ตำนานราชาแห่งทหารรับจ้าง - ตอนที่ 1: ความดูแคลนที่แสนคุ้นเคย (1)
“ชีวิตหลังความตายนี่มันเป็นยังไงนะ?”
“ถามโง่ๆ จะไปรู้ได้ไง ข้ายังไม่เคยตายนี่นา” ข้าตอบเพื่อนอย่างไม่ใส่ใจนัก หลังจากที่เขาถามคำถามนี้ขึ้นมาขณะที่เรากำลังดื่มกันอยู่
มันไม่ใช่หัวข้อที่ข้าเคยคิดอะไรมากมาย จะว่าไปแล้ว การลับดาบให้คมกริบอีกนิดดูจะเป็นการใช้เวลาที่คุ้มค่ากว่าการครุ่นคิดถึงเรื่องพวกนี้เสียอีก
“เขาว่ากันว่าบางคนได้เกิดใหม่นะ”
“งั้นเหรอ ถ้างั้นข้าก็หวังว่าชาติหน้าจะได้เกิดในครอบครัวธรรมดาๆ อยากใช้ชีวิตเงียบๆ น่ะ”
เขาหัวเราะเบาๆ กับคำพูดของข้าที่อยากได้ชีวิตที่สงบสุข แล้วก็ถามต่อ
“เจ้าจริงจังเหรอ?”
“อืม”
“คนมากมายกำลังทุกข์ทรมานจากหายนะอยู่แล้ว ถ้าเจ้าลงมือทำอะไรสักอย่าง คนจะตายกันมากขึ้นไปอีก”
“ข้าไม่แคร์หรอก”
“ข้าไม่เคยรู้เลยว่าเพื่อนคนที่ปกติร่าเริงเหมือนคนบ้าของข้าจะมีความเจ็บปวดมากมายถึงเพียงนี้”
“ทุกคนต่างมีอดีตอันเจ็บปวดสักเรื่องหรือสองกันทั้งนั้นแหละน่า”
เขาพยักหน้าเห็นด้วย แล้วยกแก้วขึ้น
“ไปล่าอสูรกันอีกครั้งเมื่อเรื่องนี้จบลงนะ”
“หาคู่ต่อสู้ที่คู่ควรให้ข้าสักคนสิ”
เขาหัวเราะเบาๆ ดื่มเหล้าในแก้วรวดเดียวหมด แล้ววางแก้วลง
“โชคดีนะ ให้ข้าสวดมนต์ให้เจ้าไหม?”
“ข้าไม่เชื่อในเทพเจ้า ข้าเชื่อมั่นแต่สิ่งนี้เท่านั้น” พรางชูแก้วเหล้า
ข้าสะบัดดาบและหัวเราะ ทำให้เขาส่ายหัวขณะลุกขึ้นยืน
“ไว้เจอกันสหาย ข้าจะไม่ไปไกลหรอก เดี๋ยวก็กลับมาแล้ว อย่าคิดถึงจนร้องไห้ล่ะ ฮ่าๆๆๆ”
“ราวกับว่าเจ้าจะไปไกลได้อย่างนั้นแหละ”
ฟิ้ววว
จู่ๆ ก็มีพายุสีดำปรากฏขึ้น และร่างของเขาก็ถูกดูดเข้าไป หายวับไปต่อหน้าต่อตา
“ช่างเป็นทักษะที่สะดวกจริงๆ”
เหลือเพียงข้าคนเดียว ข้ายกแก้วขึ้น
หนึ่งแก้ว สองแก้ว สามแก้ว
ความทรงจำในอดีตผุดขึ้นมาอีกครั้ง
‘ข้าเสียใจ’
ดินแดนเฟอร์เดียมอยู่ทางตอนเหนือของอาณาจักรริตาเนีย
มันเป็นดินแดนยากจนและรกร้าง ตั้งอยู่บนชายแดนของอาณาจักร แถมยังต้องต่อสู้กับพวกคนป่าเถื่อนอยู่ตลอดเวลา
ข้าเกิดมาเป็นทายาทของดินแดนนั้น
‘ข้าช่างน่าสมเพช’
ในช่วงชีวิตที่ผ่านมา ข้ามักโดนคนก่นด่า และทักโดนเอาไปเปรียบเทียบกับบุตรในตะกูลขุนนางคนอื่นๆ
การเปรียบเทียบนี้ทำให้ข้ารู้สึกน้อยเนื้อตำใจ
และความน้อยเนื้อตำใจนี้เองที่ทำให้ข้ากลายเป็นคนที่ทำอะไรโดยไม่คิดให้ดีเสียก่อน จนบางทีนำไปสู่อุบัติเหตุ ผู้คนต่างตราหน้าข้า และล้อเลีนข้า
ไอ้ขี้ขลาด เด็กเวร บุตรแห่งตระกูลนักดาบที่มัวขลุกตัวอยู่แต่ในห้อง….
ข้าต้องใช้ชีวิตท่ามกลางชื่อเรียกที่แฝงไปด้วยการดูถูกเหยียดหยามเหล่านี้ จนกระทั่ง…
ข้าตัดสินใจหนีออกจากครอบครัวด้วยความอับอาย
หลายปีผ่านไป ข้าเร่ร่อน และได้ทำงานเป็นทหารรับจ้าง
ไม่รู้ว่าเพราะโชคดีหรือเปล่านะ แต่ข้าก็รอดชีวิตมาได้ แม้จะต้องผ่านสมรภูมิรบมานับครั้งไม่ถ้วนก็ตาม
ข้าแข็งแกร่งขึ้น เก่งกาจมากขึ้น ไปยืนอยู่ปลายหุบเหวแห่งความตายครั้งแล้วครั้งเล่า ชื่อเสียงของข้าก็เติบโตขึ้น—ความโหยหาบ้านเกิดก็เช่นกัน
‘ข้าคิดว่าทุกอย่างจะดีขึ้นหากข้ากลับไปหาครอบครัวในตอนนั้น’
ด้วยความเสียใจและรู้สึกผิดต่อความโง่เขลาในวัยเยาว์ ข้าคิดว่าตอนนั้นข้าพร้อมแล้วที่จะชดเชยความผิดพลาดในอดีต หวนคืนสู่อ้อมกอดของคนที่ข้ารัก และปกป้องพวกเขาจนสิ้นลมหายใจ
แต่…
เมื่อข้ากลับไป ครอบครัวและที่ๆข้าเคยเรียกว่าบ้าน ถูกเผาเป็นจุล
ข้าทำอะไรไม่ได้ถูก ได้แต่หนีเท่านั้น
ข้าต้องหลบซ่อนตัว สละทิ้งแม้กระทั่งชื่อขุนนางของข้า เพราะกลัวอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
‘ข้าต้องแข็งแกร่งขึ้น’
เป้าหมายใหม่ผุดขึ้นในใจข้า
ข้าทนทุกข์ทรมานมาหลายปี ลับฝีมือตนเองดุจดังคมดาบ ข้าต่อสู้อย่างไม่ลดละกับภัยพิบัติมากมายที่ทำลายล้างทวีป
ในที่สุด ผู้คนก็เริ่มเรียกข้าด้วยชื่อใหม่
ราชาแห่งทหารรับจ้าง
และในที่สุด ข้าก็ได้ยืนอยู่ในหมู่ผู้แข็งแกร่งที่สุดเจ็ดคนของโลก ในตำแหน่งอันทรงเกียรติที่เรียกว่า เจ็ดผู้แข็งแกร่งแห่งทวีป
ในตอนนั้น ข้าไม่ขาดสิ่งใดในชีวิต มีผู้ใต้บังคับบัญชามากมาย ชื่อเสียงที่ไม่มีใครเทียบ และทักษะที่รองรับทั้งหมดนี้
‘แต่มันก็ยังไม่พอ’
อย่างไรก็ตาม ข้ายังรู้สึกกระหายไม่รู้จบ
การล่มสลายของครอบครัว ความเสียใจในวัยเยาว์ และการตระหนักรู้ที่มาสายเกินไป
ทุกคืน อดีตคอยหลอกหลอนข้า และข้าไม่อาจหลับได้หากไม่ดื่ม
ครอบครัวและเพื่อนที่จากไปนานแล้ว ผู้คนในดินแดนของข้า… พวกเขาจะไม่มีวันกลับมา
‘ข้าเสียใจ’
สงครามยังไม่จบ
หายนะที่กวาดล้างไปทั่วทวีปทำให้แผ่นดินชุ่มโชกไปด้วยเลือด และเสียงร่ำไห้อย่างทุกข์ทรมานของผู้คนไม่เคยหยุด
แต่หัวใจข้าไม่อาจทนรับเสียงกรีดร้องเหล่านั้นได้อีกต่อไป
‘ถึงเวลาแล้ว’
ถึงเวลาที่จะต้องวางความเสียใจไว้ข้างหลัง แม้จะเพียงชั่วครู่ ข้ายังมีสิ่งสุดท้ายที่ต้องทำ
เพราะข้ายังอ่อนแอเกินไป ยังไม่พอ ยังระมัดระวังเกินไป… ยัง… ยัง…
ข้าหาข้อแก้ตัวมาตลอด เลื่อนสิ่งที่ต้องทำออกไป
‘แก้แค้น’
ใช่ ถึงเวลาแล้วที่จะลงโทษคนที่ทำลายครอบครัวข้า
ความว่างเปล่ากัดกร่อนข้าจากภายใน ข้าไม่อาจรอช้าอีกต่อไป
เลือดของพวกมันจะเติมเต็มความว่างเปล่าในตัวข้า
ข้าวางแก้วเหล้าลงและกำดาบแน่น
ราชาแห่งทหารรับจ้าง กิสเลน ได้รวบรวมกองทัพขึ้น
ข่าวที่ว่าผู้หนึ่งในเจ็ดผู้แข็งแกร่งแห่งทวีปกำลังยกทัพออกศึกสร้างความตกตะลึงให้กับทุกคน
แม้ว่ากิสเลนจะถูกมองว่าอ่อนแอที่สุดในเจ็ดคนนั้น แต่สามารถในการวางกลยุทธ์ของราชาแห่งทหารรับจ้างนั้นมีค่าเทียบเท่ากับกำลังทหารของประเทศหนึ่งทีเดียว
— ทำไมราชาแห่งทหารรับจ้างถึงตัดสินใจเช่นนี้!
ด้วยสงครามที่ดำเนินอยู่ การกระทำของกิสเลนปลุกความโกรธแค้นจากผู้คนมากมาย
ทำไมถึงก่อความวุ่นวายภายในตอนนี้ ในเวลาเช่นนี้?
เขาตอบโดยเปิดเผยชื่อและสายตระกูลที่ซ่อนเร้นมานาน
“สำหรับข้า การแก้แค้นให้ครอบครัวสำคัญกว่า”
เป้าหมายแห่งการแก้แค้นของเขาคืออาณาจักรที่ครอบครัวของเขาเคยอาศัยอยู่ — อาณาจักรริตาเนีย
กิสเลนชี้ดาบไปยังบ้านเกิดที่เขาจากมานานแสนนาน
ด้วยชื่อเสียงอันลือลั่น ผู้คนมากมายหลั่งไหลมาเข้าร่วมสงคราม
ในกลุ่มนั้นมีทั้งผู้ใต้บังคับบัญชาที่จงรักภักดีของกิสเลนและผู้ที่กระหายจะฉวยโอกาสในความวุ่นวาย ทั้งหมดชูดาบขึ้นเคียงข้างเขา
“จุดประสงค์เดียวของข้าคือการทำลายริตาเนีย”
ริตาเนียขึ้นชื่อว่าเป็นมหาอำนาจทางทหาร แต่กิสเลน หนึ่งในเจ็ดผู้แข็งแกร่งแห่งทวีป ก็น่าเกรงขามไม่แพ้กัน
กิสเลนได้บุกทำลายล้างไปทั่วอาณาจักร ทลายทุกสิ่งในเส้นทางด้วยพลังอันท่วมท้น อย่างไรก็ตาม การรุกคืบของเขาต้องเผชิญกับการต่อต้านอย่างดุเดือดอย่างกะทันหัน
‘แปลก’
บุคคลผู้แข็งแกร่ง ซึ่งกิสเลนไม่เคยรู้จักชื่อมาก่อน เริ่มปรากฏตัวขึ้นทีละคน ขวางทางเขาไว้ แต่คนเหล่านี้ไม่ได้มาจากริตาเนีย
ทำไมคนที่ไม่เกี่ยวข้องกับอาณาจักรถึงมาขวางทางกิสเลน?
‘มีอะไรบางอย่างไม่ชอบมาพากล’
กิสเลนพยายามกดข่มความสงสัย สังหารพวกเขาทีละคนอย่างใจเย็นขณะรุกคืบต่อไป เขาจำเป็นต้องจบสงครามให้เร็วหากต้องการชัยชนะ แต่ด้วยการปรากฏตัวอย่างกะทันหันของเหล่าผู้แข็งแกร่งที่ซ่อนตัวอยู่ แผนการของเขาก็ถูกทำให้ปั่นป่วน
เมื่อสงครามยืดเยื้อ การเงินของอาณาจักรก็ทรุดลงอย่างรวดเร็ว ทหารรับจ้างจำนวนมากของเขา ซึ่งเป็นไปตามธรรมชาติของพวกเขา เริ่มละทิ้งเขาไปเมื่อคำนวณเห็นว่าผลประโยชน์ลดน้อยลง
จากนั้น เหตุการณ์สำคัญก็เกิดขึ้น ซึ่งเป็นตัวตัดสินผลลัพธ์ของสงคราม
‘อัศวินผู้สูงส่ง’ ไอเดน หนึ่งในเจ็ดผู้แข็งแกร่งแห่งทวีป ได้เข้าร่วมศึก
ดุลแห่งชัยชนะเอนเอียงไปทางอาณาจักรอย่างรวดเร็ว ในที่สุด กิสเลนถูกบังคับให้คุกเข่าต่อหน้าศัตรูในศึกสุดท้าย
“คาร์โต ไม่สิ ชื่อจริงของเจ้าคือกิสเลนสินะ? มันจบแล้วล่ะ” ไอเดนกล่าว หัวเราะอย่างขบขัน
ชายหน้าตาดีผมทองในชุดเกราะเปล่งประกาย ยืนอยู่ตรงหน้าเขา แม้ว่าเกราะของเขาจะร้าวในหลายจุดและผมจะยุ่งเหยิง เป็นหลักฐานของการต่อสู้อันดุเดือด แต่เขาก็ไม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส
ตรงข้ามกับเขา มีกิสเลนที่คุกเข่าอยู่ตรงหน้าเขา ถูกแทงด้วยหอกและดาบนับสิบ จนแทบหาส่วนใดของร่างกายที่ไม่ถูกแตะต้องไม่ได้
แม้จะกำลังเลือดไหล กิสเลนก็ยังขบเขี้ยวเคี้ยวฟันและยิ้มให้ไอเดน
“บัดซบ ไอ้เวรตะไล แส่มือเขามายุ่งทำไมวะ!”
ไอเดนหัวเราะเบาๆ อีกครั้งขณะมองไปรอบๆ สนามรบ
พื้นที่นี้ถูกทำลายย่อยยับจากการสู้รบอันดุเดือด ซากศพกองสูงเป็นภูเขา และสายธารแห่งเลือดไหลผ่านพื้นดิน
“พวกของเจ้าหนีกันไปหมดแล้ว สมกับเป็นสุนัขต่ำช้าไร้ศักดิ์ศรี”
“ฮึ ทหารรับจ้างที่เก่งย่อมรู้วิธีเอาตัวรอด ถ้ายังมีชีวิตอยู่ได้ ก็ไม่จำเป็นต้องตาย”
ไอเดนเยาะหยัน ยกดาบขึ้นจ่อคอกิสเลน
“มีอะไรจะพูดเป็นครั้งสุดท้ายไหม?”
“ไม่มี ข้าเพียงแต่เสียดายที่ไม่สามารถทำลายอาณาจักรได้สำเร็จ ฆ่าข้าซะ ไอ้บัดซบ”
“โอหังซะเหลือเกินนะ”
ริมฝีปากของไอเดนเบะออกด้วยความไม่พอใจต่อท่าทีที่ท้าทายของกิสเลน
“ข้าไม่เคยชอบเจ้าเลย แค่คิดว่าต้องหายใจร่วมกับทหารรับจ้างโสโครก ข้าก็แทบจะอ๊วกแล้ว“
“เจ้าคิดว่าข้าชอบชีวิตแบบนี้นักหรือไง?”
“แต่พอมาคิดว่าเจ้าเป็นผู้รอดชีวิตจากตระกูลเคานต์แห่งเฟอร์เดียม… ข้าตกใจเลยนะเนี่ย”
คิ้วของกิสเลนกระตุก
มีบางอย่างแปลกประหลาดในน้ำเสียงของไอเดน ราวกับว่ามันมากกว่าแค่การพูดคุยเรื่อยเปื่อย เขารู้อะไบางอย่าง
เมื่อเห็นความสับสนในดวงตาของกิสเลน ไอเดนก็ยิ้มอย่างพึงพอใจ เขาโน้มตัวเข้าไปใกล้และกระซิบข้างหูของกิสเลน
“นึกไม่ถึงว่าแกรนด์ดยุคแห่งเฟอร์เดียมจะเป็นเจ้า หลังจากน้องสาวของเจ้าตาย เจ้าก็หายตัวไป ใช่ไหม? มีช่วงหนึ่งที่พวกเราตามหาเจ้าแทบแย่”
“เจ้ารู้เรื่องนั้นได้ยังไง?”
ไอเดนไม่ได้มาจากอาณาจักรริตาเนีย เขาไม่มีเหตุผลที่จะรู้เรื่องที่เกิดขึ้นนานมาแล้วในอีกประเทศหนึ่ง
“แน่นอน ข้ารู้ เพราะว่า ‘พวกเรา’ คือคนที่ทำลายครอบครัวของเจ้า โดยร่วมมือกับดัชชีเดลฟีนยังไงล่ะ”
“อะไรนะ?”
คำพูดของไอเดนเหมือนค้อนทุบลงกลางความความคิดของกิสเลน
ดัชชีเดลฟีน ซึ่งเป็นคนทำลายที่เฟอร์เดียม ได้ก่อการกบฏและยึดอำนาจจากอาณาจักรไปเป็นเวลานานแล้ว
นั่นเป็นเหตุผลที่กิสเลนไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากต้องถือว่าอาณาจักรเป็นเป้าหมายของการแก้แค้นของเขา
แต่มีคนจากประเทศอื่นเข้ามาเกี่ยวข้องในเรื่องนี้ด้วยเนี่ยนะ?!
กิสเลนไม่สามารถเข้าใจสถานการณ์ได้ ร่างกายของเขาชา เขาตะโกนอย่างร้อนรน ใบหน้าเต็มไปด้วยความสับสน
“‘พวกเรา’? เจ้ากำลังจะบอกว่ามีใครบางคน ที่คอยหนุนหลัง พวกเดลฟีนอยู่อีกเหรอ?”
“หนุนหลัง… ข้าไม่ค่อยชอบคำนั้นเท่าไหร่ เอาเป็นว่า… ช่างเถอะ อธิบายให้คนอย่างเจ้าฟังคงไม่มีประโยชน์ คิดซะว่าทุกคนอยู่ฝั่งเดียวกันก็พอแล้ว”
ไอเดนยังคงหยิ่งผยองและน่ารังเกียจเช่นเคย เป็นชายที่ชอบเทศนาถึงความยุติธรรมอยู่ตลอดเวลา นั่นเป็นเหตุผลที่เขาถูกเรียกว่า ‘อัศวินผู้สูงศักดิ์’
ไม่น่าเชื่อเลยที่จะคิดว่าคนอย่างเขาจะเข้าไปมีส่วนร่วมในแผนการทำลายล้างอาณาเขตเฟอร์เดียม
“ทำไมคนอย่างเจ้าถึงต้องมายุ่งกับครอบครัวของข้าด้วย…! นี่ไม่ใช่แม้แต่ดินแดนของเจ้าด้วยซ้ำ!”
“โลกนี้มันไม่ได้ง่ายอย่างนั้น แต่ข้าคิดว่าทหารรับจ้างต่ำๆ อย่างเจ้าคงไม่เข้าใจเหตุผลที่ซับซ้อนแบบนี้ได้หรอก”
“งั้น เจ้าก็มีส่วนเกี่ยวข้องกับสงครามครั้งนี้ด้วยอย่างนั้นเหรอ?”
“หัวไวใช้ได้นี่ ข้าต้องการจัดการทุกอย่างให้เรียบร้อย ท้ายที่สุด ข้าไม่สามารถปล่อยให้ชื่อเสียงของข้ามีมลทินได้”
ทันทีที่ไอเดนพูดจบ เขายกดาบขึ้น หากดาบเล่มนั้นฟาดลงมา หัวของกิสเลนจะหลุดจากบ่าอย่างแน่นอน
“ไอ้สารเลว! ข้าจะไม่มีวันให้อภัยเจ้า!”
กิสเลนพยายามที่จะลุกขึ้น แต่ร่างกายที่บอบช้ำและแตกหักของเขาไม่สามารถเรียกมานาได้อย่างสมบูรณ์
“เจ้าโง่ นี่คือจุดจบของเจ้า ทหารรับจ้างชั้นต่ำผู้ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงอย่างเจ้าลงนรกไปซะเถอะ!”
ด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน ไอเดนสะบัดดาบอย่างรวดเร็ว
ฟึบ!
ในชั่วพริบตา เวลาราวกับหยุดนิ่ง
ความรู้สึกเย็นยะเยือกแตะเข้าที่ลำคอของเขา
สายตาของเขาเริ่มหมุนวน
ในเลือดที่ไหลทะลัก กิสเลนรู้สึก ช่วงเวลาที่เขาเคยทนทุกข์ทรมานก่อนหน้านี้ถาโถมกลับมาอีกครั้ง
ความเสียใจ ความว่างเปล่า ความโหยหา ความเศร้า…
แต่ในท้ายที่สุด สิ่งเดียวที่ยังคงอยู่คือความโกรธที่รุนแรงและไร้ขอบเขต
— เราเคยพูดถึงเรื่องการเกิดใหม่ด้วยสินะ?
ทำไมคำพูดสุดท้ายของเพื่อนถึงแวบเข้ามาในหัวของเขา?
‘ถ้าข้าได้เกิดใหม่! ข้าจะฉีกพวกเจ้าให้เป็นชิ้นๆ!’
ตุบ!
หัวของเขาที่ถูกตัดขาดกลิ้งลงสู่พื้น
ดวงตาของเขาเบิกกว้างด้วยความขมขื่น ราชาแห่งทหารรับจ้าง กิสเลน พบกับจุดจบของตนเองอย่างไร้ค่า
‘ข้ายังมีชีวิตอยู่อย่างนั้นหรือ?’
เขามั่นใจว่าศีรษะของเขาถูกตัดไปแล้ว หรือว่านี่จะเป็นเพียงภาพลวงตา?
กิสเลนค่อยๆ ลืมตาอย่างระมัดระวังโดยไม่ขยับร่างกาย
‘เต็นท์?’
สิ่งที่เขาเห็นคือเต็นท์ทหารธรรมดาๆ แบบที่มักใช้ในค่ายทหาร
‘ข้าถูกจับมางั้นเหรอ?’
ไม่มีใครอยู่รอบๆเลย
นอกจากนี้ เขายังไม่ได้ถูกมัดไว้ด้วย
‘มั่นใจในตัวเองซะเหลือเกินนะที่ปล่อยข้าไว้แบบนี้?’
ดูเหมือนพวกมันจะประเมินข้าต่ำเกินไป ปล่อยข้าไว้ที่นี่โดยไม่แม้แต่จะมัดข้าไว้
เขาพยายามรวบรวมพลังมานาอย่างระมัดระวัง แต่พลังมหาศาลที่เคยควบคุมได้ราวกับมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ ตอนนี้กลับไม่อาจรู้สึกถึงได้เลย
‘พวกเขาทำอะไรกับข้าเนี่ย?’
เขาค่อยๆ ยกลำตัวท่อนบนขึ้นและสำรวจรอบๆ
‘ดาบเหรอ?’
มีดาบเล่มหนึ่งพิงอยู่ข้างเตียงเรียบง่าย
“เฮอะ พวกมันคงคิดว่าข้าเป็นตัวตลกแน่ๆ”
แม้ว่าเขาจะใช้พลังมานาไม่ได้ แต่ทักษะการใช้ดาบที่ฝึกฝนมาหลายปีก็ไม่ได้หายไปไหน ด้วยดาบเพียงเล่มเดียว เขาสามารถสังหารทหารธรรมดาได้เป็นร้อย
‘ข้าไม่รู้ว่าพวกมันคิดอะไรอยู่ แต่ข้าจะทำให้พวกมันต้องเสียใจ’
ไว้ค่อยฟื้นฟูมานาหลังหนีไปจากที่นี่แล้วกัน
ทันใดนั้น เขาก็รู้สึกว่ามีคนกำลังเข้ามาใกล้ทางเข้าเต็นท์
กิสเลนรีบนอนลงและหลับตา
ทหารคนหนึ่งเดินเข้ามา ถือบางอย่างมาด้วย จากกลิ่นหอมของซุป ดูเหมือนพวกเขากำลังนำอาหารมาให้
กลิ่นอาหารทำให้เขารู้สึกหิวเล็กน้อย แต่ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะวอกแวกกับเรื่องแบบนี้
ขณะที่ทหารหันหลังไปเตรียมอาหาร กิสเลนรีบชักดาบออกมาและเคลื่อนไหวเร็วดั่งสายฟ้า
“ชู่ว์ ถ้าเจ้าตอบคำถามข้ามาดีๆ ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า”
หลังจากลังเลครู่หนึ่ง เขาเสริมเบาๆ
“อาจจะนะ”
ทหารที่ตกใจกับดาบที่จ่อคอ ดูเหมือนจะยอมแพ้
ขณะที่กิสเลนกำลังจะถามคำถาม ทหารก็ถอนหายใจอย่างรำคาญและพึมพำ:
“โถ นายน้อย ทำไมทำแบบนี้อีกแล้วครับเนี่ย? ถ้าเบื่อก็กลับปราสาทไปสิครับ
“…หา?”
กิสเลนถึงกับพูดไม่ออก งุนงงไปหมด แม้ว่าเขาจะเป็นนักโทษ แต่ทำไมทหารธรรมดาคนหนึ่งกล้าพูดกับราชาแห่งทหารรับจ้างแบบนี้?
แต่แล้ว…
.. รู้สึกคุ้นเคยแปลกๆแหะ