ตำนานดาบเกมออนไลน์ - ตอนที่ 202 : ฉันยังตายไม่ได้!
“สวบสวบ…”
เสียงหญ้าเสียดสีกันดังอย่างต่อเนื่อง ขณะที่เงาของผู้
มาเยือนเริ่มแหวกออกมาทีละคน ภายใต้แสงจันทร์ที่
เคลื่อนตัวออกจากเมฆ เย่ฮวาขยับกริชในมือเล็กน้อยพลัน
ใช้สายตาจับจ้องไปยังกลุ่มคนที่เริ่มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
“แม่งเอ้ย! พี่ใหญ่บอกว่าอย่าปล่อยให้อีนั่นหนีไปได้นะ
โว้ย! รีบตามเร็วเข้า!!!” ชายคนหนึ่งพูดขึ้นพร้อมกับใช้
เหล็กในมือเหวี่ยงเข้าใส่เย่ฮวาอย่างไม่รีรอ
เขาโค้งตัวลงจนทำให้เหล็กผ่านศีรษะของตนไปอย่าง
เฉียดฉิว หลังจากนั้นกริชในมือก็แทงเข้าใส่หน้าขาของอีก
ฝ่ายอย่างแรง
ตอนที่ดึงกริชออกมาเลือดก็สาดกระจายจนเปื้อน
ใบมีดในมือของเขา ชายคนนั้นใช้มือกดแผลที่ขาของ
ตัวเองแล้วทรุดตัวลงกับพื้น ดวงตาสีแดงก่าทั้งคู่ของเย่ฮ
วากวาดตามองไปรอบๆ ขณะที่ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้เขา
แม้แต่คนเดียว
แบบนี้ก็ดีเหมือนกันเพราะจะได้ยื้อเวลาได้อีกหน่อย
ยิ่งมากเท่าไหร่มู่จื่อหานก็จะมีเวลามากขึ้นเท่านั้น ขอแค่
เธอออกไปได้อย่างปลอดภัยก็พอแล้ว ส่วนเขาจะขอสู้สุด
ชีวิตเพราะยังไงก็มีโอกาสที่จะรอดตายถึง 99%! คนมัน
หนังเหนียวอยู่แล้วให้ทำยังไงได้!
ด้านหลังของคนเหล่านั้นมีคนเดินเข้ามาอีกหนึ่งคน
เขาสวมใส่ชุดสูทสีแดงพร้อมกับคาบซิการ์ไว้ในปาก เป็น
เพราะอีกฝ่ายใส่แว่นดำจึงทำให้มองไม่เห็นดวงตาของเขา
อีกฝ่ายพูดด้วยน้าเสียงเยือกเย็นขึ้นมาว่า “ยังจะนิ่งอยู่อีก!
หักขามันสิวะ! ไปจับอีหนูนั่นมาให้ได้! ถ้ามันหนีไปได้ฉัน
ฆ่าพวกแกแน่!!!”
ทันใดนั้นกลุ่มชายฉกรรจ์ก็พุ่งตัวเข้าใส่เย่ฮวาทันที
ส่วนคนที่เหลือก็รีบพุ่งตัวตามเข้ามาติดๆ เลือดของเขาพุ่ง
ออกมาจากปากหลังจากถูกซ้อมอย่างหนัก ในมือรู้สึกได้
ถึงความเจ็บปวดและรับรู้ได้ถึงพละกำลังที่แผ่วลง ทว่าเขา
ก็ยังฮึบสู้แล้วพุ่งตัวเข้าใส่ผู้ชายที่อยู่ด้านหน้าสุดอย่างไม่
ยอมแพ้!
อีกฝ่ายเห็นเย่ฮวาไม่ยอมถอยแต่กลับพุ่งตัวเข้ามา
ด้านหน้าอย่างไม่หวาดกลัว เขาก็เกิดอาการลังเลขึ้น
เล็กน้อยก่อนจะยกเหล็กขึ้นมาแล้วฟาดเข้าใส่เย่ฮวาทันที
ยังไม่รอที่ท่อนเหล็กนั้นจะฟาดเข้าใส่ เย่ฮวาก็รีบใช้เท้า
เตะไปที่ท้องน้อยของเขาจนลงไปนอนกองอยู่ที่พื้นโดยไม่
ทันตั้งตัว
ชายฉกรรจ์อีกจำนวนหนึ่งเริ่มเข้ามาล้อมตัวเขาไว้ เย่ฮ
วาใช้กริชวาดไปรอบๆ จนแทงเข้าใส่บ่าของใครบางคน
อย่างแรงก่อนจะใช้ศีรษะของตัวเองกระแทกเข้าใส่หน้า
ของอีกฝ่ายจนถอยออกไป อีกฝ่ายทรุดตัวลงกับพื้น แม้ว่า
ตอนนี้จะตกอยู่ในอันตรายแต่เย่ฮวาก็ไม่ได้คิดที่จะฆ่าคน
เหล่านี้ให้ตาย กริชที่ส่งออกไปแต่ละครั้งไม่ได้จ่อเข้าใส่จุด
ที่เป็นอันตราย เขาเพียงแค่ทำให้อีกฝ่ายสูญเสียการทรง
ตัวไปชั่วขณะเท่านั้น
“ปีก!”
ไม้ตะบองฟาดเข้าใส่บ่าของเย่ฮวาอย่างแรง ในเวลา
เดียวกันเขาก็รู้สึกได้ถึงความร้อนตรงบริเวณศีรษะของ
ตนเอง และรู้สึกได้ถึงเลือดในร่างกายที่กำลังพลุ่งพล่าน
หลักการและเหตุผลได้ถูกกลืนเข้าไปจนหมดแล้ว เย่ฮวา
เริ่มเปล่งเสียงคำรามออกมาราวกับสัตว์ร้ายพร้อมกับใช้
กริชในมือกวัดแกว่งเข้าใส่กลุ่มคนที่กำลังล้อมตัวไว้!
เย่ฮวาเห็นชายสามคนกำลังวิ่งตามมาจากทาง
ด้านหลัง ความบ้าคลั่งบนตัวของเขาในเวลานี้แม้แต่ตัวเอง
ก็ยังรู้สึกหวาดกลัวเช่นกัน เขารับหมัดและไม้ตะบองจาก
คนเหล่านั้นที่กำลังฟาดเข้าใส่อย่างไม่ยั้ง เขาแผดเสียง
ออกมาแล้วพุ่งตัวเข้าใส่สามคนที่อยู่ตรงหน้า จนทำให้คน
เหล่านั้นพากันกระจัดกระจายออกไปทันที หลังจากนั้น
เขาก็ดีดตัวขึ้นพลันเตะเข้าใส่ร่างของหนึ่งในนั้นแล้วใช้
กริชแทงเข้าใส่หลังบ่าของอีกฝ่าย ตามมาติดๆ ด้วยหมัดที่
ซัดเข้าใส่ยอดชายอย่างไร้ซึ่งความปราณี
เย่ฮวาไม่หยุดเพียงเท่านั้น หลังจากลุกขึ้นเขาก็พุ่งตัว
เข้าใส่ชายฉกรรจ์คนที่สองทันที ตอนที่อีกฝ่ายเห็นว่าเย่ฮ
วาเข้าใกล้ หมอนั่นก็ฟาดไม้เข้าใส่เขา ทว่าเขาไม่ได้คิดที่
จะหลบการโจมตีแต่ปล่อยให้ไม้นั้นฟาดเข้าใส่กลางอกจน
เผลอร้องออกมา เขาใช้เท้าเตะเข้าใส่อีกฝ่ายแล้วเหยียบ
ร่างของมันลงกับพื้น ทันใดนั้นกริชอีกเล่มก็ถูกส่งเข้ามาที่
กลางอกของเย่ฮวา!
ทันทีที่เบี่ยงตัวออกกริชก็ถูกปักลงบนบ่าซ้ายอย่างแรง
ความรู้สึกเจ็บปวดแผ่ซ่านเข้าสู่ร่างกาย ความเกรี้ยวกราด
ทวีคูณมากขึ้น ขณะที่เหตุผลที่เคยมีก่อนหน้านี้ได้มลาย
หายไปราวกับถูกไฟเผาไหม้จนไม่หลงเหลืออยู่อีกต่อไป
เย่ฮวาหันกลับไปกัดแขนของอีกฝ่ายอย่างแรงจนหมอ
นั่นเปล่งเสียงร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด หลังจากนั้น
หมัดหนักก็ส่งเข้าไปที่หน้าของอีกฝ่าย ตอนที่เห็นว่าอีก
ฝ่ายพยายามตะเกียกตะกายเพื่อที่จะลุกขึ้นมาจากพื้น
เขาก็ใช้เท้าเตะเข้าใส่อีกครั้งจนร่างของมันนอนแน่นิ่งไป
ส่วนชายคนสุดท้ายอยู่ห่างจากเย่ฮวาค่อนข้างมาก
หลังจากจัดการกับสองคนแรกได้แล้ว ชายฉกรรจ์อีกสิบ
กว่าคนที่อยู่ด้านหลังก็กำลังตามไล่ล่าเขามา ตอนนี้พบ
ค้นพบศักยภาพของตัวเองแล้ว และเขาก็ไม่ได้รู้สึกเหนื่อย
หรือเจ็บปวดอะไร บางทีอาจจะเป็นเพราะความโกรธและ
อาการชาจากบาดแผล จึงทำให้เขาสามารถวิ่งเข้าใส่คน
เหล่านั้นได้อย่างรวดเร็ว
ใครจะไปคิดว่าตอนที่อีกฝ่ายเห็นว่าเย่ฮวากำลังพุ่งตัว
เข้าใส่ จู่ๆ เขาก็หมุนตัวแล้วใช้กริชแทงเข้าใส่ช่วงลำคอ
ของเย่ฮวา เย่ฮวาเบี่ยงตัวไปด้านข้างจนทำให้กริชผ่าน
หน้าไปอย่างเฉียดฉิว หลังจากนั้นเย่ฮวาก็ใช้กริชแทงเข้าที่
ช่องท้องของอีกฝ่ายอย่างแรง แล้วผลักเขาลงไปนอนกอง
อยู่ที่พื้นพร้อมกับใช้ขาเหยียบไปที่ข้อมือของอีกฝ่ายจน
กริชในมือของเขากระเด็นออกไป เย่ฮวาใช้เท้าเตะเข้าที่
หน้าของเขาซ้าเข้าไปอีกครั้ง ในที่สุดชายคนนี้ก็ลงไปนอน
แน่นิ่งหมดสติไป
“ปัง!”
เสียงดังลั่นขึ้นอีกครั้งพร้อมกับศีรษะของเย่ฮวาที่ถูก
ฟาดอย่างแรงจนหูอื้อไปชั่วขณะ ร่างของเขาเซไปมา
ขณะที่หลังของเขารับรู้ได้ถึงแรงกระแทกจากอะไร
บางอย่างจนเสียหลักและทรุดตัวลงกับพื้น
ภาพตรงหน้ากลายเป็นสีดำชั่วขณะ สมองของเย่ฮวา
ราวกับมีสารตะกั่วจำนวนมากกำลังหมุนวนอยู่ภายในนั้น
อย่างต่อเนื่อง เพียงชั่วพริบตาเดียวแรงกระแทกก็ถาโถม
เข้าใส่ร่างของเขาราวกับห่าฝนที่โหมกระหน่าลงมา กริช
ในมือของเย่ฮวาถูกเตะจนกระเด็นลอยออกไปแล้ว และ
เขาก็ไม่รู้ว่ามันปักไปโดนใคร แต่ที่แน่ๆ คือมีเสียงร้องของ
ใครบางคนกำลังร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
เย่ฮวาดึงกริชที่ปักอยู่บนไหล่ซ้ายของตัวเองแล้วแทง
ไปด้านหน้า คนเหล่านั้นพากันถอยกรูไปด้านหลัง สายตา
ของเย่ฮวามองไปยังเงาที่อยู่ตรงหน้าซึ่งมีจำนวนมากขึ้น
เรื่อยๆ ตอนนี้เขารู้สึกได้ถึงจำนวนคนที่มีมากจนนับไม่
ถ้วนที่กำลังรายล้อม ซึ่งสายตาของคนเหล่านั้นดูชั่วร้าย
และหมายจะปลิดชีพของเขาทันทีที่มีโอกาส!
ร่างของเย่ฮวาแกว่งไปมาราวกับควบคุมตัวเองไม่ได้
ดวงตาทั้งคู่หนักอึ้งราวกับมีหินมาถ่วงไว้ ความรู้สึกเหนื่อย
ล้าถาโถมเข้าใส่จนทำให้เขาอยากจะหลับกลางอากาศ
และหากเขานอนหลับไป ฝันร้ายก็คงจะเข้าจู่โจมทันที
เช่นกัน
ด้านหลังของเย่ฮวายังมีหญิงสาวอีกคนที่กำลังวิ่ง
ออกไปอย่างไม่หยุด เธอวิ่งห่างจากเขามากขึ้นเรื่อยๆ
ฉับพลันนั้นดวงตาของเขาก็เห็นร่างที่น่ารักของเสี่ยวหยู่
เย่ฮวาจึงยื่นมือออกไปหวังจะสัมผัสเธอ ทว่าภาพตรงหน้า
กลับไกลเกินเอื้อม ชั่วขณะหนึ่งเขาได้ร้องไห้ออกมา และ
รู้สึกได้ว่าน้าตาที่ไหลทะลักออกมากำลังท่วมท้นอยู่ภายใน
ใจ
เสี่ยวหยู่…การจากไปของเธอฉันไม่สามารถที่จะ
เปลี่ยนแปลงหรือทำอะไรได้อีกแล้ว แต่ตอนนี้ฉันกำลัง
แบกรับชีวิตของหญิงสาวอีกคนหนึ่งไว้ด้านหลัง และฉัน
ต้องทำอย่างสุดความสามารถเพื่อที่จะช่วยเธอให้ได้
ดังนั้นวันนี้หากฉันยังเหลือลมหายใจอีกเฮือกหนึ่ง ฉันก็จะ
สามารถต้านคนชั่วเหล่านี้ได้!
“ย๊ากกก!!!”
เย่ฮวาแผดเสียงอย่างบ้าคลั่งพร้อมกับพุ่งตัวเข้าใส่
กลุ่มคนเหล่านั้น ทว่าทันใดนั้นเขาก็เห็นเงาใหญ่เงาหนึ่ง
กำลังพุ่งตัวมาดักหน้าเขาไว้ เสียง “ปัง” ดังขึ้นพร้อมกับ
ร่างของเย่ฮวาที่กระเด็นลอยออกไปไกลก่อนจะกระแทก
ลงกับพื้นอย่างแรง ในเวลาเดียวกันเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น——
ไอ้เด็กนี่…ไม่กลัวตายจริงๆ…เอามันให้ตาย…อย่าให้
หนีไปได้…จับมันไว้…
เย่ฮวาแทบจะหมดกำลังลง ความโกรธและไฟที่โชก
โชนอยู่ภายในใจเมื่อครู่ได้หายไปหมดสิ้นแล้ว ตอนนี้สมอง
ของเย่ฮวามีเพียงเสียงเดียวที่ยังคงดังอยู่ภายในนั้น…ตาย
ไม่ได้เด็ดขาด!
เย่ฮวาลุกขึ้นด้วยท่าทางทุลักทุเลก่อนจะจับท่อนเหล็ก
ที่อยู่ที่พื้น ฉับพลันหนึ่งในนั้นก็แผดเสียงคำรามออก
มาแล้ววิ่งอ้อมมาทางเย่ฮวาก่อนจะใช้ท่อนเหล็กฟาดเข้า
ใส่เขาไม่ยั้ง
มุมปากของเย่ฮวามีเลือดไหลซิบลงมา ขณะที่ลุกขึ้น
ยืนและลากท่อนเหล็กในมือ พร้อมกับมองไปยังเงาหนึ่งที่
ห่างออกไปไม่ไกลด้วยสายตาเย็นชา
“ปัง!”
ร่างของเย่ฮวาเกิดแรงสั่นสะเทือนขึ้นพร้อมกับเสียง
บางอย่างที่ดังขึ้นข้างหู เขารู้สึกได้ถึงความเจ็บปวดที่แล่น
ขึ้นศีรษะของตัวเอง ดูเหมือนว่าจะเป็นแผลใหม่ที่ได้รับ
เมื่อครู่
เย่ฮวายื่นมือออกมาลูบที่บริเวณหน้าอก ก็สัมผัสได้ถึง
ของเหลวที่ทั้งหนืดและอุ่น หรือว่า…จะถูกยิง……
เย่ฮวาใช้ท่อนเหล็กปักลงสู่พื้นดินขณะที่เข่าข้างหนึ่ง
ทรุดลงกับพื้น ขณะที่แหงนหน้าขึ้นมาเขาก็พบว่าชายที่
สวมใส่ชุดสูทสีแดงกำลังก้าวเท้ามาตรงหน้าตนอย่างช้าๆ
พร้อมกับใช้กระบอกปืนจ่อมาที่กลางอกของเขา ทันทีที่
เห็นกระบอกปืน สายตาของเขาก็จ้องมองไปที่ปาก
กระบอกปืนทันที
เย่ฮวาใช้พลังทั้งหมดที่มีพุ่งเข้าใส่ชายที่อยู่ตรงหน้า
ทว่าเขากลับรู้สึกราวกับตัวเองกำลังตกอยู่ในห้องใต้ดินที่
ทั้งเย็นและมืด เขาหลับตาลงขณะที่ร่างกายยังคงถูกโจมตี
เข้าใส่ บางทีตอนนี้ร่างของเขากำลังถูกยิงก็เป็นได้
ความรู้สึกชาและร้อนผ่าวแผ่ซ่านไปทั่วทั้งร่างกาย ตอนนี้
รู้สึกชาไปทั่วทั้งตัวแล้ว สมองขาวโพลนไร้ซึ่งความรู้สึก
เขาเห็นร่างของหญิงสาวคนหนึ่งกำลังโบกมือให้กับตน…
เสี่ยวหยู่เหรอ? หรือว่ามู่จื่อหาน?
ตอนนี้จะเป็นใครไม่สำคัญ เพราะเขาไร้เรี่ยวแรงและ
รู้สึกเหนื่อยล้าเต็มทีแล้ว ขอแค่ได้นอนเพียงครู่เดียว เพียง
แค่ครู่เดียวเท่านั้น…
“ไอ้หน้า….!!!” เสียงที่คุ้นเคยดังขึ้นข้างหู เย่ฮวารู้สึก
ราวกับได้ยินเสียงของเจ้ากวาจื่อ คงจะฝันไปสินะ…
รอบตัวของเย่ฮวามีเสียงของคนกำลังวิ่งผ่านไปอย่าง
ไม่หยุด ดูเหมือนว่ากำลังมีการต่อสู้กันเกิดขึ้น
สัญชาตญาณของเขาบอกตัวเองแบบนั้น เย่ฮวารู้สึกได้ว่า
มีผู้หญิงกำลังกอดตัวเองและร้องห่มร้องไห้ออกมา เขา
สามารถรับรู้ได้ถึงความอบอุ่นและน้าตาที่หยดลงบนหน้า
ของตน
อยากลืมตาขึ้นมาเหลือเกิน ทันใดนั้นเขาก็รู้สึกว่ามีใคร
บางคนกำลังลากขาทั้งคู่ของเขาลงนรก ช่างมืดมิดและ
โดดเดี่ยว…ยังไม่อยากไป…แต่ก็ไม่มีแรงที่จะต่อต้าน
นี่ฉัน…ตายแล้วเหรอ?
………………………..
หมอกขาวโพลนตกลงมาจากฟากฟ้าจนทำให้เสื้อคลุม
ถูกเปื้อนด้วยหมอกที่ขาวโพลน แสงอาทิตย์ที่หายลับขอบ
ฟ้าทำให้ท้องฟ้ามืดครึ้ม ทว่าพื้นดินที่ขาวโพลนด้วยหิมะ
แห่งนี้กลับยังมีแสงสว่างเหลือทิ้งไว้ ยังคงมีแสงสว่างอยู่
รอบๆ
รอยเท้าสองสามรอยปรากฏตรงทางเดินที่อยู่ภายใน
ซอยเล็กๆ แห่งหนึ่ง ภายในซอยเล็กแห่งนี้มีหญิงสาวคน
หนึ่งกำลังยืนพิงกำแพงและมองชายหนุ่มสองคนที่อยู่
ตรงหน้า พวกเขายิ้มออกมาจนเผยให้เห็นฟันเหลืองอ๋อย
ระหว่างที่กำลังพูดคุยกันก็ได้กลิ่นของเหล้าที่เหม็นคลุ้งไป
ทั่ว
“ทำไมไม่หนีแล้วล่ะ?” หนึ่งในนั้นพูดกับหญิงสาวที่มี
ใบหน้าขาวซีดพร้อมกับแกว่งมีดเล็กในมือไปมา
ชายอีกคนแย่งมีดเล็กจากอีกฝ่ายแล้วเสียบกลับเข้าไป
ในกระเป๋า “อย่าเอาออกมาสุ่มสี่สุ่มห้าสิวะ เดี๋ยวน้องสาว
คนนี้ก็ตกใจแย่สิ”
“ก็จริง!”
ชายคนนั้นก้าวเท้าเข้ามาใกล้หญิงสาวที่กำลังร้องห่ม
ร้องไห้ ทันใดนั้นร่างของเธอก็หลบพวกเขาทั้งสองด้วย
ความหวาดกลัว ฝ่ามือใหญ่ของชายคนนั้นผลักเธอไปที่มุม
กำแพงพร้อมกับด่า “กูอุตส่าห์จะเล่นด้วย! อย่ามาทำเป็น
เล่นตัวไปหน่อยเลย!!!”
พูดจบฝ่ามือของอีกฝ่ายก็ยกขึ้นสูงเตรียมที่จะฟาดลง
บนใบหน้าของเธอ ตอนที่หญิงสาวกำลังหลับตาเพื่อรับ
แรงปะทะบนใบหน้า เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นพร้อมกับลมเย็นๆ
ที่กำลังจะปะทะเข้าใส่ใบหน้าของหญิงสาวก็หยุดลง เธอ
ลืมตาขึ้นมามองก็พบว่ามีฝ่ามือของชายคนหนึ่งกำลังจับ
ข้อมือของอีกฝ่ายไว้
ทันทีที่ถูกขัดขวางชายคนนั้นก็ถูกผลักจนลงไปนั่งอยู่ที่
พื้นทันที ส่วนชายอีกคนที่กำลังจะแก้แค้นให้กับเพื่อน
ตัวเองก็ถูกเตะเข้าใส่จนเลือดกำเดาไหลออกมา
มือของชายปริศนาคว้าข้อมือของหญิงสาวไว้ หญิง
สาวมองดูเขาด้วยสีหน้าตกตะลึง ทว่ากลับยอมปล่อยให้
อีกฝ่ายจับมือของเธอแต่โดยดี
หญิงสาวคนนั้นชื่อว่าเมิ่งเสี่ยวหยู่และเป็นดาวของ
โรงเรียนมัธยมปลายที่อยู่ใกล้ๆ และผู้ชายปริศนาคนนั้นมี
ชื่อว่าเย่ฮวา เขาคือเด็กผู้ชายเกเรคนหนึ่งที่อยู่ชั้นเรียน
เดียวกันกับเธอ
ชายคนนั้นแหงนหน้ามองเมฆที่อยู่ด้านบนพร้อมกับ
ยิ้มออกมาก่อนจะพูดพึมพำกับตัวเองว่า “ที่แท้…เมื่อก่อน
ฉันก็ขี้เก๊กเหมือนกันนะเนี่ย”