ตื่นขึ้นในโลกแห่งการสังหารด้วยความสามารถระดับ SSS! [นิยายแปล] - ตอนที่ 260 ศิลาทอแสง วัตถุลึกลับ
- Home
- ตื่นขึ้นในโลกแห่งการสังหารด้วยความสามารถระดับ SSS! [นิยายแปล]
- ตอนที่ 260 ศิลาทอแสง วัตถุลึกลับ
ฉินเฟิงรับหีบสมบัติสีทองคำทมิฬทั้งสามมาด้วยความยินดีอย่างยิ่ง
จากนั้น เขาก็เดินไปยังซากศพของชายผู้นั้น และเก็บหีบสมบัติสีทองคำทมิฬใบที่สี่ขึ้นมา
ตอนนี้เขามีหีบสมบัติสีทองคำทมิฬถึงหกใบ และหีบสมบัติสีทองอีกสิบสามใบ ซึ่งเพียงพอที่จะหลอมรวมเป็นหีบสมบัติเพชรสีม่วงได้แล้ว
เพียงแต่ตอนนี้เขายุ่งเกินไป ไม่มีเวลาจัดการ
หลังจากเก็บหีบสมบัติแล้ว ฉินเฟิงก็หยิบกระบี่สีทองขึ้นมา
[กระบี่ศักดิ์สิทธิ์แห่งแสง : อุปกรณ์ระดับ 6 พลังโจมตี +470 พละกำลัง +280 ความเร็วโจมตี +100% เจาะเกราะ +100% ฉีกกระชากบาดแผล +100% เสริมพลังธาตุแสง +100% ยังไม่ได้ผูกพันธะกับเจ้าของ]
ยอดเยี่ยม นี่คืออุปกรณ์ระดับหกของแท้แน่นอน อย่างไรก็ตาม กระบี่ศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงยังด้อยกว่าคมดาบสะท้านมังกรเล็กน้อย
ดังนั้น กระบี่เล่มนี้เขาจะเก็บไว้ให้เสี่ยวหลวนใช้ในภายหลัง ส่วนดาบสวรรค์รัตติกาลเขาจะยกมันให้ฉีเยว่ ทั้งสองเป็นคนสนิทที่เขาไว้วางใจที่สุด ฉินเฟิงจึงต้องมอบอุปกรณ์ดีๆ ให้พวกเขา
หลังจากเก็บกระบี่ศักดิ์สิทธิ์แห่งแสงแล้ว ฉินเฟิงก็หยิบของรางวัลชิ้นที่สามขึ้นมา มันคือวัตถุลึกลับที่มีขนาดเท่ากำปั้น รูปร่างเหมือนหัวใจ มีสีแดงเข้มเหมือนผลึกแก้ว และมีแสงเรืองรองในตัว ฉินเฟิงหยิบขึ้นมาดูอย่างละเอียด
[แก่นพลังงานปีศาจ (พิพากษา) : สมบัติระดับ 6 วัตถุลึกลับ]
แปลกจริง วัตถุลึกลับหรือ… คำอธิบายนี้ดูไร้ประโยชน์เหลือเกิน แต่ว่านี่คือสมบัติระดับหก สมบัติใดๆ ก็ตามที่มีระดับตั้งแต่หกขึ้นไป ล้วนมีมูลค่ามหาศาล
ฉินเฟิงบ่นพึมพำแล้วเก็บแก่นพลังงานปีศาจนั้นไว้ บางทีในอนาคตอาจมีประโยชน์ต่อเขาก็ได้
ในขณะนั้น เขาก็เห็นแหวนเก็บของบนมือของชายผู้นั้นอีกวงหนึ่ง เขาถอดออกดูแล้วก็ยิ้มอีกครั้ง เพราะในแหวนเก็บของวงนั้นมีอุปกรณ์มากมาย และหนึ่งในนั้นเป็นอุปกรณ์ระดับห้า นอกจากนี้ยังมีผลึกสีขาวแปลกๆ ชนิดหนึ่งที่เรียกว่าศิลาทอแสง
[ศิลาทอแสง : ทรัพยากรระดับ 5 หนึ่งในวัสดุที่จำเป็นสำหรับการเลื่อนระดับกระท่อมไม้เป็นระดับ 7]
เมื่อเห็นข้อมูลนี้ ฉินเฟิงก็รู้สึกประหลาดใจ เพราะในตอนนี้กระท่อมไม้ของเขาตอนนี้อยู่ที่ระดับหกและการเลื่อนระดับครั้งต่อไปคือระดับเจ็ด
ไม่คิดเลยว่า เขายังไม่ทันได้รับสิทธิ์ในการเลื่อนระดับกระท่อมไม้เป็นระดับเจ็ด แต่ก็ได้รับทรัพยากรที่จำเป็นสำหรับการเลื่อนระดับล่วงหน้าแล้ว
นี่เป็นผลตอบแทนจำนวนมหาศาลเลยทีเดียว เพราะเมื่อมองดูศิลาทอแสงในแหวนเก็บของ มีไม่ต่ำกว่าหนึ่งร้อยก้อน ถือว่าน่าตกใจมากเลยทีเดียว ตามหลักแล้ว ศิลาทอแสงน่าจะเป็นทรัพยากรที่หายากมาก ทำไมชายผู้นี้ถึงมีศิลาทอแสงมากมายขนาดนี้ในแหวนเก็บของกัน
ต่อมา ฉินเฟิงจึงหยิบแหวนเก็บของอีกวงออกมา หลังจากที่มองดูคร่าวๆ แล้ว ด้านในของแหวนวงนี้ก็มีศิลาทอแสงกว่าร้อยก้อนเช่นกัน เพียงแต่แหวนเก็บของวงนี้ เขาได้มาจากผู้กลายพันธุ์แห่งแสงสว่าง
แปลกจริงๆ ศิลาทอแสงเป็นทรัพยากรที่หายาก ทำไมพวกเขาถึงมีมากมายขนาดนี้…
อย่างไรก็ตาม ยิ่งมีทรัพยากรประเภทนี้มากเท่าไหร่ก็ยิ่งดี ฉินเฟิงเก็บแหวนเก็บของทั้งสองวงด้วยความพึงพอใจ และเริ่มสกัดศพของผู้พิพากษาอธรรม เขาจึงได้ทักษะเทพแสงศักดิ์สิทธิ์ระดับห้าและค่าสถานะอีกยี่สิบหน่วย นับเป็นผลตอบแทนที่ไม่น้อยเลย
เมื่อทำสิ่งเหล่านี้เสร็จสิ้น ฉินเฟิงก็ยกเลิกผสานวิญญาณ
วูบบ… แสงสีทองสว่างวาบ จากนั้นเสี่ยวหลวนปรากฏตัวออกมา
“พ่อจ๋าๆ หนูเลื่อนระดับแล้ว!” เจ้าตัวเล็กย่อขนาดลงแล้วกระโดดมาเกาะบนไหล่ของฉินเฟิงอย่างมีความสุข
“อืม ฉันเห็นแล้ว” ฉินเฟิงพูดด้วยน้ำเสียงเอ็นดู
ในขณะที่ผสานวิญญาณ ทุกอย่างจะขึ้นอยู่กับความคิดของฉินเฟิง ส่วนจิตสำนึกของเจ้าตัวเล็กจะเข้าสู่ภาวะหลับใหลและไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นระหว่างการต่อสู้
ตอนนี้พอมันพบว่าตัวเองเลื่อนระดับแล้ว จึงรู้สึกตื่นเต้นอย่างมาก เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ หลังจากที่เจ้าตัวเล็กเลื่อนระดับเป็นระดับสิบห้า พลังการต่อสู้โดยรวมของมันก็ขึ้นสู่จุดสูงสุดของสวรรค์ชั้นที่เก้าแล้ว
สัตว์เลี้ยงสายเลือดขั้นวางรากฐานระดับสูงนั้นไม่ธรรมดาจริงๆ ฉินเฟิงก็รู้สึกปลาบปลื้มใจมาก
แกร่กๆๆ … ในเวลานั้นเอง ร่างของผู้พิพากษาอธรรมก็เกิดการเปลี่ยนแปลง ผิวหนังของเขาเริ่มแตกออก จากนั้นก็มีกลุ่มหมอกสีเทาลอยออกมา
ในชั่วพริบตา กล้ามเนื้อทั้งหมดของศพก็กลายเป็นหมอกสีเทาและสลายไปในอากาศ เหลือเพียงโครงกระดูกสีขาวที่ดูน่าขนลุกบนพื้นดิน และเมื่อหมอกสีเทาเหล่านั้นสลายไป มันก็หลอมรวมเข้ากับฟ้าดิน
ครืนนน… พื้นที่หุบเขาทั้งหมดก็สั่นสะเทือนเล็กน้อย ฉินเฟิงและเสี่ยวหลวนต่างตกใจมาก ทว่าสักพักทุกอย่างก็สงบลง จากนั้นวิถีสวรรค์ก็ส่งข้อความเตือนมา
[แจ้งเตือน : หุบเขาแสงตะวันได้รับการชำระล้างอย่างสมบูรณ์ หมอกวิญญาณกลืนแสงภายในหุบเขาถูกขับไล่ ผนึกทั้งหมดหายไป เมื่อถึงเวลาค่ำ หุบเขาแสงตะวันจะไม่หายไปอีกต่อไป]
ฉินเฟิงเข้าใจในทันที ที่แท้ก็ได้รับการชำระล้างอย่างสมบูรณ์แล้วนี่เอง
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ อีกหนึ่งชั่วโมงก็จะค่ำแล้ว เขาเองก็จัดการเรื่องต่างๆ ของที่นี่จนเสร็จเกือบหมดแล้ว ถึงเวลาที่เขาจะต้องกลับหมู่บ้านห้วงลึกแห่งมังกร เพื่อเตรียมตัวสำหรับการทดสอบผู้พิพากษาสวรรค์ในเช้าวันพรุ่งนี้เสียที
“พ่อจ๋าๆ หุบเขาแสงตะวันได้รับการชำระล้างอย่างสมบูรณ์แล้ว ผนึกประหลาดที่นี่หายไปหมดเลย พวกเราน่าจะเดินออกจากที่นี่ได้แล้วใช่ไหม?”
“อืม ที่นี่มีทางออกเดียว และที่ทางออกมีเขตผนึกอยู่ ถ้าอยากจะออกไปก็ต้องใช้ป้ายผ่านทาง โชคดีที่ฉันมีอยู่แล้ว”
เสี่ยวหลวนดีใจมาก “เยี่ยมเลย พ่อจ๋า ฐานทัพของเผ่าปฐพีครามก็อยู่ใกล้ๆ นี้เอง เราออกไปกำจัดพวกมันแล้วยึดฐานทัพพวกมันกันเถอะ”
ฉินเฟิงส่ายหัว “อย่าเพิ่งเลย ถ้าเราไปกำจัดเผ่าปฐพีครามตอนนี้ ก็มีแต่จะทำให้ฐานทัพใหญ่ของเผ่าครามรู้ตัวไวขึ้น และมันอาจจะกระทบกับภารกิจวิหารเทพโทเท็มของเรา”
“อีกอย่าง พรุ่งนี้ก็เป็นการทดสอบผู้พิพากษาสวรรค์แล้ว รอให้ผ่านการทดสอบก่อน แล้วเราค่อยกลับมาจัดการพวกมันทีหลัง”
เสี่ยวหลวนเมื่อได้ฟังก็เข้าใจ “จริงด้วย หนูเกือบลืมเรื่องการทดสอบนี้ไปเลย ตอนนี้มันเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดเลยนี่นา”
ฉินเฟิงยิ้ม “เจ้าตัวเล็ก ตอนนี้เวลาเราเหลือน้อยแล้ว เราไปดูกันเถอะว่าในวิหารนี้ดูว่ามีสมบัติอะไรบ้าง เสร็จแล้ว เราค่อยเมืองท่าเยว่กัน”
“อืม!” จากนั้น หนึ่งคนและหนึ่งสัตว์เลี้ยงก็แยกกันออกไปตามล่าหาสมบัติในวิหาร…
ในเวลาเดียวกัน ที่ฐานทัพของเผ่าปฐพีคราม ในลานบ้านแห่งหนึ่ง
ผู้อาวุโสโม่ยืนกอดอก เขามองไปยังทิศทางของเมืองท่าเยว่ด้วยสีหน้าเคร่งขรึมเล็กน้อย
ตอนนี้เป็นเวลาใกล้ค่ำ ดวงอาทิตย์ใกล้จะลับขอบฟ้าแล้ว ทว่าผู้อาวุโสกู่ก็ยังไม่มีข่าวคราว และค่ายกลเคลื่อนย้ายเทเลพอร์ตก็ยังไม่เชื่อมต่อ
“เกิดอะไรขึ้น ทำไมผู้อาวุโสกู่ถึงยังไม่มีข่าวคราวมาเลย หรือว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นกับเขา” ผู้อาวุโสโม่บ่นพึมพำ สีหน้าแสดงความกังวลเล็กน้อย
ระหว่างนั้น ก็เสียงฝีเท้าก็ดังขึ้นข้างหลังเขา… หลันเซวียนเดินเข้ามาหาผู้อาวุโสโม่อย่างนอบน้อม
“ผู้อาวุโสโม่ อีกหนึ่งชั่วโมงก็จะค่ำแล้ว ผมเพิ่งไปตรวจสอบดู ตอนนี้ค่ายกลเคลื่อนย้ายเทเลพอร์ตก็ยังไม่เชื่อมต่อเลยครับ”
ผู้อาวุโสโม่ถอนหายใจ “ช่างเถอะ ไม่เชื่อมก็ช่างมัน ค่ายกลเคลื่อนย้ายเทเลพอร์ตของเมืองท่าเยว่คงเสียหายหนัก ผู้อาวุโสกู่ก็เลยซ่อมมันไม่ได้ ถ้าอย่างนั้นพรุ่งนี้เช้าพวกเราจะออกเดินทางกันเลย นายไปจัดเตรียมให้พร้อมเถอะ”
“ครับ” จากนั้น หลันเซวียนก็รับคำสั่งแล้วเดินจากไป
เขารู้สึกว่าสิ่งที่ผู้อาวุโสโม่พูดนั้นมีเหตุผล ด้วยความแข็งแกร่งของกองทัพผู้อาวุโสกู่ ไม่มีทางที่พวกเขาจะเกิดเรื่องอะไรขึ้นได้ แต่น่าจะเป็นเพราะค่ายกลเคลื่อนย้ายเทเลพอร์ตของเมืองท่าเยว่เสียหายหนักเกินไป จึงยังไม่สามารถเชื่อมต่อได้
จนถึงตอนนี้ คนของเผ่าครามก็ยังไม่สงสัยเลยว่ากองทัพของผู้อาวุโสกู่ได้ถูกทำลายไปแล้ว…
อีกด้านหนึ่ง ที่ทางเข้าหุบเขาแสงตะวัน คนลึกลับสวมชุดคลุมสีดำกำลังเดินวนเวียนอยู่ที่นั่น
คนในชุดคลุมสีดำผู้นั้นมีรูปร่างผอมบาง เสื้อคลุมหลวมๆ ไม่อาจบดบังเรือนร่างที่งดงามได้ แต่ใต้ผ้าคลุมสีดำนั้นกลับเต็มไปด้วยความเศร้าโศก เธอคือหมิงซีจากเผ่าเฟย
เธอได้เฝ้าระวังกองทัพของผู้อาวุโสโม่ใกล้ฐานทัพเผ่าปฐพีครามมาทั้งวันแล้ว แต่ก็ไม่เห็นผู้อาวุโสโม่และคนอื่นๆ ทำอะไร ทว่าสิ่งที่ทำให้เธอหนักใจที่สุดในตอนนี้ไม่ใช่เรื่องของเผ่าคราม แต่เป็นการหายตัวไปของเจิงหยวน
ในช่วงเวลานี้ เธอได้ใช้หยกสื่อสารติดต่อเจิงหยวนหลายสิบครั้ง แต่ก็ไร้การตอบกลับใดๆ ราวกับว่าเขาหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย ไม่พบแม้แต่ศพ
หมิงซีร้อนใจมาก เพราะเจิงหยวนเป็นผู้แข็งแกร่งระดับสวรรค์ชั้นที่หก และเป็นลูกชายของหนึ่งในผู้อาวุโสสูงสุด เขามีภูมิหลังและสถานะที่สูงส่งในเผ่าเฟย
หากข่าวการหายตัวไปของเขาแพร่กระจายกลับไปยังเผ่า จะต้องเกิดความปั่นป่วนอย่างใหญ่หลวงอย่างแน่นอน
“แปลกชะมัด เสียงเมื่อตอนนั้นมันดังมาจากที่นี่ และก็ไม่มีความเคลื่อนไหวใดๆ เลย แต่หลังจากนั้น ฉันก็ติดต่อเจิงหยวนไม่ได้อีกเลย หรือว่าเขา…”
หมิงซีมองไปยังจุดที่อยู่ข้างหน้า ซึ่งมีรอยไหม้เป็นบริเวณกว้าง ข้างๆ รอยไหม้นั้นมีรอยเท้าจางๆ ที่ทอดยาวไปสู่หุบเขาแสงตะวันข้างหน้า…
“หรือว่าเจิงหยวนไปที่หุบเขาแสงตะวัน?” หมิงซีเงยหน้ามองทางเข้าหุบเขา ที่ซึ่งมีหมอกสีขาวหนาทึบและเผยให้เห็นบรรยากาศที่แปลกประหลาด
“เป็นไปไม่ได้ เจิงหยวนน่าจะรู้ถึงเรื่องของหุบเขาแสงตะวันดี เพราะอย่างนั้นเขาไม่มีทางกล้าเข้าไปแน่นอน หรือว่า… ช่างเถอะ เรื่องนี้สำคัญเกินไป มันเกินกำลังกว่าที่ฉันจะจัดการเองได้” หมิงซีบ่นพึมพำ แล้ววูบหายไปจากที่เดิม
เธอต้องรีบกลับไปรายงานเรื่องนี้ให้เผ่าฟัง และขอให้ผู้อาวุโสในเผ่ามาจัดการ…
ในเวลาเดียวกัน ภายในหุบเขาแสงตะวัน
ฉินเฟิงและเสี่ยวหลวนเดินวนเวียนอยู่ในวิหารหลายรอบ แต่ก็ไม่มีอะไร พวกเขาจึงรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย จากนั้น หนึ่งคนและหนึ่งสัตว์เลี้ยงก็ออกจากวิหาร
ทว่าทันทีที่ออกไป พวกเขาก็พบสิ่งที่น่าประหลาดใจ…