ตำนานราชาแห่งทหารรับจ้าง - ตอนที่ 78: ข้ารอวันนี้มันนานมากแล้ว
เมื่อทหารรับจ้างที่ยืนล้อมรอบกิสเลนแยกออกด้านข้าง เผยให้เห็นวงเวทที่ถูกซ่อนอยู่ด้านล่าง พื้นดินเต็มไปด้วยลวดลายวงเวทซับซ้อน โดยมีวงเวทขนาดใหญ่หนึ่งวงอยู่ตรงกลาง ล้อมรอบด้วยวงเวทขนาดเล็กหกวง
วาเนสซ่าพยักหน้าโดยไม่พูดอะไร แล้วก้าวเข้าไปยืนตรงกลางของวงเวทที่ใหญ่ที่สุด พร้อมกับอัลฟอยและเหล่าจอมเวทคนอื่น ๆ ซึ่งถูกนำตัวมาที่นี่ แต่ละคนสวมสร้อยข้อมือที่ทำจากรูนสโตน ประดับด้วยลวดลายเวทมนตร์อันซับซ้อน
“นี่มันวงเวทอะไร? เจ้าตั้งมันไว้ตั้งแต่เมื่อไหร่?” อัลฟอยถามด้วยน้ำเสียงสงสัย
กิสเลนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบ ๆ “อัลฟอย เจ้ากับเพื่อน ๆ ก้าวเข้าไปในวงเวทด้วย”
“ข้าจะทำได้ยังไงโดยไม่รู้ว่ามันคืออะไร?” อัลฟอยบ่นออกมาด้วยน้ำเสียงเริ่มคุ้นเคยเหมือนพูดกับเพื่อนมากกว่าผู้บัญชาการ
กิสเลนไม่ได้สนใจท่าทีของอัลฟอยหรือเสียเวลากับการอธิบาย เขาเลือกใช้วิธีที่ตรงไปตรงมากว่า
“จับพวกมันเข้าไป”
ตามคำสั่งของเขา ทหารรับจ้างชักอาวุธออกมาบังคับให้อัลฟอยและจอมเวทคนอื่น ๆ เข้าประจำที่ในวงเวทด้วยปลายดาบ
“นี่เจ้าคิดจะทำอะไรกันแน่?” อัลฟอยบ่นด้วยความไม่พอใจ แต่กิสเลนไม่ตอบ เขาหันไปหาวาเนสซ่าแทน
“วาเนสซ่า เจ้าทำได้ใช่ไหม?”
วาเนสซ่ามองกิสเลนด้วยดวงตาสั่นไหว กลืนน้ำลายอย่างยากลำบาก แม้ว่าเธอจะตัดสินใจไว้แล้ว แต่ความมั่นใจของเธอก็เริ่มสั่นคลอนเมื่อถึงเวลาลงมือ
“ข-ข้าทำได้จริงหรือ?”
“เจ้าไม่เพียงแค่ทำได้ แต่เจ้าต้องทำสำเร็จ” น้ำเสียงของกิสเลนหนักแน่น ทิ้งน้ำหนักของคำพูดไว้โดยไม่มีที่ว่างให้ลังเล
วาเนสซ่าพยักหน้าด้วยความมุ่งมั่น ก่อนจะหลับตาและเริ่มร่ายเวทมนตร์
“ครืนนนน!”
ร่างของเธอค่อย ๆ ลอยขึ้นกลางอากาศ พลังเวทเริ่มไหลเข้าหาเธออย่างรุนแรง แม้ว่าเธอแทบจะไม่สามารถร่ายเวทวงแหวนแรกได้ แต่ตอนนี้พลังที่หลั่งไหลเข้ามานั้นมากเกินกว่าจะวัดได้
“ถ่ายพลังเวท!” อัลฟอยกรีดร้องด้วยความตกใจเมื่อรู้สึกถึงมานาที่ถูกดูดออกจากร่างของเขาอย่างรวดเร็ว เขาหันมองไปรอบ ๆ และเห็นจอมเวทคนอื่น ๆ มีสีหน้าตื่นตระหนกไม่ต่างกัน
“เจ้าเสียสติไปแล้วหรือ!? ทำไมเจ้าถึงให้พลังทั้งหมดอยู่ในมือเธอ!” เขาตะโกนด้วยเสียงสั่น
การถ่ายพลังเวทคือเวทมนตร์ที่รวบรวมมานาของหลายคนเข้าสู่ผู้ใช้เพียงคนเดียว เพิ่มพลังของผู้ใช้หลักอย่างมหาศาล แต่หากผู้ที่อยู่ตรงกลางไม่สามารถควบคุมพลังนั้นได้ ผลลัพธ์คือทุกคนในวงเวทจะต้องตาย เพราะไม่เพียงแต่มานาจะหมด แต่ยังรวมถึงพลังชีวิตด้วย
“เธอยังร่ายเวทวงแหวนแรกแทบไม่ไหว! เธอต้องล้มเหลวแน่!” อัลฟอยร้องออกมาด้วยความหวาดกลัว
“เชื่อใจเธอเถอะ” กิสเลนตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง
“เชื่อใจเธอ? เจ้าบ้าไปแล้วหรือ?” อัลฟอยและจอมเวทคนอื่นพยายามดิ้นรนหลบหนี แต่ทุกอย่างก็สายเกินไป พวกเขาถูกพลังมานาอันมหาศาลในวงเวทดูดกลืนจนไร้หนทางหลีกหนี ร่างกายของพวกเขาถูกตรึงอยู่ในพายุพลังมหาศาล
“นี่มันต้องไม่ใช่เรื่องจริง… ข้าไม่อยากตายแบบนี้…” อัลฟอยครางเสียงแหบพร่า ร่างกายบิดเร่าเมื่อพลังเวทถูกดึงออกจนแทบหมดสิ้น
ด้านวาเนสซ่าเองก็ทนทุกข์ทรมานไม่แพ้กัน เธอกัดฟันแน่นจนเลือดไหลจากจมูกและหู เส้นเลือดทั่วร่างกายของเธอกลายเป็นสีดำ สัญญาณบ่งบอกว่าร่างกายของเธอกำลังถึงขีดจำกัด
ร่างของเธอสั่นไหวอย่างรุนแรง แสดงให้เห็นว่าเธอกำลังแบกรับพลังมหาศาลจนแทบล้มลง
“อึก…”
ในที่สุด เสียงครางเบา ๆ หลุดออกมาจากปากของเธอ เลือดไหลออกมาจากหางตาของเธอ ขณะที่แรงกดดันจากพลังเวทมหาศาลเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ
ราวกับพลังที่แผ่ออกมาจากวงเวทกำลังบดขยี้ทุกสิ่งรอบตัว ไม่ได้บ้าคลั่งหรือไร้ทิศทาง แต่หนักหน่วงและทรงพลังจนทุกคนรู้สึกได้
“อ๊า…”
ในที่สุด วาเนสซ่าก็ไม่สามารถอดทนได้อีกต่อไป สายตาของเธอเริ่มพร่ามัว สติสัมปชัญญะของเธอเริ่มเลือนราง
‘มันเป็นไปไม่ได้… ข้าทำไม่ได้… ข้าหลอกตัวเองไปเอง…’
ตลอดชีวิต เธอไม่เคยทำอะไรสำเร็จ มีแต่ความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่า แม้จะมีช่วงเวลาสั้น ๆ ที่เธอรู้สึกถึงความสำเร็จ แต่ตอนนี้เธอตระหนักว่า ทั้งหมดนั้นเป็นเพียงภาพลวงตา
“ครืนนนน!”
เสียงฝีเท้าของกองกำลังศัตรูที่รุกคืบมาดังก้องสะท้านพื้นดิน ทหารเพอร์เดียมเตรียมใจกับจุดจบที่ใกล้เข้ามา บ้างร้องไห้ บ้างสวดมนต์ และบางคนคิดถึงครอบครัวเป็นครั้งสุดท้าย
ในขณะที่ทหารรับจ้างยังคงนิ่งเงียบ เฝ้ารอคำสั่งจากกิสเลน เสียงอันสงบของเขาทำลายความเงียบงันลง
“วาเนสซ่า”
“ข้า… ข้า…” วาเนสซ่าพึมพำกับตัวเอง ดวงตายังคงปิดแน่น
— ‘ข้าสามารถช่วยท่านได้หรือไม่?’
— ‘แน่นอน เจ้าจะช่วยข้าได้อย่างมาก’
“วาเนสซ่า”
— ‘ข้าต้องการช่วยท่าน…’
ช้า ๆ และทรมาน วาเนสซ่าเงยหน้าขึ้นมา
“ข้า…”
ทุกคนจับจ้องเธอโดยแทบไม่หายใจ
“วาเนสซ่า”
— ‘เจ้าทำได้หรือไม่?’
สายตาของกิสเลนเต็มไปด้วยความเห็นอกเห็นใจและแรงสนับสนุน
แรงสั่นในร่างของวาเนสซ่าหยุดลงทันที กระแสพลังมานาที่เคยหมุนวนอย่างบ้าคลั่งรอบตัวเธอกลับมาอยู่ในความสงบ เลือดที่ไหลจากจมูกและดวงตาของเธอหยุดลง
กิสเลนกัดฟันแน่นจนแทบหัก ก่อนจะหันหลังกลับและออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงเย็นชา
“เปิดประตู สโคแวน”
“ท่านดยุก… ท่านแน่ใจหรือ?” สโคแวนถาม น้ำเสียงเต็มไปด้วยความลังเล
“เปิดมัน”
สโคแวนกลืนน้ำลาย ฝืนใจก้าวถอยหลังเข้าใจในแผนของกิสเลนอย่างชัดเจน ถ้าสถานการณ์ยังคงดำเนินต่อไปเช่นนี้ พวกเขาจะพ่ายแพ้อย่างแน่นอน ความหวังเดียวที่เหลืออยู่คือการโจมตีครั้งสุดท้ายที่นำโดยกิสเลนและเหล่าทหารรับจ้าง
‘ในเมื่อเราจะตายอยู่แล้ว อย่างน้อยก็ขอสู้จนวินาทีสุดท้าย’
สโคแวนส่งสัญญาณให้ทหารเปิดประตูเสียง “เอี๊ยดดดด!” ดังสะท้อนออกไปทั่วสนามรบ
บนกำแพงป้อม ทหารเพอร์เดียมต่างยืนนิ่งในความตกตะลึง เสียงกระซิบและการจับจ้องด้วยความไม่เชื่อดังก้องในหมู่พวกเขา
ซวอลเตอร์และแรนดอล์ฟเบิกตากว้างทันทีเมื่อเห็นสิ่งที่เกิดขึ้น
“กิสเลน! หยุดเดี๋ยวนี้! เจ้าเสียสติหรืออย่างไร?!” ซวอลเตอร์ตะโกนเสียงดังอย่างตื่นตระหนก
“ปิดประตูเดี๋ยวนี้! ข้าสั่งให้ปิด!” แรนดอล์ฟร้องเสริม
พวกเขารู้ว่ากิสเลนและทหารรับจ้างมีความสามารถมากเพียงใด แต่ศัตรูครั้งนี้มีกำลังมากเกินกว่าที่พวกเขาจะรับมือได้
“ครั้งนี้มันเสี่ยงเกินไป! เจ้าฟังข้าบ้างเถอะ!” ซวอลเตอร์พยายามโน้มน้าวน้ำเสียงปนความหวาดกลัว
ที่แนวหน้าของศัตรู ทหารถือโล่ตั้งขบวนแน่นหนา เตรียมพร้อมรับมืออย่างชัดเจน ทุกอย่างบ่งบอกว่าพวกมันเรียนรู้จากการโจมตีครั้งก่อนและตั้งใจลดผลกระทบจากกลยุทธ์ของกิสเลนให้เหลือน้อยที่สุด
“ปิดประตู! ปิดมันเดี๋ยวนี้!”
“หนีไปเถอะ! อย่างน้อยก็ช่วยชีวิตตัวเองไว้ก่อน!” แรนดอล์ฟตะโกนด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความสิ้นหวัง
แต่กิสเลนยังคงนิ่งเฉย ไม่แม้แต่จะหันกลับไปมอง เขาก้าวเดินต่อไปอย่างมั่นคง ราวกับไม่ได้ยินคำพูดของพวกเขาแม้แต่น้อย
แม้กระทั่งสโคแวนเองก็ไม่สนคำสั่งจากกำแพง เขาก้มหน้าก้มตาออกคำสั่งให้เปิดประตูต่อไป
“เจ้าโง่! คิดจะทิ้งชีวิตง่าย ๆ แบบนี้จริง ๆ หรือ?!” ซวอลเตอร์ตะโกนด้วยความโกรธจัด ขณะทำท่าจะวิ่งตรงไปที่ประตู แต่แรนดอล์ฟยื่นมือมาขวางไว้
“สายเกินไปแล้ว พี่ชาย”
ถ้าผู้ปกครองละทิ้งตำแหน่งตอนนี้ การต่อสู้จะจบลงก่อนที่จะเริ่มเสียด้วยซ้ำ ซวอลเตอร์จ้องกิสเลนด้วยสายตาเกรี้ยวกราด ก่อนจะสูดลมหายใจลึกเพื่อระงับอารมณ์
“เอาเถอะ… เมื่อประตูเปิดแล้ว ก็สู้ด้วยกันจนถึงที่สุด”
ตอนนี้ไม่มีลูกธนูเหลือ ไม่มีเสบียงสำหรับป้องกันกำแพงอีกต่อไป หากพวกเขาต้องสู้ ก็ต้องสู้ร่วมกันบนพื้นดิน
“ทุกคน! ละทิ้งกำแพง และมารวมตัวที่ประตูใหญ่!” ซวอลเตอร์ออกคำสั่ง
ทหารเพอร์เดียมเริ่มหลั่งไหลมารวมตัวที่ประตู แม้พื้นที่ด้านหลังเหล่าทหารรับจ้างจะแคบเกินไป แต่พวกเขาก็ฝืนแทรกตัวเข้ามา
ขณะที่ซวอลเตอร์ แรนดอล์ฟ และอัศวินช่วยกันจัดระเบียบกำลังพลที่เหลือ กิสเลนหันไปหาทหารรับจ้างของเขา
“เตรียมตัวให้พร้อม เราจะจบเรื่องนี้ก่อนที่พวกพันธมิตรจะรวมกำลังเสร็จ”
เหล่าทหารรับจ้างกำอาวุธในมือแน่น เตรียมพร้อมสำหรับการบุก แม้จะรู้สึกตึงเครียด แต่พวกเขาไม่ได้หวาดกลัว พวกเขาเชื่อมั่นว่า หากปฏิบัติตามคำสั่งของกิสเลน พวกเขาจะชนะเหมือนที่เคยทำมาเสมอ
เคาอาร์ถอนหายใจยาวออกมา “ถ้าข้าต้องตายในสนามรบ ก็คงไม่แย่เกินไปนัก ตายกลางสงครามแบบนี้ยังดีกว่าเพราะอย่างอื่นแหละเนอะ”
เบลินดาที่ปกติจะกังวลกับความปลอดภัยของกิสเลนเสมอ กลับเงียบไปอย่างผิดปกติ เธอรู้ดีว่า ไม่ว่าประตูจะเปิดหรือปิด พวกเขาก็ยังตกอยู่ในอันตราย
‘ขอโทษนะ ท่านซวอลเตอร์… ข้าจะทำทุกอย่างเพื่อรักษานายน้อยให้รอด ถ้าเป็นไปได้ ข้าจะช่วยคุณหนูเอเลน่าด้วย’
เธอวางแผนไว้ในใจ หากสถานการณ์เลวร้ายเกินกว่าจะแก้ไข เธอจะน็อกกิสเลนให้สลบแล้วลากเขาออกจากสนามรบ ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น
กิลเลียนที่รู้ทันความคิดของเบลินดา ไม่ได้พูดอะไรขณะตรวจสอบอาวุธของตน เขาเคยได้ยินเกี่ยวกับกับดักเวทมนตร์ที่พวกเขาเตรียมไว้ แต่จากสีหน้าของกิสเลน ดูเหมือนว่าจะมีบางอย่างผิดพลาด
แม้จะไม่ได้รู้จักกิสเลนนานนัก แต่กิลเลียนก็เข้าใจแล้วว่านายน้อยของเขาไม่ใช่คนที่จะหลบหนีง่าย ๆ เขาได้เตรียมใจแล้วที่จะสละชีวิตอยู่เคียงข้างกิสเลน
‘ราเชล ถ้าอะไรผิดพลาด หนีไปพร้อมคุณหนูเอเลน่า’
อีกด้านหนึ่ง วิคเตอร์ที่เห็นประตูเปิดอยู่ ยิ้มกว้างอย่างพอใจ
“ในที่สุด… ได้เวลาจบเรื่องนี้เสียที”
ทุกอย่างเป็นไปตามที่เขาคาด ศัตรูกำลังเตรียมตัวสำหรับการบุกครั้งสุดท้าย รวมกำลังทั้งหมดไว้ที่ประตู
“พวกโง่ รวมตัวกันแบบนี้ยิ่งง่ายต่อการจัดการ” วิคเตอร์เย้ยหยัน ก่อนยกมือขึ้นออกคำสั่ง
เหล่าทหารม้าซึ่งรออยู่ด้านหลังเคลื่อนตัวไปประจำตำแหน่งที่ปีกทั้งสองข้างของกองทัพกลาง พร้อมที่จะล้อมโจมตีด้านข้างของกำลังเพอร์เดียม
“เมื่อพวกมันแตกกระเจิง ไล่ตามแล้วกวาดล้างให้หมด” วิคเตอร์สั่ง น้ำเสียงเย็นชาและแฝงด้วยความโหดเหี้ยม
“เคลื่อนพลอย่างช้า ๆ รักษาขบวนแน่นหนาไว้!”
“ตุบ! ตุบ! ตุบ!”
แถวทหารของศัตรูเคลื่อนตัวอย่างช้า ๆ แต่แน่นหนาและน่าเกรงขามยิ่งขึ้นในทุกย่างก้าว ทหารเพอร์เดียมที่ยืนรออยู่ที่ประตูมองดูด้วยความหวาดกลัว
สโคแวนที่อยู่ใกล้ประตูสังเกตเห็นบางอย่างผิดปกติ
‘ทำไมดยุกถึงไม่ได้อยู่บนหลังม้า? แล้วพวกทหารรับจ้างก็ไม่มีใครขี่ม้าเลย…’
ทั้งกิสเลนและทหารรับจ้างต่างไม่ได้ขึ้นม้าของตน ทั้งที่ม้าทุกตัวถูกเตรียมไว้ใกล้ประตูอย่างพร้อมเพรียง และยังมีเวลาเพียงพอที่จะเตรียมตัว
สโคแวนลังเลใจ อยากถามกิสเลนเกี่ยวกับม้า แต่ก็ชะงักไป เขารู้ดีว่ากิสเลนไม่มีทางลืมสิ่งง่าย ๆ แบบนี้
เมื่อสโคแวนมองกิสเลนอย่างใกล้ชิด เขาเห็นบางสิ่งในสีหน้าของดยุก มันไม่ใช่สีหน้าของคนที่กำลังพุ่งสู้เป็นครั้งสุดท้ายอย่างสิ้นหวัง แต่เป็นใบหน้าของคนที่กำลังรอคอยช่วงเวลานี้มาโดยตลอด
ความเย็นวาบแล่นขึ้นสันหลังของสโคแวน
กิสเลนมักจะทำสิ่งที่เหนือความคาดหมาย และมักสร้างผลลัพธ์อันน่าอัศจรรย์จากการกระทำที่ดูเหมือนจะเป็นไปไม่ได้
‘เชื่อเขาเถอะ… เขาไม่ใช่คนที่จะยอมแพ้ได้ง่าย ๆ’
เป็นครั้งแรกที่มีคนในเพอร์เดียมวางใจในดยุก
สัญชาตญาณของสโคแวนไม่ได้ผิดไปไกลนัก กิสเลนจ้องมองศัตรูที่กำลังรุกเข้ามาอย่างเงียบ ๆ ดวงตาเต็มไปด้วยความมั่นใจ
‘ดูเหมือนเจ้าจะเก็บไพ่ไว้เหมือนกันสินะ’
ผู้บัญชาการปกติคงจะทุ่มกำลังทั้งหมดเข้าโจมตีทันทีที่เส้นทางลำเลียงเสบียงถูกตัดขาด แต่วิคเตอร์เลือกที่จะเคลื่อนไหวอย่างระมัดระวัง ใช้ประโยชน์จากจุดอ่อนของเพอร์เดียมทุกอย่าง
เขาเป็นคู่ต่อสู้ที่น่าเกรงขาม แต่กิสเลนเองก็เฝ้ารอคอยช่วงเวลานี้ไม่ต่างกัน
‘เจ้าไม่ได้เป็นคนเดียวที่รอเวลานี้‘
ทุกวัน กิสเลนต้องต่อสู้กับความปรารถนาที่จะพุ่งออกไปบดขยี้ศัตรู แต่เขากลั้นใจไว้เพื่อชัยชนะที่สมบูรณ์แบบ
เขากัดฟันแน่นโดยไม่รู้ตัว
‘ข้าไม่เคยลืมเลย’
บนกำแพงนี้เอง ที่หัวของบิดาและเหล่าข้ารับใข้ของเขาถูกประจาน ทิ้งให้เน่าเปื่อยอย่างน่าอัปยศ ภาพนั้นหลอกหลอนกิสเลนในทุกวันของชีวิต หล่อหลอมเขาด้วยความเจ็บปวด
หัวใจของเขาเต้นรัวด้วยความโกรธเมื่อความทรงจำดังกล่าวกลับมาปรากฏขึ้นอีกครั้ง มานาในร่างของเขาพลุ่งพล่าน ราวกับจะระเบิดออกมา
‘ข้าจะไม่ปล่อยให้พวกเจ้ารอดออกไปแม้แต่คนเดียว’
กิสเลนได้เตรียมการอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แม้มันจะไม่สมบูรณ์แบบ ความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจนำไปสู่การล่มสลายของบ้านเมืองและความตายของทุกคน
เมื่อเผชิญหน้ากับกองทัพที่ล้นหลามเช่นนี้ ใครจะรับรองชัยชนะได้?
แต่…
‘ข้าจะไม่ยอมแพ้’
กิสเลนสูดลมหายใจลึก
เขาเคยยื้อเวลาสงครามไว้ได้ชั่วคราวเมื่อตอนกลับมา เพียงเพราะเอเลน่ามอบเวลาให้เขาได้เตรียมตัว แต่ตอนนี้สงครามได้มาถึงแล้ว ใหญ่โตและอันตรายยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ
ยิ่งเขาต่อสู้อย่างหนักเพื่อป้องกันมัน ความเสี่ยงก็ยิ่งมากขึ้น ราวกับฟ้าดินเองต้องการให้เพอร์เดียมล่มสลาย
‘บางที ดินแดนนี้อาจถูกสาปให้ต้องพบกับชะตากรรมที่หลีกเลี่ยงไม่ได้’
แต่กิสเลนสะบัดความคิดมืดมนออกจากหัว พร้อมเผยรอยยิ้มดุร้าย
‘ไม่มีทาง มันจะไม่เกิดขึ้นซ้ำสอง’
“แกร๊ก!”
กิสเลนลดกระบังหมวกเหล็กของเขาลง และเหล่าทหารรับจ้างทุกคนก็ทำตามทันที
“ฮ่าห์…ฮ่าห์…ฮ่าห์…”
เสียงหายใจหนักแน่นของเหล่าทหารรับจ้างดังสะท้อนไปทั่วขณะพวกเขาเตรียมพร้อม
สโคแวนและทหารที่รออยู่ใกล้ประตูต้องถอยออกมาโดยไม่รู้ตัว พลังงานอันเข้มข้นที่แผ่ออกมาจากกิสเลนและพรรคพวกทำให้พวกเขาแทบทนไม่ไหว
มีเพียงกิสเลนและเหล่าทหารรับจ้างที่ยังคงยืนนิ่ง จิตวิญญาณแห่งการต่อสู้ของพวกเขาลุกโชนราวกับเปลวไฟที่ไม่อาจดับได้
กิสเลนยื่นแขนออกไปด้านข้าง พร้อมกล่าวกับเหล่าทหารรับจ้างของเขา
“รอ”
ความตึงเครียดพุ่งขึ้นถึงขีดสุด
หัวใจของเหล่าทหารรับจ้างเต้นรัวราวกับจะระเบิดออกจากอก กล้ามเนื้อทุกส่วนตึงเครียด ร่างกายแข็งทื่อด้วยความคาดหวัง
จิตใจของพวกเขาถูกครอบงำด้วยอะดรีนาลีน ราวกับลืมแม้กระทั่งการมีตัวตนของตนเอง
“ยังไม่ใช่ตอนนี้”
เวลาราวกับหยุดนิ่ง ขณะที่เหล่าทหารรับจ้างจดจ่อทุกความสนใจไปที่คำพูดถัดไปของกิสเลน
ทันใดนั้น กิสเลนหันไปและตะโกนออกมา
“วาเนสซ่า!”
ดวงตาของวาเนสซ่าเบิกโพลง ทันใดนั้นในดวงตาของเธอก็ปรากฏวงเวทสีทองที่ส่องประกาย
ริมฝีปากของเธอขยับเอ่ยถ้อยคำที่ก้องสะท้อนราวกับเป็นเสียงแห่งความจริงของโลก ทำลายขีดจำกัดและพรมแดนแห่งวงเวท
“ครืนนนน!”
กระแสพลังมานาอันมหาศาลแผ่กระจายออกไปทุกทิศทาง กลายเป็นสัญลักษณ์ที่ลอยรอบตัววาเนสซ่า เปลวสัญลักษณ์เหล่านั้นค่อย ๆ แปรเปลี่ยนเป็นจุดแสงสีแดงที่พุ่งกระจายออกไปในอากาศ ก่อนจะสลายตัวกลับคืนสู่โลก
“ครืนนนน!”
ในชั่วขณะนั้น ทุกคนที่อยู่ ณ ที่นั้น—ทั้งมิตรและศัตรู ต่างหยุดนิ่ง ดวงตาทุกคู่จับจ้องไปยังภาพเดียวกัน
กำแพงพลังสีแดงขนาดมหึมา เปล่งประกายดุจแสงอาทิตย์ยามเย็น ลุกขึ้นระหว่างป้อมปราการกับกองทัพศัตรู
ซวอลเตอร์ถึงกับปล่อยดาบในมือหลุดร่วงลงพื้น แรนดอล์ฟยืนอ้าปากค้าง ลืมความสง่างามของตนเอง
“ครืนนนน!”
กองทัพศัตรูไม่สามารถขยับเข้าใกล้เพอร์เดียมได้อีกต่อไป แม้แต่วิคเตอร์ยังต้องรั้งม้าของเขาไว้ ดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ
ในขณะที่ทุกคนยังคงยืนนิ่งอย่างงุนงง มีเพียงคนเดียวที่ยังคงเคลื่อนไหว
เหมือนกับกำแพงเพลิงสีแดงตรงหน้า ดวงตาของกิสเลนส่องประกายด้วยความมุ่งมั่นอันดุดัน
“ครืนนนน!”
พื้นดินสั่นสะเทือนรุนแรงใต้ฝ่าเท้าของเขา
“ข้ารอวันนี้มานานแล้ว”
เสียงของเขาก้องกังวาน ร้อนแรงดุจลาวาที่กำลังเดือดพล่าน