ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น - เล่มที่ 1 บทที่ 19 สวรรค์เข้าข้างฉันแล้ว
“หินแบบนี้สามารถเขียนอักษรลงไปได้ ท่านลองดูสิ เมื่อคืนท่านได้หลับบ้างหรือเปล่า”
เหลียนเซวียนคลำก้อนหินที่ไม่เรียบสักเท่าไร ลังเลอยู่ชั่วขณะหนึ่ง ก็ลองเขียนลงบนหินสองตัวอักษร ‘หลับแล้ว’
“อื้อๆ ไม่เลว หินที่ใช้เขียนอักษรได้แบบนี้ ตอนเด็กๆ ข้าเคยหามาเล่นอยู่บ่อยๆ ริมแม่น้ำมีหินที่ไม่แข็งมากแบบนี้อยู่ไม่น้อย ใช้เขียนอักษรบนหินได้เป็นอย่างดี เอาไว้ว่างเมื่อไร ข้าจะหาแผ่นหินที่เรียบหน่อยมาให้จะได้เขียนสะดวกกว่า เช่นนี้พวกเราก็จะสามารถสื่อสารกันง่ายขึ้น ฮ่าๆ ฉันนี่ฉลาดจริงๆ ”
เซวียเสี่ยวหรั่นเปล่งเสียงหัวเราะอย่างลำพองใจ
เหลียนเซวียนมุมปากกระตุก แต่ก็ยอมรับที่นางยกยอตัวเอง การทำสัญลักษณ์บนก้อนหิน คือวิธีการที่เหล่าองครักษ์เงาใช้บ่อย แต่เขาไม่ได้นึกถึงข้อนี้
“เอาล่ะ เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเราก็มาคุยกันสักหน่อยดีกว่า” เซวียเสี่ยวหรั่นเบ้ปากย่อตัวลงมาคุกเข่าข้างเขา “ตาของท่านมองไม่เห็นแม้แต่น้อยเลยหรือ? ”
ไม่ใช่ว่าเธอต้องการตอกย้ำอาการบาดเจ็บของอีกฝ่าย เพียงแต่เห็นเขาขยับตัวไปเติมฟืนได้อย่างแม่นยำ ก็เลยคิดว่าเขาอาจมองเห็นบ้างเล็กน้อย
เหลียนเซวียนนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนใช้หินเขียนอักษรลงไปช้าๆ
“ค่อนข้าง… รางเลือน”
เซวียนเสี่ยวหรั่นเบิกตากว้าง “โอ้ แค่นี้ก็ยังดี อย่างน้อยก็ไม่ถึงกับบอดสนิท ต้องพิษใช่ไหม แล้วมียาที่สามารถแก้ได้รึเปล่า? ”
“ใช่ ต้อง พิษ มี ยา ถอน พิษ”
รอจนเขาเขียนอักษรเหล่านั้นจบ อารมณ์ตื่นเต้นของเซวียเสี่ยวหรั่นก็มอดดับสนิทเพราะความเชื่องช้าเอ้อระเหยของเขา
ไม่ไหว สื่อสารแบบนี้เสียเวลาเกินไป
“มียาแก้ได้ก็ดี เอาล่ะ งดการติดต่อชั่วคราวก่อน เดี๋ยวช่วงค่ำมีเวลาค่อยมาคุยกันต่อ ข้าต้องรีบไปทำธุระก่อน” เซวียเสี่ยวหรั่นเอามือยันพื้นกัดฟันลุกขึ้นยืน “โอ๊ย เจ็บจะตายอยู่แล้ว”
“ฉันจะไปล้างหน้าล้างตาที่ริมแม่น้ำ อีกสักครู่จะตักน้ำกลับมาให้”
พูดจบ เธอก็หยิบขวดแล้ววิ่งฉิวออกไป
ร้องบ่นว่าเจ็บ แต่ก็วิ่งราวกับเหาะ แม่นางผู้นี้ช่างไม่มีใครเหมือน
ท้องฟ้าสว่างจ้าแล้ว
ดูจากความสว่างของท้องฟ้า เซวียเสี่ยวหรั่นประเมินว่าน่าจะเป็นช่วงแปดถึงเก้าโมงเช้า เธอตื่นสายแล้ว
หลังย่างเข้าฤดูใบไม้ร่วง ฟ้ามักจะมืดเร็ว แค่ห้าโมงเย็นเกรงว่าในป่าก็แทบจะมองทางไม่เห็นแล้ว
ดังนั้น เวลาช่วงกลางวันจึงมีจำกัดมาก
เธอรีบไปปลดทุกข์ หลังจากนั้นก็ล้างหน้าบ้วนปาก ดื่มน้ำและตวงใส่ขวดให้เต็ม ไม่สนใจแม้แต่จะหวีผมเผ้า
กลับมาถึงถ้ำก็รินน้ำในขวดใส่ถ้วยพลาสติก จากนั้นก็วางถ้วยไว้ข้างกายของเหลียนเซวียน
“นี่คือน้ำ จะดื่มหรือว่าบ้วนปากก็สุดแล้วแต่ท่าน”
จากนั้นก็หันมาค้นโดนัทชิ้นสุดท้ายออกจากกระเป๋าเป้ ฉีกซองออก จากนั้นก็แบ่งโดนัทที่บี้แบนเปลี่ยนรูปไปแล้วออกเป็นสองส่วน แล้วยัดใส่มือของเหลียนเซวียนครึ่งหนึ่ง “นี่คืออาหารเช้า เติมท้องสักหน่อย ข้าจะออกไปข้างนอก”
พูดจบก็หยิบมีดสั้นบนพื้นยัดใส่เข้าไปในเสื้อชั้นในของตนเอง หลังจากนั้นก็แบกเป้ขึ้นหลังคิดจะเดินออกไป
“ก๊อกๆ” เสียงเคาะก้อนหินแว่วมาจากด้านหลัง
“มีอะไรหรือ” เซวียนเสี่ยวหรั่นหันมามองด้วยความสงสัย
เหลียนเซวียนชี้ไปที่พื้น เซวียเสี่ยวหรั่นจึงเข้ามาใกล้ๆ แล้วค้อมเอวลงมอง
“ระวัง.. ลิง… อาณาเขต... เข้าใจ?”
เขากำลังเตือนเธอว่าลิงมีการแบ่งอาณาเขตหรือ? เซวียเสี่ยวหรั่นทำตาปริบๆ ก่อนฉีกยิ้ม
“ข้ารู้แล้วล่ะ ขอบคุณนะ ข้าจะระวัง”
พูดจบก็หมุนตัววิ่งออกไป
นางรู้? รู้อะไรล่ะ เหลียนเซวียนรู้สึกปวดฟัน
เขาถอนหายใจเฮือก หวังว่าแม่นางผู้นี้จะมีไหวพริบ ไม่เข้าไปยั่วยุฝูงลิง
เขาคลำหาถ้วยที่ใส่น้ำ
บอกว่าเป็นถ้วย แต่มันกลับนุ่มนิ่ม ออกแรงมากหน่อยก็บุบแล้ว
เหลียนเซวียนคลำแล้วคลำอีก แล้วก็คลำต่อไป
ท้ายที่สุดก็ยังหาคำตอบไม่ได้ ถ้วยใบนี้แท้จริงแล้วทำมาจากอะไรกันนะ
ยังมีขวดใส่น้ำอีกอย่าง ดูเหมือนจะคล้ายกับถ้วยใบนี้ แต่ค่อนข้างจะแข็งแรงกว่าเล็กน้อย ไม่นุ่มนิ่มขนาดนั้น
แม่นางคนนั้นพกแต่ของแปลกๆ ติดตัว ล้วนแล้วแต่เป็นของที่เขาไม่เคยเห็นทั้งนั้น
หัวคิ้วของเหลียนเซวียนย่นแล้วย่นอีก คิดแล้วคิดอีก
หลังจากนั้นครึ่งวัน ท้ายที่สุดเขาก็ยกถ้วยนุ่มนิ่มดื่มน้ำไปคำหนึ่ง หลังจากดื่มเรียบร้อย ก็เพิ่งรู้ตัวภายหลังว่าเขาไม่ได้บ้วนปาก
ฝ่ายเซวียเสี่ยวหรั่นซึ่งอยู่อีกด้าน ตอนนี้กินโดนัทไปได้ครึ่งชิ้นแล้ว กำลังนั่งแอบอยู่ในพงหญ้า นอกดงกล้วยน้ำว้า
เธอหรี่ตาเพ่งมองอย่างละเอียด การค้นพบที่น่าตกใจก็คือฝูงลิงไม่อยู่ที่นั่นแล้ว
เพื่อให้แน่ใจว่าตนเองมิได้ตาฝาด จึงเข้าไปใกล้ดงกล้วยน้ำว้าอีกสิบกว่าเมตร
“ไม่มีจริงด้วย” เธอพึมพำเสียงเบา
หรือว่าฝูงลิงจะมีที่พักหลายแห่ง นี่เป็นแค่หนึ่งในนั้น พวกมันขึ้นภูเขามาเพื่อหาผลไม้อย่างอื่นบ้าง
เซวียเสี่ยวหรั่นมองไปที่ภูเขาด้านหลังดงกล้วยน้ำว้า นอกจากต้นไม้สีเขียว ก็เห็นแค่สีฟ้าของท้องนภา
คนสายตาสั้น แท้จริงแล้วคือคนตาบอดที่แยกแยะสีได้ชัดเจน
แต่เธอก็ใช่ว่าจะดีกว่าเหลียนเซวียนสักเท่าไร ใบหน้าของเธอเผยความหงุดหงิดออกมา
ไม่สนแล้ว อาศัยช่วงที่ลิงไม่อยู่ในดงกล้วยน้ำว้า เข้าไปดูหน่อยว่าพอจะเด็ดกล้วยน้ำว้ากลับไปสักหวีได้หรือไม่
กินแล้วก็ต้องออกแรง ยามนี้เซวียเสี่ยวหรั่นเต็มไปด้วยความคึกคักกระตือรือร้น รู้สึกว่าตัวเบาดุจนกนางแอ่น ไม่ปวดบั้นเอว ขาก็ไม่เจ็บแล้วเหมือนกัน
เธอดึงสายรัดเอวกางเกงให้แน่น ก่อนจรดปลายเท้าย่องเข้าไปในดงกล้วยน้ำว้า
ในดงกล้วยเต็มไปด้วยพงหญ้ารกเรื้อ เซวียเสี่ยวหรั่นกลัวงู จึงหยิบท่อนไม้ยาวมาตีซ้ายตีขวา กว่าจะเข้าไปได้ไม่ง่ายนัก
“ว้าว” พอเข้าไปถึง เซวียเสี่ยวหรั่นก็กำมือร้องเสียงแหลมออกมาเบาๆ
เพราะว่าเบื้องหน้ามีต้นกล้วยน้ำว้าต้นหนึ่งบนต้นก็มีกล้วยน้ำว้าเครือใหญ่ หวีที่อยู่ด้านบนสุดเริ่มเหลืองแล้วด้วย เห็นได้ชัดว่าถูกลิงเด็ดไปบางส่วน เหลือแต่สีเขียวอมเหลืองซึ่งยังไม่สุกดี
สำคัญที่สุดก็คือกล้วยต้นนี้ไม่สูง แต่ผลกล้วยน้ำว้าเครือใหญ่มีน้ำหนักมาก ห้อยลงมาจนถึงช่วงกลางลำต้น แค่เอื้อมมือหน่อยเธอก็สามารถคลำถึงได้
“สวรรค์เข้าข้างฉันแล้ว” เซวียเสี่ยวหรั่นตื่นเต้นดีใจจนตัวสั่น
รีบโยนท่อนไม้ในมือทิ้ง ล้วงเอามีดพับออกมาจากเสื้อชั้นในแล้วกางออก แล้วเขย่งเท้าย่องเข้าไปข้างต้นกล้วยน้ำว้าต้นนั้น
“โอ้โห หนักสุดๆ” เธอลองใช้มือกะน้ำหนักดู อย่างน้อยๆ น่าจะสักสี่ห้าสิบชั่ง [1] ได้
บ้าเอ๊ย ครั้งนี้เธอจะแบกไหวรึเปล่านะ
เซวียเสี่ยวหรั่นกลอกตา ก่อนเริ่มจัดการกับกล้วยน้ำว้าหวีที่อยู่ด้านบนสุด
มีดพับคมกริบเป็นผู้ช่วยในการตัดกล้วยได้อย่างยอดเยี่ยม
กล้วยหวีเล็กที่ตัดออกมาถูกยัดเข้าไปในกระเป๋าเป้ หลังจากเต็มแล้ว ก็ตัดอีกสองหวีอุ้มไว้ในอ้อมแขน จากนั้นก็เดินย้อนกลับออกมาทางเดิม
หลังจากวิ่งออกมาได้หนึ่งถึงสองร้อยเมตร เธอวางกล้วยน้ำว้าในมือลงบนหินก้อนใหญ่ จากนั้นก็เทส่วนที่เหลือออกมาจากกระเป๋า
แล้วหันกลับไปยังต้นกล้วยต้นเดิม
หลังจากวิ่งกลับไปกลับมาอยู่อย่างนี้สามรอบ กล้วยเครือนั้นก็เหลือแค่สองหวีล่างที่ยังเขียวอยู่
เซวียเสี่ยวหรั่นยังไม่คิดจะยอมแพ้ กล้วยยิ่งดิบก็ยิ่งเก็บได้นาน
ขณะที่เธอกำลังดำดิ่งอยู่กับความยินดี เสียงร้อง “เจี๊ยกๆ” ที่ดังขึ้นก็ทำให้เธอสะดุ้งโหยง
เซวียเสี่ยวหรั่นเอี้ยวศีรษะไปมอง โอ้แม่จ๋า ลิงฝูงใหญ่กำลังเฮโลวิ่งลงจากเนินหลังดงกล้วยมุ่งตรงมาทางนี้
ตัวที่อยู่หัวแถววิ่งมาเร็วสุดก็คือ เจ้าลิงน้อยขนทองดุร้ายตัวนั้น
เซวียเสี่ยวหรั่นรู้สึกขนหัวลุก ออกแรงใช้มีดตัดกล้วยสองหวีสุดท้ายก่อนอุ้มขึ้นมาแล้ววิ่งหนีไปทันที
…
[1] ชั่ง หรือ จินเป็นหน่วยน้ำหนักของจีนมีค่าเท่ากับครึ่งกิโลกรัม