ตำนานดาบเกมออนไลน์ - ตอนที่ 415 : กังวล
“ฟึบ!”
เสียงเบาๆ ดังขึ้นขณะยื่นมือออกไปรับหอกที่กำลัง
ทะยานเข้ามา จากนั้นเขาก็ยิ้มเยาะจวินปู๋ป้าย “นายคิดจะ
ฆ่าฉันงั้นเหรอ?”
เย่ฮวาใช้ฝ่ามือด้านซ้ายปะทะเข้าที่กลางอกของอีก
ฝ่ายจนทำให้จวินปู๋ป้ายถอยผงะออกไป แต่เนื่องจากเป็น
เพียงแค่การผลักจึงไม่นับว่าเป็นการโจมตีและไม่เกิดค่าดา
เมจใดๆ
“ฟึบ!”
คำสั่งกายาทองราชาศักดิ์สิทธิ์ถูกเปิดใช้งาน
บรรยากาศรอบตัวเริ่มเกิดแรงกดดันขึ้นจนทำให้ทุกคนเริ่ม
หายใจติดขัด
พลังงานที่ถูกส่งออกมาไม่เพียงแต่จะสร้างแรงกดดัน
ให้กับเป้าหมายเท่านั้น แม้แต่ความสามารถในการต่อสู้ก็
ลดลงด้วยเช่นกัน ด้วยแรงกดดันที่เกิดขึ้นนี้ทำให้เย่ฮวา
ไหวตัวได้เร็วมากเป็นพิเศษ
จวินปู๋ป้ายหยุดนิ่งอยู่กับที่และมองมาที่เขาด้วยสายตา
เย็นชา เย่ฮวาจ้องมองอีกฝ่ายขณะยกมือขวากราชากเข้า
ที่กลางลำคอของนักฆ่าที่โผล่มาจากทางด้านหลังของเขา
ตอนที่เย่ฮวายกร่างของอีกฝ่ายขึ้นจากพื้น เขาก็หันไปยิ้ม
ให้จวินปู๋ป้าย “ถึงเวลาตายของนายแล้ว~”
พูดจบเขาก็ดีดนิ้วครั้งหนึ่ง เสียงร้องของจวิ้นปู๋ป้ายดัง
ขึ้นพร้อมกับทรุดตัวลงกับพื้นด้วยท่าทางอ่อนแรง
“782,493”
ร่างของจวินปู๋ป้ายเปลี่ยนเป็นเงาสีขาวและถูกส่งกลับ
เมืองไป เย่ฮวาก็คลายมือขวาเพื่อปล่อยร่างของนักฆ่าลง
กับพื้น เขากวาดตามองทุกคนและพูดด้วยน้าเสียงเยือก
เย็น “วันมรืนกองทัพอันเดดจะบุกเข้ามาในดินแดนของ
เราแล้ว หลังจากนี้อีกสองอาทิตย์สงครามกลางเมืองก็จะ
เกิดขึ้นอีกครั้ง ฉันไม่อยากให้ผู้เล่นในเซิร์ฟเวอร์จีน
เลเวลลดในเวลานี้ ถ้าพวกนายรู้ขอบเขตความสามารถ
ของตัวเองว่าอะไรควรอะไรไม่ควรก็รีบไปซะ ก่อนที่ฉันจะ
เปลี่ยนใจ!”
เมื่อได้ยินคำพูดของเขากลุ่มผู้เล่นก็หมุนตัวหนีออกไป
จากที่นี่ทันที เย่ฮวากระตุกยิ้มด้วยความพึงพอใจ ทำตัว
เท่ๆ แบบนี้ก็รู้สึกเจ๋งไม่เบาเลยแหะ
เมื่อกี๊เขาเพิ่งจะเปิดใช้สกิลจากคำสั่งราชาศักดิ์สิทธิ์ไป
ซึ่งสามารถทำให้เป้าหมายเข้าสู่โหมดความตายได้
หลังจากเปิดใช้งาน 3 วินาที ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ค่าพลัง
ชีวิตของจวินปู๋ป้ายกลายเป็นศูนย์และถูกส่งกลับเมืองไป
ทันที ไม่เข้าใจเลยทั้งๆ ที่มีค่าพลังชีวิตไม่ถึง 800,000
พอยท์ จวินปู๋ป้ายไปเอาความฮึกเหิมเหล่านี้มาจากไหน
กัน?
ผู้เล่นที่อยู่รอบๆ หนีกระเจิงออกไปแล้ว เขาจึงนำเม่
ยเอ๋อร์กลับไปเก็บแร่คริสตัลภูตผีภายในเหมืองแร่อีกครั้ง
ระหว่างที่กำลังจัดการกับมอนสเตอร์เขาก็เปิดกระทู้
สนทนาอ่านไปพลางๆ ทุกคนต่างพูดคุยกันเกี่ยวกับ
สงครามกลางเมือง กองทัพอันเดด และเรื่องที่น่าสนใจ
ภายในเกม ช่วงบ่ายเวลาผ่านไปอย่างเชื่องช้า เพื่อไม่ให้
เสียเวลาเขาจึงบอกให้กวาจื่อส่งข้อมูลเกี่ยวกับกิลด์หาน
เยว่เหมิงให้เขา
กิลด์หานเยว่เหมิงพัฒนามาไกลแล้ว และกลายเป็น
กิลด์ใหญ่อันดับหนึ่งของเซิร์ฟเวอร์จีนอย่างแท้จริง กิลด์
หลักในตอนนี้เลเวล 7 แล้วซึ่งเป็นรองจากกิลด์อายฮว่า แต่
เหนือกว่ากิลด์โม่อี้หลงส่าว
กิลด์หลักเลเวล 7 สามารถรองรับผู้เล่นได้ 50,000 คน
กิลด์ย่อยที่มีขนาดรองลงมามีเลเวลสูงถึง 5 และ 6 แล้ว
กิลด์หานเยว่เหมิงมีกิลด์ย่อยทั้งหมด 31 กิลด์ ซึ่งถ้าหาก
นับรวมเข้าด้วยกันก็น่าจะมีจำนวนผู้เล่นเกือบ 200,000
คน จึงทำให้เป็นกิลด์ที่มีจำนวนผู้เล่นสูงที่สุดในเซิร์ฟเวอร์
จีน
จากข้อมูลที่กวาจื่อส่งมาให้ เย่ฮวาได้ตัดสินใจเลือกผู้
เล่นที่มีความสามารถภายในกิลด์ย่อยย้ายเข้ามาแทนที่ผู้
เล่นกิลด์หลักที่ไม่ค่อยออนไลน์หรือมีความสามารถย่าอยู่
กับที่ กิลด์หลักต้องการคุณสมบัติของผู้เล่นระดับสูงที่สุด
เท่านั้น ถ้าหากต้องการอยู่ในกิลด์หลักต่อไปก็ต้องพัฒนา
ตัวเองอย่างต่อเนื่อง
ทุกๆ ครึ่งเดือนกิลด์หลักและกิลด์ย่อยจะมีการ
สับเปลี่ยนผู้เล่นหนึ่งครั้ง ซึ่งเหลือเวลาอีกไม่กี่วันก่อนที่จะ
เปลี่ยนกลุ่มผู้เล่นใหม่ เขาเป็นคนตัดสินใจเลือกผู้เล่นด้วย
ตัวเองเพื่อลดภาระให้กับเจ้ากวาจื่อ ช่วงนี้กวาจื่อทำหน้าที่
ดูแลกิลด์หานเยว่เหมิงแทนเขาจนคล้ายกับจะเป็นหัวหน้า
กิลด์อยู่แล้ว ถ้าหากไม่ใช่เพราะความแข็งแกร่งที่เขามีอยู่
ป่านนี้คงถูกหมอนี่แย่งตำแหน่งหัวหน้ากิลด์ไปนานแล้ว
ช่วงบ่ายผ่านไปพร้อมกับค่าชื่อเสียงของเขาที่เพิ่มขึ้น
เกือบสิบล้าน เมื่อเห็นว่าถึงเวลารวมถึงสองสาวที่ออกจาก
ระบบไปแล้ว เขาจึงรีบออกจากระบบเพื่ออาบน้าแต่งตัว
และรีบออกจากห้องทันที
ตอนที่เดินออกมาจากห้องก็พบว่าสองสาวงามสวมใส่
ด้วยเสื้อเชิร์ตสีขาวแบรนด์เดียวกัน และกระโปรงสั้นสี
เขียวอ่อน แม้ว่าพวกเธอจะไม่ได้ประโคมเครื่องสำอางบน
ใบหน้าแต่ความสวยงามยังคงอยู่ ถึงจะอยู่กับพวกเธอมา
นานแต่ต้องยอมรับจริงๆ ว่าเมื่อเห็นพวกเธอแล้วก็อดรู้สึก
ราวกับถูกมนต์สะกดไม่ได้จริงๆ
พวกเขาเดินขึ้นรถไปพร้อมกัน โดยครั้งนี้เขานั่งอยู่
ด้านหลังและปล่อยให้สองสาวนั่งอยู่ด้านหน้า หลังจาก
ผ่านไปได้ไม่กี่นาทีลินดาก็ล็อคประตูบ้านและเดินมาขึ้นรถ
อันที่จริงลินดาก็ไม่คิดจะไปด้วย แต่เป็นเพราะเยว่
เอ๋อร์ใช้วาทศิลป์ของเธอหว่านล้อมจึงทำให้ลินดายอมมา
กับพวกเขา พวกเขาเห็นลินดาเป็นเพื่อนตั้งแต่แรกเริ่ม
ดังนั้นงานเลี้ยงในครั้งนี้จะทิ้งให้ลินดานั่งอยู่บ้านเพียง
ลำพังได้อย่างไรกัน
เย่ฮวายิ้ม “กวาจื่อกับซิงเหออยู่ด้วยกันแล้ว พวกเรา
ไปที่ร้านเลย”
“อื้อ” มู่จื่อหานพยักหน้าตอบกลับมา จากนั้นก็เร่ง
เครื่องเพื่อเดินทางเข้าเมืองทันที
เป็นเพราะพวกเขาออกเดินทางค่อนข้างเร็วและเลือก
ที่จะเดินทางในช่วงที่จารจรไม่ติดขัดจึงทำให้ทางค่อนข้าง
ปลอดโปร่ง ถ้าหากไม่ใช่เพราะเลือกเวลานี้ป่านนี้รถคงติด
แหง่กอยู่กับที่ไปนานแล้ว ตอนที่รถขับมาจอดที่หน้าประตู
ทางเข้าร้านอาหารทะเลก็พบว่ามีคนมายืนรออยู่ด้านหน้า
ร้านแล้ว
ที่แท้กวาจื่อก็และคนอื่นๆ ก็มาถึงที่นี่ตั้งนานแล้วสินะ
กวาจื่อเห็นพวกเขาก็รีบเดินมาต้อนรับทันที ตอนที่ลิน
ดาเดินลงมาจากรถ ซิงเหอและโม่ซางก็เดินมาประกบซ้าย
ขวาพร้อมกับยกมือขึ้นมาเกาะบ่าเธอและพูดด้วยรอยยิ้ม
“เฮ้เพื่อน! นายมาเป็นบอดี้การ์ดให้พี่ใหญ่ของพวกเรา
ใช่ป่ะ ร่างบึกดีนี่หว่า~”
โม่ซางยื่นมือออกมาตบอกของลินดาที่มีก้อนเนื้อนูน
ออกมา ทว่าตอนที่ฝ่ามือของเขาสัมผัสกับหน้าอกของเธอ
สีหน้าของเขาก็เปลี่ยนไป เขารีบถอยหลังออกไปสองก้าว
และดึงมือกลับมา จากนั้นก็พูดด้วยน้าเสียงตกตะลึง “ธะ
…เธอ…เธอเป็นผู้หญิงเหรอ?!”
ลินดาหน้าแดงระเรื่อ ทว่าเธอยังคงใช้สายตาที่เยือก
เย็นมองไปที่ซิงเหอซึ่งยังยืนอึ้งราวกับวิญญาณหลุดออก
จากร่าง เขารีบดึงมือกลับมาและยิ้มแหะๆ “เอ่อ…นาย…
เอ้ย…เธอ…ฉันไม่ได้ตั้งใจนะ…”
เย่ฮวายืนหน้าอึมครึมอยู่ใกล้ๆ สองคนนี้ชะตายังไม่ถึง
ฆาตสินะ ถ้าหากลินดาลงมือทำอะไรพวกเขาจริงๆ ป่านนี้
คงนอนกองอยู่ที่พื้นไปแล้ว
ลินดาไม่ได้สนใจพวกเขาแต่เลือกที่จะสงบสติอารมณ์
และเดินเข้าร้านไปพร้อมกับเย่ฮวาและคนอื่นๆ ตอนที่เดิน
ขึ้นมาถึงชั้นสองพวกเขาก็เข้ามาจับจองที่นั่งซึ่งเป็นโต๊ะ
สำหรับเจ็ดคน ก่อนหน้านี้กวาจื่อสั่งกุ้งมังกรห้ากิโล หอย
นางรมจานใหญ่ อาหารทะเลเผาหนึ่งชุด และเบียร์อีกหนึ่ง
ลังเตรียมไว้แล้ว แม้ว่าจะรู้สึกว่ามันจะมากเกินไปหน่อย
แต่ในเมื่อนานๆ ทีจะได้รวมตัวกันสักครั้งเขาจึงไม่ขัดข้อง
อีกอย่างเขารู้ดีว่าเจ้ากวาจื่อเป็นคนกินจุขนาดไหน ถ้าหาก
หมอนั่นตกมันขึ้นมาแม้แต่จานก็คงแทะเข้าไปด้วย กุ้ง
มังกรแค่ห้ากิโลไม่พอยาไส้เขาหรอก
เป็นเพราะที่นี่มีลูกค้าค่อนข้างมาก อีกทั้งยังเป็น
ร้านอาหารใจกลางเมืองที่มีชื่อเสียง ดังนั้นจึงต้องจอง
ล่วงหน้าก่อนที่จะมาที่นี่ ด้วยเหตุนี้เพียงไม่นานกุ้งมังกร
หอมๆ ก็ถูกเสิร์ฟขึ้นโต๊ะ
กุ้งมังกรเนื้อใสๆ ตัวแดงๆ ส่งกลิ่นหอมเตะจมูก กวาจื่
อมองมันด้วยดวงตาเป็นประกายอีกทั้งยังทำท่าราวกับ
น้าลายจะสอ แต่ถึงจะหิวมากขนาดไหนทุกคนก็ยังรอให้
เย่ฮวาเริ่มเปิดเป็นคนแรก เขาหยิบตะเกียบขึ้นมาและพูด
ด้วยรอยยิ้ม “กินสิ ไม่ต้องเกรงใจคนกันเองทั้งนั้น”
สิ้นสุดเสียงของเขาเจ้ากวาจื่อก็ใช้ตะเกียบคีบกุ้งมังกร
เข้าปากและเคี้ยว “หงับๆ ” อยู่สองสามครั้งจากนั้นก็กลืน
ลงคอราวกับเทลงกระเพาะ เย่ฮวายังเป่าปากเพื่อระบาย
ความร้อนออกจากตัวกุ้งอยู่เลย แต่หมอนั่นกลับกินเข้าไป
ทั้งตัวโดยไม่คิดแม้แต่จะปลอกเปลือกด้วยซ้า
เยว่เอ๋อร์ยกมือลูบคาง “เย่ฮวา กวาจื่อเป็นแบบนี้
ตลอดเลยเหรอ?”
เย่ฮวายิ้ม “ไม่ขนาดนั้น ก็มีบ้างที่ไม่ได้เป็นแบบนี้…”
“ให้ตายเถอะ…”
หลังจากนั้นทุกคนก็นั่งกินและดื่มกันอย่างสนุกสนาน
เนื่องจากมู่จื่อหานเป็นคนกระเพาะเล็กและเธอกินข้าวได้
ค่อนข้างน้อย เธอจึงเปลี่ยนมานั่งแกะเปลือกกุ้งให้เย่ฮวา
แทน หลังจากนั้นก็ป้อนกุ้งเข้าปากเขาตัวแล้วตัวเล่า ช่าง
เป็นการเติมความหวานภายในใจได้อย่างเต็มเปี่ยมจริงๆ
เยว่เอ๋อร์ที่นั่งอยู่ข้างๆ กำลังแทะปลาอย่างเอร็ดอร่อย
จนปากมันวาว ตอนนี้เธอกลายเป็นคู่แข่งของเจ้ากวาจื่อ
และกำลังแย่งกันกินปลาย่าง สองคนนี้กินเร็วจริงๆ
ตอนที่ทุกคนกำลังเปิดศึกแข่งขันกินอาหารอย่าง
เพลิดเพลิน มู่จื่อหานก็หันมากระซิบข้างหูเขาด้วยใบหน้า
แดงระเรื่อ “ฉันไปเข้าห้องน้าแป๊บหนึ่งนะ”
เขาถาม “ให้ไปเป็นเพื่อนไหม?”
“ไม่ต้องหรอก~”
มู่จื่อหานยิ้ม “ฉันไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ”
“อืม”
จากนั้นเธอก็เดินลงไปชั้นล่างเพื่อเข้าห้องน้า เย่ฮวาจึง
หันมาคุยเกี่ยวกับเรื่องที่น่าสนใจภายในเกมกับซิงเหอต่อ
ส่วนลินดายังคงนั่งกินเบอร์เกอร์ทะเลห้าหกชิ้นพร้อมกับ
จิบนมอีกแก้วด้วยท่าทางอิ่มเอมใจ
ผ่านไปราวๆ 5 นาทีก็ยังไม่เห็นมู่จื่อหานเดินกลับมา
เขาจึงเริ่มเกิดความกังวลใจขึ้น “พวกนายคุยกันไปก่อนนะ
ฉันขอไปดูเสี่ยวหานก่อน”
ลินดารีบลุกขึ้นยืน “ฉันไปด้วย”
เย่ฮวายิ้ม “ไม่ต้องหรอก ฉันแค่อยากไปดูน่ะว่าทำไม
เธอยังไม่ขึ้นมา ที่นี่ไม่น่าจะมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นหรอก”
หลังจากเดินลงมาด้านล่างเขาก็รีบเดินไปที่หน้า
ห้องน้าทันที ตอนที่มาถึงก็พบว่ามีป้าแม่บ้านกำลังถูพื้นอยู่
เย่ฮวาหยิบโทรศัพท์และยื่นภาพคู่ของเขาและมู่จื่อหาน
เพื่อถามแม่บ้าน “พี่ครับ เห็นผู้หญิงคนนี้ไหมครับ?”
ป้าแม่บ้านหยุดภารกิจในมือและเหลือบมองภาพใน
โทรศัพท์ “เธอคือแฟนของสาวน้อยคนนี้สินะ หล่อ
เหมือนกันนะเนี่ย”
เย่ฮวายิ้มแห้งตอบกลับไป ป้าแม่บ้านหมุนตัวและชี้ไป
ที่ทางเดินที่อยู่ข้างๆ “เมื่อกี๊ฉันเห็นเธอเดินคุยโทรศัพท์ไป
ทางนั้นน่ะ”
หลังจากกล่าวขอบคุณเย่ฮวาก็เดินไปที่ทางเดินทันที
เมื่อผ่านทางเดินก็จะเป็นจุดสำหรับจอดรถของร้านอาหาร
แห่งนี้
ที่จอดรถใต้ดินมีพื้นที่ค่อนข้างกว้างขวาง ตอนที่เขา
เดินลงมาก็กวาดตามองไปรอบๆ เพื่อตามหามู่จื่อหาน
ทว่าที่นี่กลับไม่มีใครเลยและเงียบมาก ตอนที่เขากำลัง
ตามหาเธอ จู่ๆ เสียงโทรศัพท์ของเขาก็ดังขึ้น ตอนที่มอง
หน้าจอเขาก็รู้สึกว่ามีเสียง ‘วิ๊งๆ’ ดังข้างหู
โทรศัพท์ที่เขาและมู่จื่อหานใช้คือยี่ห้อหลิงอิน 6S
PLUS ที่คุณมู่พ่อของมู่จื่อหานมอบให้ โทรศัพท์เครื่องนี้มี
ระบบขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน หลังจากที่โทรศัพท์ของ
ใครคนใดคนหนึ่งกดขอความช่วยเหลือ โทรศัพท์อีกเครื่อง
จะได้รับพิกัดของอีกฝ่ายทันที
เย่ฮวารีบวิ่งไปที่ลานจอดรถใต้ดิน
หลังจากวิ่งไปได้ราวๆ สิบกว่าเมตรเขาก็ได้ยินเสียง
ของใครบางคนดังขึ้น “ไม่ต้องหนีหรอก ที่นี่ไม่มีใครมาเจอ
อยู่แล้ว”
เย่ฮวาขมวดคิ้วจนกลายเป็นปม ตอนที่เขาวิ่งลงมาถึง
ลานจอดรถก็พบว่ามีผู้ชายสามคนกำลังยืนล้อมมู่จื่อหาน
ไว้ แม้ว่ามู่จื่อหานจะยืนด้วยท่าทางสงบนิ่ง แต่เขาเห็น
ความตื่นตระหนกปรากฏขึ้นภายในดวงตาของเธออย่าง
ชัดเจน ภาพตรงหน้าทำให้เขารู้สึกหัวร้อนและโกรธเป็น
อย่างมาก
เขารีบสาวเท้าไปด้านหน้าและใช้เท้าเตะเข้าใส่ร่าง
ของผู้ชายที่ยืนอยู่ตรงกลางจนหน้าคะมำลงไปกองอยู่ที่
พื้น จากนั้นเขาก็ใช้เท้ากระทืบเข้ากลางหลังของอีกฝ่าย
และย้ายมายืนอยู่ด้านหน้ามู่จื่อหาน เขายื่นมือลูบศีรษะ
เธอเบาๆ พร้อมกับถามด้วยเสียงแผ่วเบา “ไม่เป็นอะไรใช่
ไหม?”
มู่จื่อหานส่ายหน้า จู่ๆ ดวงตาของเธอก็เป็นประกาย
ราวกับมีน้าใสๆ กำลังกลิ้งอยู่ในนั้น เขายิ้มให้เธอราวกับ
ต้องการบอกว่า ‘ไม่ต้องกลัว’ หลังจากหมุนตัวกลับมาก็
พบว่าชายสองคนกำลังพยุงร่างของผู้ชายที่นอนอยู่บนพื้น
ให้ลุกขึ้น คนเหล่านั้นก็หันมาถลึงตามองเขา
“ซ่านักนะ! แกรู้หรือเปล่าว่าเขาคือใคร?!” ชายผมแดง
ชี้ไปที่ผู้ชายหน้าอึมครึมด้วยความเกรี้ยวกราด
ชายคนนั้นถมน้าลายลงพื้นและมองเขาด้วยความ
เกลียดชัง “จัดการมัน!”
ชายผมหยิกที่ยืนอยู่ข้างๆ หยิบมีดสั้นออกมาจาก
กระเป๋า จากนั้นก็พุ่งตัวเข้าใส่เย่ฮวาพร้อมๆ กับชายผม
แดงทันที…