ตำนานดาบเกมออนไลน์ - ตอนที่ 418 : ฉันคือเทพ
เธอคนนี้ เขายังจำเธอได้ขึ้นใจ
หญิงสาวที่เคยคุกเข่าลงกับพื้นเพื่ออ้อนวอนขอยา
ถอนพิษจากเขา ตอนนี้เธอกลายเป็นหญิงสาวร่างเพรียว
บางและสง่างาม บางทีอาจเป็นเพราะบรรยากาศที่นี่จึงขับ
ความงามของเธอออกมา
“อินถีเหรอ?” หลังจากที่แยกจากเธอไปในครั้งนั้น
ภายในเกมก็ผ่านไปหลายปีแล้ว เขาจึงย้อนถามชื่อเธออีก
ครั้งเพราะไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่นัก
“พี่ใหญ่ ท่านมาอยู่ที่นี่ได้อย่างไร?”
อินถีพูดด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยความสงสัยระคน
ความดีใจ เธอหันไปพูดกับเอลฟ์ที่อยู่ข้างๆ “วางอาวุธลง
เขาคือสหายของข้า”
เอลฟ์จำนวนนับสิบวางคันธนูในมือลง ที่ทำให้เย่ฮวา
รู้สึกประหลาดใจก็คืออินถีมีส่วนเกี่ยวข้องกับเผ่าเอลฟ์ได้
อย่างไร?
เขายิ้มให้เธอ “เธอกับเผ่าเอลฟ์…”
อินถีก้าวเท้ามาด้านหน้าพร้อมกับยักไหล่ “ท่านพ่อ
ของข้าคือจอมยุทธ์พเนจร ส่วนท่านแม่คือเผ่าเอลฟ์
หลังจากที่พวกเขารักกันได้แอบเดินทางไปซ่อนตัวอยู่ใน
ป่า และให้กำเนิดข้าที่มีสายเลือดผสม”
ที่แท้ก็แบบนี้นี่เอง ก็ว่าทำไมเธอถึงหุ่นดีขนาดนี้~
จู่ๆ อินถีก็เหมือนกับจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เธอ
จึงถามขึ้นว่า “ว่าแต่พี่ใหญ่มาทำอะไรที่นี่เจ้าคะ?”
เย่ฮวายิ้ม “ฉันมาตามหาผู้แข็งแกร่งเผ่าเอลฟ์เพื่อขอ
ความช่วยเหลือ แต่เผ่าเอลฟ์เป็นเผ่าที่หายากภายใน
แผ่นดินใหญ่ ได้ยินมาว่าเผ่าเอลฟ์อาศัยอยู่ในเขาซวี
เหมี่ยว ฉันก็เลยเดินทางมาที่นี่”
อินถีกัดริมฝีปากล่าง เธอหยุดคิดครู่หนึ่งแล้วพูดต่อไป
ว่า “ข้าจะพาท่านไปเจอท่านผู้อาวุโสเผ่าเอลฟ์ของเรา
เพราะเขาคือผู้แข็งแกร่งระดับนภาลัย คงช่วยเหลือท่าน
ได้”
“ขอบใจเธอมากนะ!”
“ไม่ต้องขอบคุณข้าหรอก เมื่อห้าปีก่อนท่านก็เคย
ช่วยเหลือข้า ท่านช่วยชีวิตท่านพ่อของข้า นี่เป็นหนี้
บุญคุณที่ข้าต้องคืน”
อินถีชะงักไปเล็กน้อยแล้วพูดต่อ “ท่านตามข้ามา
เถอะ”
พูดจบเธอก็สั่งให้เอลฟ์ตัวอื่นๆ ออกสำรวจพื้นที่
โดยรอบต่อไป ส่วนเธอเดินนำเขาเข้าไปด้านในป่าลึก
เขาเดินข้างๆ อินถีอย่างเงียบๆ บางทีอาจจะเป็น
เพราะเธอคือเผ่าเอลฟ์จึงทำให้เรือนร่างของเธอผอมบาง
และสูงโปร่ง ความสูงของเธอมากกว่า 180 เซนติเมตร
ก่อนหน้านี้เธอเคยเป็น NPC ระดับบรอนซ์แต่ตอนนี้เธอ
กลายเป็นบอสระดับเซียนเลเวล 110 แล้ว ความแข็งแรง
ของเธอย่อมไม่ธรรมดาอยู่แล้ว นี่คงเป็นสาเหตุที่ทำให้
เอลฟ์เหล่านั้นยอมฟังคำสั่งจากเธอสินะ
“พี่ใหญ่ เมื่อห้าปีก่อนหลังจากที่ข้าได้รับยาถอนพิษ
อันเดดและนำไปให้ท่านพ่อของข้า พิษที่อยู่ภายใน
ร่างกายกายได้หายไป หลังจากนั้นเราได้เดินทางไปที่หน้า
ผาของหุบเขาเมฆาเพลิงเพื่อตามหาผู้อาวุโสกู่เฉิน แต่ที่
นั่นถูกปล่อยให้เป็นที่รกร้างมานานแล้ว ข้าจึงเข้าใจผิดคิด
ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับพวกท่าน” อินถีพูด
เย่ฮวายิ้ม “หลังจากที่อาจารย์สอนการหลอมโอสถให้
ฉัน เขาก็ออกเดินทางท่องยุทธจักรทันที จนถึงตอนนี้ฉันก็
ไม่ได้เจอเขาอีกเลยเหมือนกัน แต่เขาเป็นคนมีเล่ห์เหลี่ยม
ไม่ต้องเป็นห่วงว่าจะได้รับอันตรายหรอก”
“อื้อ”
อินถีพยักหน้าหงึกๆ จากนั้นพวกเขาก็เดินไปพลาง
พูดคุยถึงความหลังไปพลาง จนถึงตอนนี้เรื่องราวเหล่านั้น
ก็ยังชัดเจนราวกับเพิ่งเกิดขึ้น เมื่อนึกย้อนกลับไปก็อดนึก
ถึงเรื่องราวในวันวานไม่ได้
พ่อของอินถีแม้ว่าจะหายจากอาการเป็นพิษจากพิษ
ของอันเดดไปแล้ว แต่ผ่านไปได้ไม่ถึงสองปีเขาก็ต้องทน
ทุกข์ทรมานจากพิษที่ยังฝังอยู่ภายในร่างกายอีกครั้ง
ท้ายที่สุดเขาก็จากไปในระยะเวลาไม่ถึงหนึ่งปี ก่อนจากไป
พ่อของเธอได้เล่าประวัติความเป็นมาทั้งหมดให้เธอฟัง
ด้วยเหตุนี้เธอจึงเดินทางมาที่ภูเขาซวีเหมี่ยวแห่งนี้
เป็นเพราะเอลฟ์เลือดผสมไม่ว่าจะไปที่ไหนก็มักจะถูก
ขับไล่ออกมาเสมอ แต่โชคดีที่พ่อแม่ของเธอได้มอบยีน
เด่นให้กับเธอ รวมถึงพรสวรรค์ ความฉลาดและความขยัน
ที่เธอมีจึงทำให้เธอเข้าสู่ระดับปฐพีภายในระยะเวลาสองปี
ตอนนี้เธอกำลังจะเข้าสู่ระดับนภาลัยแล้ว อีกทั้งยัง
กลายเป็นผู้ที่ได้รับการยกย่องจากผู้อาวุโสภายในภูเขาซวี
เหมี่ยวแห่งนี้ ดังนั้นเธอจึงกลายเป็นหัวหน้าทีม
ลาดตระเวนภูเขาซวีเหมี่ยวและกลายเป็นใหญ่ภายใน
ภูเขาซวีเหมี่ยวแห่งนี้
ตอนที่เดินทางมาถึงไหล่เขาก็พบว่ามาทางเดินเล็กๆ ที่
มีต้นไม้ห้อมล้อมทุกสารทิศ อินถียกฝ่ามือข้างหนึ่งขึ้น
จากนั้นต้นไม้เหล่านั้นก็ถูกเปิดออก ต้นไม้ต่างๆ ที่เคย
ขวางทางเดินก่อนหน้านี้ได้ถูกเคลื่อนย้ายออกไปข้างๆ ไม่
แปลกใจเลยที่ไม่มีผู้เล่นคนไหนหาที่ซ่อนตัวของเผ่าเอลฟ์
เจอ ที่แท้ป่าก็ถูกซ่อนด้วยวงเวทย์ของพวกเขาเหล่านี้นี่เอง
หลังจากผ่านเข้ามาด้านในป่าก็พบกับพื้นที่กว้างขวาง
ตรงหน้า ตรงกลางของพื้นที่ว่างแห่งนี้มีต้นไม้เตี้ย
เส้นผ่าศูนย์กลางห้าเมตรตั้งตระหง่านอยู่ ต้นไม้ได้ถูกตัด
เพื่อนำไปสร้างเป็นบ้านไม้หลังหนึ่ง รอบๆ บ้านไม้มีเต็นท์
ที่ทำจากหนังสัตว์และบ้านไม้ 3-4 หลัง ซึ่งที่นี่น่าจะเป็น
สถานที่สำหรับใช้ชีวิตของเอลฟ์เหล่านี้
เอลฟ์ที่กำลังเดินไปมาอยู่บริเวณพื้นที่โล่งแจ้งต่างพา
กันหยุดชะงักเมื่อเห็นเขาเดินเข้ามา สายตาของเอลฟ์
เหล่านั้นมองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้า อีกทั้งยังดูระแวดระวัง
เป็นอย่างมาก
อินถีกล่าวเสียงเบา “ตามข้ามาเถอะ ผู้อาวุโสอยู่ด้าน
ในบ้านไม้”
“โอเค”
เขาเดินตามอินถีมาถึงด้านหน้าของบ้านไม้ ตอนที่
มาถึงก็พบร่างของเอลฟ์คนหนึ่งกำลังเดินออกมาพร้อมกับ
ไม้เท้าในมือ ใบหน้าของเขามีรอยเหี่ยวย่นที่บ่งบอกถึงอายุ
ร่างกายของเขาสวมใส่ด้วยเสื้อหนังสัตว์ นอกจากนี้ผิวหนัง
ของเขาก็ดูแห้งกร้านราวกับผิวไม้อย่างไรอย่างนั้น
[ผู้อาวุโสเผ่าเอลฟ์–––––บาโบร่า] (NPC ระดับบอส
โบราณกาล)
เลเวล :110
……
“เหตุใดเจ้าถึงได้นำมนุษย์เข้ามาในเผ่าเอลฟ์ของ
เรา?” เสียงของผู้อาวุโสเผ่าเอลฟ์ดังขึ้น น้าเสียงของเขา
แอบแฝงไปด้วยความโกรธขณะจ้องมองไปยังอินถีที่ยืนอยู่
ข้างๆ
อินถีรีบพูด “ท่านอาจารย์ เขาเคยช่วยชีวิตพ่อของข้า
วันนี้เขามาที่นี่เพื่อต้องการความช่วยเหลือจากผู้แข็งแกร่ง
เผ่าเอลฟ์ ศิษย์ผู้นี้จึงนึกถึงท่านอาจารย์เป็นคนแรก ท่าน
ช่วยเหลือเขาหน่อยนะเจ้าคะ หากเกิดอะไรขึ้นข้ายินดีที่
จะชดใช้เองเจ้าค่ะ”
ท่าทางของผู้อาวุโสเผ่าเอลฟ์ผู้นี้ไม่ค่อยเป็นมิตร
เท่าไหร่นัก คำพูดของอินถีก็ไม่ค่อยรื่นหูเย่ฮวาสักเท่าไหร่
เขาจึงก้าวเท้าไปด้านหน้าและกล่าวเสียงขรึมว่า “ผม
เกรงใจมากจริงๆ ที่ต้องเดินทางมาที่นี่ในวันนี้ แต่ผมมี
เรื่องอยากให้คุณช่วยเหลือ”
“ข้าไม่ช่วย! ออกไปจากที่นี่ซะ!” อีกฝ่ายพูดด้วย
น้าเสียงหนักแน่นและเด็ดเดี่ยว พูดจบเขาก็หมุนตัวเดิน
กลับเข้าไปข้างในทันที
เย่ฮวาแอบเหล่ตามองผู้อาวุโสเผ่าเอลฟ์ที่อยู่ตรงหน้า
เลือดที่เขาอยากได้ไม่ใช่เลือดจากผู้อาวุโสคนนี้ เพราะเขา
เป็นแค่บอสระดับโบราณกาลเท่านั้นซึ่งมีความแข็งแกร่ง
ด้อยกว่าเขาเสียอีก เลือดของอีกฝ่ายยังไม่มีคุณสมบัติมาก
พอที่จะนำมาใช้กับอนุสรณ์รวมวิญญาณได้
แต่ถ้าหากต้องการตามหาผู้แข็งแกร่งเผ่าเอลฟ์ก็ต้อง
ออกสำรวจรอบๆ เผ่าเอลฟ์แห่งนี้ แต่ในเมื่อเอลฟ์อาวุโสผู้
นี้เป็นผู้ที่มีประสบการณ์และอยู่ที่นี่มานาน ย่อมรู้ตำแหน่ง
ที่ตั้งของกลุ่มผู้แข็งแกร่งเผ่าเอลฟ์แน่ๆ
“ดูเหมือนว่าท่านยังไม่รู้ว่าผมคือใครสินะ” เย่ฮวาพูด
ด้วยรอยยิ้ม
ผู้อาวุโสเผ่าเอลฟ์หยุดชะงักไปเล็กน้อย เขาหมุนตัว
กลับมาและพูดด้วยสายตาเย้ยหยัน “เจ้ามันก็แค่มนุษย์ไร้
ความสามารถคนหนึ่งเท่านั้น ที่ข้าปล่อยให้เจ้ากลับออกไป
โดยไม่ทำอะไรเพราะเห็นว่าเจ้ามาดี เพราะฉะนั้นอย่าได้
ล้าเส้นหรือท้าทายข้า”
“เอ๋?”
เย่ฮวายิ้มยียวน “งั้นวันนี้ผมคงต้องท้าทายท่านสัก
หน่อยแล้วสิ~”
“รนหาที่ตาย!”
ผู้อาวุโสเผ่าเอลฟ์แผดเสียงออกมาด้วยความเกรี้ยว
กราด เขาขว้างไม้เท้าในมือเข้าใส่เย่ฮวาด้วยพลังที่ทรง
พลัง
“ท่านอาจารย์ อย่าทำเช่นนี้!”
อินถีเปล่งเสียงร้องออกมาด้วยความตกใจ เธอรีบ
สาวเท้าเข้ามาเพื่อต้านการโจมตีแทนเขา เย่ฮวายื่นแขน
ซ้ายออกไปขวางเธอไว้ จากนั้นก็ยกแขนขวาขึ้นมาและ
ผลักการโจมตีของผู้อาวุโสเผ่าเอลฟ์กลับไป
“ตึง!”
พลังสองมวลขนาดใหญ่ปะทะเข้าหากันจนเกิดเสียง
ระเบิดดังอีก ทั้งยังทำให้พื้นที่โดยรอบเกิดเป็นระลอกคลื่น
ขึ้น แม้ว่าการโจมตีของผู้อาวุโสเผ่าเอลฟ์จะถูกส่งออกมา
แต่ก็ไม่ใช่พลังทั้งหมดที่เขามี การโจมตีนี้ถูกส่งออกมาเพื่อ
สั่งสอนเขาก็เท่านั้น ดังนั้นเขาจึงออมแรงด้วยเช่นกัน
หลังจากเกิดเสียงระเบิดดังขึ้นเย่ฮวายังคงยืนนิ่งอยู่กับ
ที่ไม่ไหวติง สีหน้าของเขายังเปื้อนด้วยรอยยิ้ม แต่ในทาง
กลับกันร่างของผู้อาวุโสเผ่าเอลฟ์กลับถอยผงะออกไป
หลายก้าวก่อนจะกลับมาตั้งหลักได้อีกครั้ง
ผู้อาวุโสเผ่าเอลฟ์และอินถีต่างก็จ้องมองมาที่เขาด้วย
ท่าทางตกตะลึง เย่ฮวายังไม่เปิดเผยความสามารถของ
ตัวเองตั้งแต่มาถึงที่นี่ และไม่เคยปลดปล่อยพลังเพื่อสร้าง
แรงกดดันให้กับพวกเขาแม้แต่น้อย การที่คนเหล่านี้จะ
รู้สึกได้ถึงพลังภายในร่างกายของเขา จะต้องเป็นผู้ที่
แข็งแกร่งกว่าเขาเท่านั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผู้อาวุโสเผ่า
เอลฟ์ที่ยืนอยู่ตรงหน้าเย่ฮวาจะไม่สามารถรับรู้ถึงพลัง
ภายในร่างกายของเขาได้ ดังนั้นอีกฝ่ายจึงคิดว่าเย่ฮวาเป็น
เพียงแค่มนุษย์ธรรมดาๆ คนหนึ่งที่ไร้ซึ่งความแข็งแกร่ง
ตอนนี้เขาเพิ่งจะรู้ว่าตัวเองคิดผิดมหันต์
อีกฝ่ายมองมาที่เขาด้วยสายตาที่แฝงไปด้วยแรง
สังหาร “เจ้าเป็นใครกันแน่? เจ้ามาที่เผ่าเอลฟ์ของข้ามี
วัตถุประสงค์อะไร?”
อินถีที่ยืนอยู่ข้างๆ ก็ถามด้วยความสงสัยเช่นกัน เขาจึง
ยิ้มออกมา “ครั้งนี้ผมเดินทางมาที่นี่เพื่อตามหาผู้
แข็งแกร่งเผ่าเอลฟ์ ผมแค่ต้องการให้ช่วยเหลือเล็กๆ
น้อยๆ เท่านั้น ไม่ได้มีวัตถุประสงค์ที่ไม่ดี”
“ไม่มีทาง!”
อีกฝ่ายพูดด้วยน้าเสียงเด็ดเดี่ยว “พลังที่เจ้ามียัง
ต้องการความช่วยเหลืออะไรจากข้าอีก!”
เย่ฮวาได้ยินเช่นนั้นก็แทบจะหลุดหัวเราะออกมา คนๆ
นี้ให้ความสำคัญกับตัวเองมากไปหน่อยหรือเปล่าเนี่ย
พูดไปก็เสียเวลาโดยใช่เหตุ เขาค่อยๆ หลับตาลง
พลังงานภายในร่างกายเริ่มเปิดใช้งาน พลังความร้อนไหล
ซึมไปทั่วทั้งร่างกายจากนั้นพลังเหล่านั้นก็ถูกหลอม
รวมเข้าด้วยกัน เขาลืมตาขึ้นอีกครั้งก็พบว่าพื้นที่โล่งแจ้ง
ของเผ่าเอลฟ์ได้ถูกปกคลุมด้วยแสงสีทองอร่ามแล้ว
เขากล่าวเสียงขรึม “ฉันต้องการผู้แข็งแกร่งที่
แข็งแกร่งกว่านี้ ผู้แข็งแกร่งระดับดวงดาราหรือเทพ
ศักดิ์สิทธิ์
“ผะ…เผ่า…เผ่าเทพ…”
ชื่อของจิ้งหย่าคงติดอยู่กลางลำคอของผู้อาวุโสเผ่า
เอลฟ์เป็นที่เรียบร้อยแล้ว แรงสังหารที่ซ่อนอยู่ในตาของ
เขาได้หายไปอย่างไร้ร่องรอย แต่กลับมีความเคารพที่เข้า
มาแทนที่
เย่ฮวาจ้องมองอีกฝ่ายพลันเอ่ยถาม “ผมอยากถาม
ท่านว่าตระกูลเผ่าเอลฟ์อยู่ที่ไหน? ท่านเองก็น่าจะรู้ว่าผม
อยู่ในฐานะของเผ่าเทพ ดังนั้นคงไม่สร้างความเสียหาย
ให้กับเผ่าของพวกท่านอยู่แล้ว ”
อีกฝ่ายหยุดคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าตอบ
กลับมา “ก็ได้ ความแข็งแกร่งและฐานะของท่านที่มีอยู่คง
ไม่คิดจะทำเรื่องร้ายให้กับเผ่าของเรา แต่เพื่อความมั่นใจ
ไม่ทราบว่าท่านเป็นศิษย์ของใครหรือ?”
เย่ฮวายิ้มและตอบเสียงเบา “เทพพยากรณ์หานหลิน
คืออาจารย์ของผม”
อีกฝ่ายตบหน้าผากตัวเอง “ที่แท้ก็ศิษย์ของท่านหาน
หลินนี่เอง”
“ตอนนี้จะบอกผมได้หรือยังว่าตระกูลเผ่าเอลฟ์ที่
แข็งแกร่งอยู่ที่ไหน?”
“มันก็ได้อยู่หรอก แต่…”
ผู้อาวุโสแสดงสีหน้าลำบากใจออกมาก่อนจะพูดต่อไป
ว่า “เผ่าของเราอาศัยอยู่บนภูเขาวิญญาณล่อง แต่ต้องมีผู้
มีสายเลือดเอลฟ์เท่านั้นที่จะนำท่านเข้าไปด้านในได้ ถ้า
เช่นนั้นให้อินถีเดินทางไปพร้อมกับท่านดีหรือไม่?”
“ไม่มีอะไรดีไปกว่านี้แล้วล่ะ~”
……
“ฮี่~”
เสียงม้าจ้านหยินดังขึ้นขณะวิ่งผ่านป่าภูเขาซวีเหมี่ยว
ไปยังภูเขาวิญญาณล่อง ส่วนอินถีก็ควบม้าตามเขามา
เช่นเดียวกัน
“พี่ใหญ่คือเผ่าเทพจริงๆ หรือเจ้าคะ?” ระหว่างที่ควบ
ม้าออกมาได้ชั่วโมงกว่าพวกเขาก็แวะพักใต้ต้นไม้ครู่หนึ่ง
ระหว่างที่พักได้ครู่หนึ่งอินถีก็ถามด้วยความสงสัย
เขายิ้มให้กับหญิงสาวที่น่าจะอายุอ่อนกว่าเขาไม่มาก
จากนั้นก็ย้อนถามกลับไปว่า “ฉันดูไม่เหมือนเหรอ?”
“เปล่าเจ้าค่ะ…ก็แค่…” เธอหลุบตาลง
“ก็แค่อะไร?”
“ระยะเวลาแค่ห้าปี จากนักดาบที่ยังไม่ถึงขั้นนักรบคน
หนึ่งกลับพัฒนาจนกลายเป็นผู้แข็งแกร่งที่มีพลังระดับ
นภาลัยที่น่าสะพรึงกลัวได้ขนาดนี้ บนโลกใบนี้จะมีสิ่งที่
เปลี่ยนแปลงได้รวดเร็วเช่นนี้ได้อย่างไรกันเจ้าคะ” เธอพูด
ไปพลางหยุดคิดไปพลาง
เมื่อได้ยินเช่นนั้นเย่ฮวาจึงกล่าวออกไป “ความขยัน
เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ พรสวรรค์ก็เป็นสิ่งสำคัญเช่นกัน แต่ที่
บอกว่าทำไมถึงพัฒนาข้ามขั้นได้ราวกับก้าวกระโดดแบบ
นี้ก็คงเป็นเพราะโชคช่วยนิดหน่อย”
อินถีหยุดคิดครู่หนึ่ง เธอเงยหน้าและถามเขาต่อไปว่า
“พี่ใหญ่ ดินแดนสวรรค์เป็นอย่างไรเจ้าคะ? ที่นั่นเป็นเผ่า
เทพที่มีผู้แข็งแกร่งเยอะมากแน่ๆ เลยใช่ไหมเจ้าคะ? ผู้ที่
สามารถพลิกเมฆสั่งฝนด้วยมือเดียว ผู้ที่มีความศักดิ์สิทธิ์
และกลายเป็นที่เคารพบูชาของคนทั้งโลก”
เย่ฮวาโบกมือปฏิเสธ “ไม่ถึงขนาดนั้นสักหน่อย แดน
สวรรค์มีเผ่าเทพแค่หลักพันเท่านั้น ผู้ที่แข็งแกร่งอยู่ใน
ระดับที่สูงกว่าระดับปฐพี พวกเขาสามารถเข้ากับเผ่า
มนุษย์ได้เป็นอย่างดี แต่เป็นเพราะความรับผิดชอบของ
พวกเขาจึงทำให้ไม่สามารถแสดงอารมณ์ความรู้สึก
ออกมาได้เหมือนมนุษย์ทั่วไปก็เท่านั้น”
“ข้าหวังว่าสักวันหนึ่งข้าจะแข็งแกร่งมากพอ ข้าจะไป
แดนสวรรค์เพื่อเยี่ยมชมที่นั่นด้วยตัวข้าเอง…” เธอพูดด้วย
สายตาที่เต็มเปี่ยมไปด้วยความคาดหวัง
“เธอทำได้แน่”