ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น - เล่มที่ 1 บทที่ 13 ยังไม่กิน?
เซวียเสี่ยวหรั่นถอยหลังกรูดเบิกตากว้างอย่างตื่นกลัว จนกระทั่งหลังเท้าชนกับก้อนหิน สะดุดล้มลงไปด้านหลัง
“ว้าย…”
เสียงกรีดร้องแหลมกว่าตอนแรก
“โอ๊ย ก้นฉัน…”
เพื่อปกป้องกระเป๋าเป้ในอ้อมแขน การล้มลงไปครั้งนี้จึงค่อนข้างหนัก ก้นกระแทกกับก้อนหินอย่างรุนแรง เจ็บจนแทบน้ำตาไหล
งี่เง่าบัดซบ นี่ไม่เรียกว่ารักสนุกเลยทุกข์ถนัดหรอกหรือ เซวียเสี่ยวหรั่นเจ็บจนน้ำตาไหลพราก
เหลียนเซวียนซึ่งพิงโขดหินอยู่ตรงนั้นได้ยินเสียงกรีดร้องเป็นชุดๆ ของนาง ก็รู้สึกอยากยกมือกุมหน้าผาก
นางตกใจอะไรขนาดนั้น?
เซวียเสี่ยวหรั่นวางเป้ในอ้อมแขนลงด้านข้าง ก่อนทิ้งตัวแผ่หลาลงไปบนพื้น ทว่าก็ต้องพลิกตัวตะแคงข้างอย่างยากเย็นเพื่อคลายความเจ็บปวดที่ก้น
“โอ๊ย เจ็บจังเลย ก้นกบของฉันไม่หักไปแล้วหรือเนี่ย”
เธอร้องโอดโอยพลางลูบคลำกระดูกก้นกบของตนเอง ชาแต่กลับไม่รู้สึกเท่าไร ต่างกับผิวหนังที่ก้นเจ็บจนจะตายอยู่แล้ว
เซวียเสี่ยวหรั่นลูบคลำก้นของตัวเองทั้งซ้ายขวาบนล่าง หินใหญ่ในใจค่อยปล่อยวางลงได้ กระดูกก้นกบไม่มีปัญหา แต่ก้นนี่สิน่าจะช้ำไปทั้งแถบ
เสียง “ตึง” ดังเบาๆ เหลียนเซวียนอยู่ตรงนั้นพยายามฝืนร่างกายคิดจะลุกขึ้นมา แต่ดูเหมือนว่าเขาจะอยู่ในสภาพย่ำแย่ มือทั้งสองยันพื้น เข่าทั้งสองข้างคุกเข่าลงไปบนพื้นที่เต็มไปด้วยหิน ขณะกำลังตะกายตัวดันไปชนถูกตอไม้เข้าจึงเกิดเสียงดังออกมา
เซวียเสี่ยวหรั่นสะกดกลั้นความเจ็บหันไปมอง บาดแผลน่าเกลียดน่ากลัวเต็มหน้ายามอยู่ภายใต้แสงตะวันแลดูบาดตา แต่เขาก็กัดฟันตะกายลุกขึ้น ทำให้หัวใจของเธอสั่นสะเทือน เขาได้ยินเสียงร้องครวญครางของเธอ ดังนั้นจึงอยากมาช่วยกระมัง
ตัวเองบาดเจ็บจนเหมือนตายไปครึ่งตัว ยังคิดจะเข้ามาช่วยเหลือ เซวียเสี่ยวหรั่นรู้สึกแสบจมูกเล็กน้อย หุบเขาในซอกหลืบแห่งนี้ ดีชั่วอย่างไรก็ยังมีคนเป็นห่วงเป็นใยตนเอง
ทันใดนั้นเธอก็ลุกขึ้นมาอีกครั้ง โดยไม่ห่วงความเจ็บปวดของตน วิ่งโซซัดโซเซเข้ามาหาเหลียนเซวียนโดยไม่กลัวว่าก้นยังเจ็บอยู่ ประคองแขนของเขาอย่างระมัดระวัง
“อย่าเคลื่อนไหวซี้ซั้วสิ ฉันไม่ได้เป็นอะไรใหญ่โต แค่หกล้มก้นจ้ำเบ้ากระแทกถูกหินเท่านั้น เจ็บเดี๋ยวเดียวก็หายแล้ว”
ขณะกล่าววาจาก็มีเสียงซี้ดแทรกอยู่ในลมหายใจ
ร้องครวญครางเสียงดังขนาดนั้น ต้องล้มกระแทกไม่เบาเป็นแน่ เหลียนเซวียนถอนใจอยู่เงียบๆ ก่อนนั่งลงตามแรงบังคับที่กดลงมา แล้วใช้นิ้วเขียนอักษรสองสามตัวบนพื้นช้าๆ
“ไม่ต้องกลัว ตายแล้ว”
หลังเซวียเสี่ยวหรั่นอ่านจบก็อึ้งงัน ก่อนรั้งสติกลับมา หันไปมองตัวการที่ทำให้เธอตกใจจนกรีดร้องเมื่อครู่
โลหิตคล้ำเข้มที่สาดกระจายไปทั่วเป็นของงูตัวหนึ่ง หากพิศให้ดีจะเห็นว่าที่หัวของมันมีมีดสั้นสีเงินปักอยู่ โลหิตงูไหลเจิ่งนองตั้งแต่หัวของมันลงมา
“คุณ… เป็นคนฆ่ามันตาย?”
เซวียเสี่ยวหรั่นเบิกตากว้างอย่างไม่อยากเชื่อ มือเท้าของเขาไม่มีแรง ดวงตาก็มองไม่เห็น แล้วใช้มีดสั้นปักหัวงูแม่นยำขนาดนั้นได้อย่างไร
เหลียนเซวียนพยักหน้าอย่างเรียบเฉยไร้อารมณ์
เซวียเสี่ยวหรั่นอ้าปากตาค้าง มองเขาตั้งแต่หัวจรดเท้ารอบหนึ่ง
“คุณ… ทำได้ยังไง?”
มุมปากที่ซ่อนอยู่ภายใต้หนวดเครารกครึ้มกระตุกเล็กน้อย ไม่รู้ว่าควรตอบอย่างไร เพื่อรวบรวมพลังที่อ่อนแอสายนั้นเอามาใช้ เขาต้องนอนนิ่งเหมือนเป็นอัมพาตอยู่นานกว่าจะฟื้นคืนสติ
สถานการณ์ของตนเองตอนนี้คงเป็นช่วงเวลาเลวร้ายที่สุดในชีวิตแล้ว
เห็นเขานิ่งเงียบไม่ให้คำตอบ เซวียเสี่ยวหรั่นพลันรู้สึกว่าเป็นโชคดี หัวใจพองฟูคิดว่าตนเองคาดเดาคำตอบถูกต้องแล้ว
เธอยิ้มย่องในใจ เมื่อเธอทะลุมาต่างภพ เหลียนเซวียนเองก็แต่งชุดโบราณ ด้วยอาการบาดเจ็บของเขา ก็น่าจะถูกศัตรูไล่ล่าสังหารเพื่อแก้แค้นกระมัง
ก้นยังรู้สึกเจ็บอยู่ เธอร้องซี้ดไปพลางคาดคะเนไปพลาง “เมื่อก่อนท่านคงเป็นยอดฝีมือในยุทธภพสินะ อืม… อาจจะถูกคู่แค้นลอบสังหาร ไม่ก็ถูกวางยาพิษ ดังนั้นถึงเปลี่ยนมาเป็นอย่างตอนนี้ แม้ปรกติมือเท้าจะไม่มีแรง แต่เมื่อเกิดอันตรายก็ยังสามารถรวบรวมพลังเพื่อช่วยชีวิตตนเองได้?”
นับว่าละครทีวีกับนิยายที่อ่านตลอดหลายปีมานี้ไม่ไร้ประโยชน์เสียทีเดียว ประกอบกับลองคิดเชื่อมโยงถึงเหตุการณ์เมื่อคืนที่เขาระเบิดพลังเอื้อมมือมาบีบคอเธอกะทันหัน เซวียเสี่ยวหรั่นก็เชื่อมั่นว่าสมมติฐานของเธอน่าจะถูกต้องถึงแปดเก้าส่วน
เหลียนเซวียนหนังตากระตุก สาวน้อยคนนี้ดูภายนอกเป็นคนโผงผางหยาบกระด้าง แต่ความคิดอ่านกลับเฉียบคม
เห็นเขายังคงไม่ตอบ เซวียเสี่ยวหรั่นก็อมยิ้มทำหน้าว่า ‘ข้ารู้หรอกน่า’ เธอแน่ใจว่าเดาถูก เขาไม่ส่ายหน้าก็แสดงว่าไม่ปฏิเสธ
“ว่าแต่งูตัวนี้มันตายสนิทแล้วแน่นะ ไม่ใช่ว่าเดี๋ยวฟื้นขึ้นมาแว้งกัดข้าล่ะ”
เธอไม่คิดตอแยกับเหลียนเซวียนอีก แม้เห็นว่างูตัวนั้นไม่ขยับเขยื้อน แต่เซวียเสี่ยวหรั่นก็ยังระแวงอยู่บ้าง
ทว่าครั้งนี้เหลียนเซวียนกลับมีการตอบสนอง เขาสั่นศีรษะ แสดงว่างูตายสนิทแล้ว
เซวียเสี่ยวหรั่นเห็นอย่างนั้นก็โล่งใจ
ว่าแล้วก็ไปหาท่อนไม้มา ก่อนเดินเข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง จากนั้นก็ใช้ท่อนไม้เขี่ย งูตัวนี้ไม่ใช่เล็กๆ ความยาวเกือบสองเมตร ขนาดเท่ากับกำปั้นของผู้ใหญ่ เห็นแล้วชวนขนลุก
หากไม่เพราะเป็นเช่นนี้ เมื่อครู่เธอก็คงไม่ตกใจถอยหลังจนหกล้มก้นจ้ำเบ้า ตอนนี้เจ็บจนแทบไม่รู้สึกว่าก้นเป็นของตัวเองแล้ว
แต่งูสีน้ำดำสลับน้ำตาลตัวนี้แลดูคุ้นตาอยู่สักหน่อย
เซวียเสี่ยวหรั่นหรี่ตาพิจารณาอย่างละเอียด ยามเห็นส่วนคอที่ขยายแผ่แม่เบี้ยของมัน ก็อดหนาวใจไม่ได้
“โอ พระเจ้า นี่คือจ้าววายุขุนเขา หรือราชางูจงอาง พิษร้ายแรง ถูกกัดคำเดียวรับรองว่าตายสนิท”
แม้ว่าเซวียเสี่ยวหรั่นไม่เคยเห็นงูจงอางตัวจริงมาก่อน แต่เคยดูรายการเกี่ยวกับสัตว์โลกมาไม่น้อย
ละแวกหมู่บ้านของเธอก็มีงู แต่ส่วนใหญ่จะเป็นงูที่จับหนูกินไม่มีพิษ แต่เดี๋ยวนี้ก็น้อยมากแล้ว ตั้งแต่เล็กจนโตเธอเคยเห็นแค่สองสามครั้ง เด็กผู้ชายที่ใจกล้าและซุกซนหน่อยก็มักจะใช้ท่อนไม้ไปจับงูมาโยนใส่ให้คนตกใจเล่น ซึ่งเธอก็เป็นหนึ่งในนั้น
ไม่ว่าจะมีพิษหรือไม่มี ในความคิดของเธองูก็เป็นสัตว์เลือดเย็นที่น่ากลัว
เหลียนเซวียนสัมผัสความหวาดกลัวได้จากเสียงร้องตื่นตระหนกของนาง ราชางูจงอาง? เหตุไฉนเขาไม่เคยได้ยินชื่องูชนิดนี้มาก่อน แต่ถ้าเป็นจ้าววายุขุนเขาก็พอจะคุ้นหูบ้าง ในบรรดางูที่มีพิษร้ายมีชนิดหนึ่งชื่อว่างูหัวแบน ไม่รู้ว่างูที่นางเอ่ยถึงจะเป็นงูชนิดนี้หรือเปล่า
“ว้าว พวกเรานี่ดวงแข็งกันจริงๆ เคราะห์ดีที่งูตัวนี้ไม่ออกมาหาเหยื่อตั้งแต่เมื่อคืน ไม่อย่างนั้นละก็…. จิ๊ๆๆ” เธอเดาะลิ้นอย่างอดไม่ได้ แต่ไม่พูดต่อ ใช้ท่อนไม้ในมือเขี่ยๆ งูตัวนั้น
ถึงแน่ใจว่าตายแล้ว เธอก็ยังไม่กล้าถอนมีดสั้นสีเงินเล่มนั้นออกจากตัวงู
“ปัดโธ่เอ๊ย มีดปักอยู่ที่หัวงู จะอาบพิษมาด้วยไหมล่ะนี่” เซวียเสี่ยวหรั่นย่อตัวลงในตำแหน่งที่ห่างจากงูราวสองเมตร “นั่นคือมีดปอกผลไม้ ต่อไปยังใช้ปอกเปลือกผลไม้ได้อยู่หรือเปล่า”
เธอบ่นพึมพำอยู่ราวหนึ่งเค่อ [1] แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ยอมเดินหน้าเข้าไปอีกก้าว
เหลียนเซวียนมุมปากกระตุก ไม่รู้จะอธิบายอารมณ์ของตนเองอย่างไร
เขาคลำไปข้างตัวจนพบท่อนฟื้นดุ้นหนึ่ง จากนั้นก็เคาะที่พื้นจนหักเป็นสองท่อน เพื่อดึงความสนใจของแม่นางคนนั้นกลับมา
“มีอะไร หิวแล้วหรือ อ้อ จริงด้วยสิ ข้าลืมไปเสียสนิทว่ามีของอยู่” เซวียเสี่ยวหรั่นนึกถึงผลงานที่เก็บมาเต็มกระเป๋า จากนั้นก็ลุกขึ้นจากพื้นอย่างยากเย็น
ให้ตายสิ ตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้าเขียนอักษรบรรยายได้คำเดียวคือ ‘เจ็บ’
เซวียเสี่ยวหรั่นกัดฟันเดินไปยังกระเป๋าเป้ด้านข้าง หลังจากนั้นก็ลากมันไปไว้ข้างกายเหลียนเซวียน
คราวนี้ เธอไม่กล้าแม้แต่จะย่อตัวคุกเข่านั่งยองๆ เพียงแค่ก้มลงหยิบกล้วยน้ำว้าจากในกระเป๋าเป้ออกมา แล้วปอกเปลือกส่งให้เขาถึงมือ
“เอ้า นี่คือกล้วยน้ำว้า ข้าอุตส่าห์แย่งมาจากปากของลิงเลยนะ”
แย่งมาจากปากลิง? เหลียนเซวียนถึงกับตะลึงงัน
…
[1] เค่อ คือหน่วยบอกเวลามีค่าเท่ากับสิบห้านาที