยังภูเขาฟ้าเหมันต์ทันที”
“ไปกันเลย” พูดจบ เทียนเซียวก็พาลู่เฉินออกจากห้องลับ
บรรดาผู้อาวุโสที่อยู่ภายนอกห้องลับ เมื่อเห็นว่าพิษบนตัวเทียนเซียวหายไปจนหมดสิ้น ต่างพากันแสดงอาการประหลาดใจ
ประมุขตระกูลเทียนได้ยินข่าวนั้น จึงรีบออกมาดูด้วยตนเอง
และเมื่อประมุขตระกูลเทียนเห็นว่า เทียนเซียวไม่เป็นอะไร ก็ตื่นเต้นดีใจจนดวงตาแดงก่ำ “ดีมาก ดีจริง ๆ!”
“ท่านพ่อ ท่านต้องขอบคุณผู้อาวุโสต่างหาก” เทียนเซียวชี้ไปทางลู่เฉิน
ประมุขตระกูลเทียนรับคำ แล้วมองไปยังลู่เฉินด้วยความยินดี พร้อมกล่าวว่า “น้องชาย บอกมาได้เลยว่าเจ้าต้องการอะไร”
“ข้าบอกไปแล้ว ภูเขาฟ้าเหมันต์ของตระกูลท่าน”
“ได้ ข้าจะพาเจ้าเข้าไปเดี๋ยวนี้” ประมุขตระกูลเทียนพูดจบ ก็นำลู่เฉินเดินออกไป
เทียนเซียวเดินตามมาจากด้านหลัง
ผ่านไปประมาณหนึ่งเค่อ คนทั้งหมดมาถึงทางเดินแคบแห่งหนึ่ง บริเวณรอบ ๆ ทางเดินนั้นมีค่ายกลขวางกั้นอยู่ และยังมีผู้คุ้มกันบริเวณขอบค่ายกลอยู่เป็นจำนวนมาก
เมื่อเหล่าผู้คุ้มกันเห็นประมุขตระกูลเทียน ต่างพากันก้มศีรษะทำความเคารพ “ท่านประมุข”
“เปิดค่ายกล” ประมุขตระกูลเทียนสั่งผู้คุ้มกันทั้งหลาย
พวกเขาสงสัยว่าเหตุใดจึงต้องเปิดค่ายกล แต่ก็ไม่กล้าถามมากนัก จึงค่อย ๆ เปิดค่ายกลออก
ประมุขตระกูลเทียนหันไปบอกเทียนเซียวว่า “เจ้าอย่าตามไปแล้ว ข้าจะพาเขาเข้าไปเอง”
“ท่านพ่อ ข้าอยากไปกับผู้อาวุโสด้วย”
“หลายแห่งด้านในอันตรายมาก หากเจ้าเกิดเรื่องขึ้นมาอีก ข้าจะไปพบกับแม่เจ้าที่จากไปแล้วได้อย่างไร” ประมุขตระกูลเทียนพูดปลอบโยน
เทียนเซียวลังเล แล้วพูดว่า “แต่ว่า…”
“พอแค่นั้นแหละ” ประมุขตระกูลเทียนพูดจบ ก็พาลู่เฉินเข้าไปในทางแคบนั้น
ทางแคบโดยรอบมีค่ายกลวางอยู่ทั่ว และหลังจากลู่เฉินกับประมุขตระกูลเทียน เดินมาได้สักระยะหนึ่ง ก็มาถึงบริเวณด้านหน้าของแนวภูเขาฟ้าเหมันต์ เนื่องจากขณะนี้เป็นยามค่ำคืน ทุกทิศทางจึงดูมืดหม่น
แต่บางจุดกลับมีแสงสีน้ำเงินจาง ๆ เปล่งประกายระยิบระยับ
“สิ่งเหล่านี้คืออะไร?” นี่เป็นครั้งแรกที่มา ลู่เฉินจึงถามด้วยความอยากรู้
“ก้อนหินบางก้อนในภูเขาฟ้าเหมันต์แห่งนี้ จะปล่อยแสงสีน้ำเงินออกมา” ประมุขตระกูลเทียนอธิบาย
หลังจากชายหนุ่มเข้าใจแล้ว จึงพูดกับประมุขตระกูลเทียนว่า “ดี งั้นท่านก็กลับไปได้แล้ว”
“กลับไป?” ประมุขตระกูลเทียนตกใจไปชั่วขณะ
ลู่เฉินพยักหน้า แล้วพูดว่า “ข้ามีธุระต้องทำที่นี่ แต่ไม่ต้องการให้ใครมารบกวน”
ประมุขตระกูลเทียนรู้จักกาลเทศะดี “เช่นนั้นก็ได้ ข้าจะออกไปเดี๋ยวนี้ และหากมีสิ่งใดต้องการ มาหาข้าได้เลย”
ลู่เฉินพยักหน้า จากนั้นประมุขตระกูลเทียนก็หันหลังจากไป
หลังจากนั้นชายหนุ่มก็นั่งขัดสมาธิลง แล้วบังคับใช้วิชาหมื่นวิญญาณ
ช่วงแรกทุกทิศทางนั้นเงียบสงัด ไม่พบสิ่งใดเลย แต่หลังจากผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป ลู่เฉินก็พบเงื่อนงำ แล้วยกยิ้มเล็กน้อย “คราวนี้ข้าจะดูว่าพวกเจ้าจะหนีอย่างไร”
ลู่เฉินลุกขึ้นยืน แล้วมุ่งหน้าไปยังทิศทางหนึ่ง
จนกระทั่งหนึ่งเค่อผ่านไป ชายหนุ่มมก็มาถึงริมหน้าผา ภูเขาน้ำแข็งแห่งหนึ่งแล้วหยุดลง เพราะใต้หน้าผาภูเขาน้ำแข็งนั้นมีโพรงเล็ก ๆ อยู่ และภายในมีอักขระค่ายกลสลักไว้
เนื่องจากภูตผีนั้นอ่อนแอมาก คนทั่วไปจึงแทบไม่สามารถค้นพบ การมีอยู่ของมันได้ แต่ลู่เฉินได้ค้นพบแล้ว
เพียงแต่ลู่เฉินไม่ได้รีบเข้าไปทันที แต่ให้กุ่ยเจี๋ยเข้าไปก่อน และมันก็ได้ลงมือจัดการ อักขระค่ายกลนั้นตามเจตนาของลู่เฉิน
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้น ลู่เฉินหยิบไข่มุกที่รวบรวมพลังจิตออกมา แล้วจัดวางรอบ ๆ บริเวณนั้น สุดท้ายใช้ภูเขาฟ้าเหมันต์รอบทิศทางเป็นค่ายกลขนาดใหญ่ เพื่อให้ไม่มีใครในสถานที่นั้นสามารถหลบหนีได้
แต่ชายหนุ่มก็ยังคงไม่วางใจ จึงเพิ่มอักขระยันต์บางส่วนเข้าไป
“คราวนี้ข้าจะดูว่าพวกเจ้าจะหนีอย่างไร” ลู่เฉินยิ้มอย่างลึกลับ แล้วบังคับใช้เคล็ดวิชาสายฟ้า วิญญาณพุ่งเข้าไปในโพรงนั้นทันที
ภายในโพรงนั้น ช่วงแรกมืดมิดไปทั่ว
แต่หลังจากเดินไปได้ระยะหนึ่ง ทุกทิศทางก็ค่อย ๆ มีแสงพลังจิตสีน้ำเงินปรากฏขึ้น และพลังจิตก็ยิ่งเข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ
สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ มองเห็นคนคนหนึ่งที่ยืนเฝ้าอยู่ที่นั่นด้วย
ชายผู้นี้สวมเกราะสีน้ำเงิน และยืนตระหง่านอยู่ตรงนั้น นิ่งสนิทราวกับรูปปั้นหิน
ทว่าเมื่อลู่เฉินปรากฏตัว ชายผู้นี้ก็หันหน้ามาอย่างกะทันหัน สายตาคมกริบจับจ้องไปทางลู่เฉิน”ใครกัน!”
“ข้าอยู่หน่วยปฏิบัติการ” ลู่เฉินเอ่ยเหตุผลขึ้นมาสุ่มสี่สุ่มห้า
“ข้ารู้จักหัวหน้าหน่วยปฏิบัติการทุกคน แต่ข้าไม่เคยเห็นเจ้ามาก่อนเลย” ชายผู้นั้นเริ่มระวังตัว และขณะความคิดแล่นผ่านจิตใจ สิ่งประหลาดลึกลับสีน้ำเงินก็ปรากฏขึ้น พร้อมห้อมล้อมลู่เฉินไว้
ขั้นแปลงเซียนระดับสมบูรณ์
แต่นั่นยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญ ประเด็นสำคัญคือฝ่ายตรงข้าม มีรากวิญญาณสวรรค์ธาตุน้ำ
ยิ่งไปกว่านั้น พลังวิญญาณภายในร่างกายของฝ่ายตรงข้าม ยังเต็มเปี่ยมอย่างเหลือล้น เพียงมองก็รู้ว่าไม่ใช่ขั้นแปลงเซียนธรรมดา
ลู่เฉินมองอีกฝ่ายครู่หนึ่ง แล้วหัวเราะพลางพูดว่า “ถึงกับเป็นขั้นแปลงเซียนสามรอบเลยทีเดียว”
“เจ้ามองออกงั้นหรือ?” ฝ่ายตรงข้ามแปลกใจอยู่บ้าง
“โดยทั่วไปแล้วขั้นแปลงเซียนมักจะทะลวงผ่านแค่หนึ่งรอบ แล้วเข้าสู่ขั้นต่อไปเลย แต่มีบางคนจงใจกดระดับพลังไว้ เพื่อให้วิญญาณผ่านการเปลี่ยนแปลงหลายรอบ และสามรอบนั้นจะทำให้วิญญาณ มีพลังมากกว่าวิญญาณทั่วไป อย่างน้อยหลายสิบเท่า” ลู่เฉินอธิบายทีละข้อ
“เจ้าเป็นใคร? เหตุใดจึงรู้เรื่องเหล่านี้?” ฝ่ายตรงข้ามรู้สึกสงสัยอย่างยิ่ง
ลู่เฉินยิ่งสงสัยมากกว่า “การเปลี่ยนแปลงวิญญาณนั้น ในมหาทวีปจิ่วโหยวแทบจะเป็นไปไม่ได้เลย ที่จะฝึกจนสำเร็จได้ แต่เจ้า… กลับสำเร็จได้!”
“เรื่องนั้นเจ้าไม่จำเป็นต้องรู้!” ฝ่ายตรงข้ามกล่าวด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ลู่เฉินได้ยินแล้วยกยิ้ม “งั้นข้าจะไม่บอกเจ้าเช่นกัน ว่าข้าเป็นใคร!”
“เช่นนั้นเจ้าก็ตายซะ!” ฝ่ายตรงข้ามพูดจบ สิ่งประหลาดลึกลับสีน้ำเงินนั้น ก็พ่นพลังความเย็นสีน้ำเงินออกมานับไม่ถ้วน พลังความเย็นเหล่านี้มีพลังมหาศาล หากไม่ใช่เพราะลู่เฉินรีบใช้ เคล็ดวิชาสายฟ้าวิญญาณทันที คงถูกแช่แข็งกลายเป็นก้อนน้ำแข็งไปแล้ว
แต่เมื่อฝ่ายตรงข้ามเห็นว่าลู่เฉินไม่เป็นอะไร สีหน้าก็ดูไม่ดีขึ้นมาทันที “เจ้าไม่ใช่ขั้นหลอมแก่นแท้ธรรมดา”
“เจ้าสามารถฝึกฝนจน เปลี่ยนแปลงวิญญาณต้นกำเนิดได้ ข้าย่อมสามารถฝึกหนทาง ที่แตกต่างออกไปได้เช่นกัน” ลู่เฉินยิ้มพลางมองอีกฝ่าย
“ข้าไม่สนว่าเจ้ารู้อะไรมา แต่ไม่ว่าอย่างไรเจ้าก็บุกรุกเข้ามาที่นี่ ย่อมต้องตาย!” ฝ่ายตรงข้ามพูดจบ ในมือก็ปรากฏกระบี่น้ำแข็งขึ้นมา แล้วฟาดออกไป พลังกระบี่มหึมาพุ่งออกมา และผนึกเงาวิญญาณสายฟ้าของลู่เฉินไว้
จากนั้นลู่เฉินก็พบว่า แม้จะใช้เคล็ดวิชาสายฟ้าวิญญาณ ก็ไม่สามารถทะลวงชั้นน้ำแข็งนี้ได้
สำหรับลู่เฉิน นี่นับว่าไม่ธรรมดาอย่างยิ่ง จึงยิ้มพลางพูดว่า “เล่าให้ฟังสักหน่อยเถอะ ว่าเจ้ามีที่มาที่ไปอย่างไร”
“เหตุใดข้าจะต้องบอกเจ้าด้วย?” ฝ่ายตรงข้ามกล่าวด้วยสายตาเย็นชา
ลู่เฉินเห็นว่าเขาไม่ยอมบอก จึงต้องถามผู้เฒ่าชิงรากวิญญาณ และหลังจากได้ฟังแล้ว ชายหนุ่มจึงยกยิ้มขึ้นมา “ข้ารู้แล้วว่าเจ้าเป็นใคร!”
“เจ้ารู้อะไร?” ฝ่ายตรงข้ามแสดงสีหน้าแปลกประหลาดขึ้นมา