ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น - เล่มที่ 1 บทที่ 6 คนล่ะ
แน่นอนว่าไม่มีใครปรารถนาให้ตนเองทั้งตาบอดและเป็นใบ้ เมื่อต้องติดอยู่ในป่าเขาแบบเดียวกัน สถานการณ์ของเขาจึงน่าสังเวชกว่าเธอมาก
เซวียเสี่ยวหรั่นหัวใจอ่อนยวบ รู้สึกละอายในความไม่รอบคอบของตนเอง ครั้นแล้วเธอจึงวางขนมปังใส่มือของเขา
“ค่อยๆ กินไปนะ ฉันจะไปดูแถวนี้หน่อย ว่าพอจะหาอะไรมากินได้บ้าง”
เซวียเสี่ยวหรั่นลุกขึ้น กวาดมองทั้งซ้ายและขวา ชั่วขณะนั้นไม่พบปัจจัยที่น่าจะเป็นอันตราย เขาอยู่คนเดียวคงไม่มีปัญหาอะไร
“ฉันจะรีบกลับมา”
เธอฝากคำพูดไว้ก่อนยกเท้ามุ่งหน้าไปยังเนินเขา
จนกระทั่งคนเดินไปไกลแล้ว มือของชายหนุ่มที่บีบขนมปังครึ่งชิ้นนั้นอยู่ก็เริ่มขยับ การเคลื่อนไหวเป็นไปอย่างเชื่องช้า ดูเหมือนว่าลำพังแค่ยกมือขึ้นเขายังต้องใช้กำลังทั้งหมดของร่างกาย
กว่าขนมปังจะส่งถึงปากไม่ง่ายเลย กลิ่นหอมนมเนยเข้มข้นกระตุ้นคอหอยให้ขยับ เขาไม่เคยได้กลิ่นหอมแบบนี้จากอาหารชนิดไหนมาก่อนเลย
ขนมที่สาวน้อยนามเซวียเสี่ยวหรั่นผู้นี้ป้อนให้เขาเมื่อคืนก็เจือไปด้วยกลิ่นหอมที่คล้ายคลึงกัน
ท้องที่แห้งกิ่วจนแทบไม่เหลือความรู้สึก กับความหิวจนชาชินไปแล้วทำให้เขาไม่คิดอะไรมาก อ้าปากกัดเข้าไปเบาๆ
ความหอมหวานนุ่มละมุนผสานกลิ่นนมเนยเข้มข้น นี่เป็นอาหารที่ละมุนลิ้นที่สุดเท่าที่เขาเคยกินมา อาหารที่เรียกว่า ‘ขนมปัง’ แบบนี้ทำมาจากอะไร เขาไม่เคยกินมาก่อน ชายหนุ่มนึกสงสัยเล็กน้อย
“แค่กๆๆ”
การขบเคี้ยวทำให้รู้สึกระคายคอ ชายหนุ่มไออย่างหนัก น้ำเสียงแหบพร่าราวกับกล่องสูบลมผุๆ ซึ่งมีร่องรอยของความเจ็บปวดฝากแฝงอยู่
เขาหายใจหอบถี่ ไอจนเสียงแหบแห้งถึงหยุดลงได้ เส้นเลือดสีเขียวปูดโปนออกมาจากหลังมือผอมบางซึ่งมีแต่หนังหุ้มกระดูก ขนมปังถูกบีบจนผิดรูปไป
ร่างกายทรุดโทรมราวกับตะแกรงที่เต็มไปด้วยรูพรุน ร่างกายสามารถรวบรวมกำลังภายในได้เพียงส่วนเดียวเท่านั้น ทั้งพลังส่วนนี้ก็ไม่อาจคงอยู่ได้นาน พิษประหลาดเร้นลับของซีฉีไม่ผิดจากคำร่ำลือจริงๆ
ดวงตาซีดจางฉายแววทะมึนอย่างบอกไม่ถูก มุมปากเหยียดยิ้มเย็นยะเยือก รอยแส้นับไม่ถ้วนที่พาดผ่านบนใบหน้ายิ่งขับเน้นให้เขาดูน่าสะพรึงกลัว
…
เซวียเสี่ยวหรั่นเดินกะปลกกะเปลี้ยหลังปีนเขามาได้ครึ่งทาง เหนื่อยหอบหายใจแทบไม่ทัน
อากาศยามเช้าตรู่ค่อนข้างหนาวเย็น เธอสวมแค่เสื้อยืดสีขาวแขนสั้นจึงต้องอาศัยการเดินอย่างต่อเนื่อง ถึงจะทำให้ร่างกายรู้สึกอบอุ่นขึ้นมาบ้าง
ไม่ว่าจะมองไปทางไหนรอบด้านล้วนมีแต่สีเขียวต่างกันแค่สีอ่อนกับสีเข้ม เสียงนกร้องแว่วไม่ขาดระยะ เห็นกระต่ายป่าตัวหนึ่งวิ่งโฉบเข้าไปในพงหญ้า แต่ยังไม่ทันทำอะไร มันก็อันตรธานไปเสียแล้ว
เซวียเสี่ยวหรั่นถอนหายใจเฮือก เธอมีปัญญาจับกระต่ายด้วยมือเปล่าที่ไหนกัน
แสงสว่างยามเช้ามีเหลือเฟือ ทำให้การมองเห็นของเธอชัดเจนขึ้นไม่น้อย
“เฮ้อ… ถ้าฉันอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแต่สีเขียวแบบนี้สักสองสามเดือน สายตาของฉันก็คงได้กลับไปอยู่ที่ห้าจุดศูนย์เหมือนเดิมเลยละมั้ง” เธอพูดติดตลกทั้งที่อกตรมเหลือหลาย
แต่ที่จริงเดิมทีสายตาเธอก็ไม่ได้สั้นมาก เป็นเพราะช่วงมัธยมปลายปีสุดท้ายการบ้านเยอะ ทั้งแบบฝึกหัดและแบบเรียนที่ต้องทำต้องท่องไม่จบไม่สิ้น ทำให้สายตาแค่ห้าจุดศูนย์ของเธอกลายเป็นสี่จุดเจ็ด ตอนไปตัดแว่นสายตาที่โรงพยาบาล คุณหมอยังบอกว่านี่เป็นอาการสายตาสั้นเทียม ถ้าระวังเอาใจใส่และแก้นิสัยความเคยชินที่ไม่ดีในการใช้สายตา ก็ยังมีโอกาสหายกลับมาเป็นปรกติ แต่น่าเสียดายตอนนั้นเป็นช่วงเวลาสำคัญต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย เธอมีเวลามาแก้ความเคยชินที่ไม่ดีของตัวเองเสียที่ไหน
ช่วงที่สู้รบตบมือกับแบบทดสอบไม่เว้นแต่ละวัน เธอเคยตัดพ้ออยู่บ่อยครั้ง ว่าชีวิตสุดโหดตอนมัธยมปลายปีสุดท้ายทำให้เกิดไก่สี่ตา [1] มาไม่รู้กี่คนแล้ว แต่จากสถานการณ์ที่เป็นอยู่ตอนนี้ หรือว่าสวรรค์จะรำคาญเสียงพร่ำบ่นของเธอ ก็เลยส่งตัวมาที่นี่เพื่อฟื้นฟูสายตาให้เป็นกรณีพิเศษ
เซวียเสี่ยวหรั่นรู้สึกขบขันกับความคิดเพี้ยนๆ ของตัวเอง เธอถอนหายใจพลางส่ายหน้าก่อนปีนขึ้นเขาต่อไป
หลังผ่านกำแพงหินสูงใหญ่มาได้ก็พบว่าด้านหลังมีถ้ำขนาดใหญ่ พอปีนมาถึงปากถ้ำมืดสนิท ลมหนาวกระโชกแรงผ่านร่างของเธอไป ทำให้ตัวสั่นอย่างอดไม่ได้อยู่หลายครั้ง
เซวียเสี่ยวหรั่นรีบไปจากที่นั่น เธอต้องการหาสถานที่เหมาะสมเป็นที่อาศัยชั่วคราวให้พวกเขาสองคน แต่ถ้ำภูเขาน่ากลัวแบบนี้เห็นชัดว่าไม่น่าจะไหว
คนผู้นั้นมีบาดแผลเต็มตัว จะให้เธอพาคนที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสออกจากป่าดงดิบแห่งนี้คงเป็นเรื่องเพ้อเจ้อที่เป็นไปไม่ได้ แต่ถ้าจะให้ทิ้งเขาแล้วจากไปคนเดียว เธอก็ทำไม่ลงเหมือนกัน
จะว่าไปแล้วสาเหตุหลักสำคัญที่สุดก็คือเธอไม่กล้าไปคนเดียว
ในป่าแบบนี้มีอะไรบ้าง เสือ หมีดำ เสือดาว หมาป่า งูพิษ หมูป่า…
ไม่ว่าจะเจออย่างไหนก็ทำให้คนขวัญหนีดีฝ่อได้ทั้งนั้น ถึงตัวเธอจะใหญ่แต่ไม่ได้หมายความว่าจะใจกล้าด้วยสักหน่อย ขนาดแค่ไปเข้าห้องน้ำตอนกลางคืนยังต้องหาคนไปเป็นเพื่อน นับประสาอะไรกับการเดินป่าที่ไม่เห็นว่าจุดสิ้นสุดอยู่ตรงไหน
สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือหาที่พักเป็นหลักแหล่งให้ได้ก่อน รอเขาฟื้นจากอาการบาดเจ็บแล้ว ค่อยหาทางออกไปจากป่าแห่งนี้ ส่วนเรื่องอื่นค่อยว่ากันทีหลัง
เส้นทางบนภูเขาค่อนข้างลำบาก เธอเริ่มเดินลงไปด้านล่าง ตรงนั้นมีเนินเขาเตี้ยๆ ซึ่งไม่ค่อยมีพงหญ้าหรือพุ่มไม้รกเรื้อมากนัก ลองไปดูว่าที่นั่นจะพอมีผลไม้ป่าหรืออาหารอย่างอื่นที่กินได้บ้างหรือไม่
เรื่องล่าสัตว์อะไรอย่าไปคิด นอกเสียจากเธอจะมีพละกำลังมากกว่านี้ แต่โดยพื้นฐานแล้วเธอทำอะไรไม่เป็นสักอย่าง
“โอ๊ย” ทันทีที่กระโดดลงมาจากโขดหิน ก็รู้สึกว่าถูกของแข็งบางอย่างทิ่มเท้า
เธอก้มลงไปตรวจสอบดูว่าเป็นอะไร
แต่พอเห็นเท่านั้น เซวียเสี่ยวหรั่นก็ยิ้มออกทันที
เจ้าลูกหนามที่ร่วงกราวอยู่เต็มพื้นแลดูคุ้นตาเหล่านี้ หากไม่ใช่ผลเกาลัดแล้วจะเป็นอะไรไปได้
ลูกหนามสีเขียวและสีน้ำตาลหล่นอยู่บนพื้น เซวียเสี่ยวหรั่นแหงนหน้าขึ้นมองเห็นต้นเกาลัดสูงใหญ่ต้นหนึ่งยืนต้นเอียงกระเท่เร่อยู่บนทางลาดชัน
“ต้นเกาลัด ฮ่าๆ เยี่ยมไปเลย ไม่ต้องกังวลว่าจะหิวตายแล้ว”
เซวียเสี่ยวหรั่นดีใจจนอยากลุกขึ้นมากระโดดโลดเต้น เกาลัดนึ่ง เกาลัดคั่ว ไก่อบเกาลัด เกาลัดตุ๋นซี่โครงหมู ข้าวอบเกาลัด…
เพียงชั่วพริบตา เธอก็คิดเมนูอาหารจากเกาลัดได้มากมาย “โครก” เสียงท้องร้องเป็นปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ
แต่น่าเสียดาย ไม่มีไฟ หม้อก็ไม่มี ตอนนี้คงได้แต่กินเกาลัดดิบประทังชีวิตไปก่อน แต่กินมากก็ไม่ได้ เพราะถ้ากินเยอะเกินไปอาจไม่ย่อย
ความเป็นจริงทำให้เซวียเสี่ยวหรั่นห่อเหี่ยวลงไปเล็กน้อย
แน่นอนว่าย่อยยากยังดีกว่าอดตาย ถึงอย่างไรเกาลัดดิบก็เป็นธัญพืช มาคิดหาวิธีว่าขนเจ้าลูกหนามพวกนี้กลับอย่างไรไปดีกว่า
เซวียเสี่ยวหรั่นมองซ้ายมองขวา ดูว่าจะมีอะไรที่พอใส่ของลงไปได้นอกจากเป้สะพายหลังที่เหลือพื้นที่ใส่ของเพียงเล็กน้อย
ที่พื้นมีผลเกาลัดที่แตกเองตามธรรมชาติอยู่ไม่น้อย เธอจึงเก็บพวกมันมาก่อน แล้วค้นหามีดพับสำหรับปอกผลไม้ออกมาจากเป้
เซวียเสี่ยวหรั่นชอบกินผลไม้ ดังนั้นจึงมักพกมีดปอกผลไม้ติดกระเป๋าไปด้วยเสมอ มีดเล่มนี้คุณปู่ซื้อให้เธอก่อนที่จะขึ้นชั้นมัธยมปลาย ทั้งด้ามจับและใบมีดเป็นสีเงิน ด้ามจับไม่หนามาก ความสามารถในการใช้งานอาจไม่หลากหลายเท่ามีดพับสวิส [2] แต่ด้วยความที่เป็นมีดปอกผลไม้แท้ๆ ใช้มาสามปีแล้วก็ยังคมกริบ
คุณปู่ของเธอเป็นเชฟ เลยค่อนข้างจู้จี้เกี่ยวกับมีด แต่ให้เป็นแค่มีดพก ถ้าจะซื้อก็ต้องเลือกมีดพกคุณภาพดีเป็นพิเศษ โชคดีมากที่เธอพกติดตัวตลอดเวลา
ด้วยสถานการณ์ตอนนี้ การมีมีดในมือนับว่าเป็นความโชคดีอย่างล้นเหลือ ถึงแม้ว่าจะเป็นแค่มีดพกที่ยาวกว่าฝ่ามือเล็กน้อยก็ตาม
กว่าเซวียเสี่ยวหรั่นจะกลับลงมาถึงเชิงเขา พระอาทิตย์ก็ลอยสูงโด่งแล้ว อากาศเปลี่ยนเป็นอบอุ่นขึ้น
“ฉันกลับมาแล้ว”
หลังเสียงย่ำเท้าหนักๆ เซวียเสี่ยวหรั่นก็เดินกระหืดกระหอบเข้ามาข้างโขดหิน ก่อนวางเป้ที่ใส่ผลเกาลัดลงบนพื้น พอเห็นบนพื้นมีแต่ความว่างเปล่าก็เบิกตากว้าง
คนล่ะ?
บนพื้นมีแต่เสื้อแขนยาวกันแดดสีชมพูของเธอกองอยู่ด้านข้าง
เซวียเสี่ยวหรั่นมองไปรอบด้านอย่างกระวนกระวายใจ แต่ก็ไม่เห็นใครอยู่ละแวกใกล้ๆ ที่ไกลออกไปก็เห็นไม่ชัด
หรือว่าคนคนนั้นจะทิ้งเธอแล้วหนีไปคนเดียว?
พอนึกถึงความเป็นไปได้ข้อนี้ เซวียเสี่ยวหรั่นก็หน้าซีด หัวใจเต้นรัว
ถึงแม้ว่าก่อนหน้านี้เธอจะรังเกียจที่ชายหนุ่มเป็นคนพิการทั้งตาบอดและเป็นใบ้ แต่เขาก็เป็นคนที่มีชีวิต การพูดคุยกับเขาทำให้รู้ว่ายังมีใครอีกคนอยู่ที่นั่น ถึงปลอบประโลมให้เธอรู้สึกสบายใจได้
ตอนนี้แม้แต่สิ่งปลอบโยนหัวใจก็ไม่มีแล้วหรือ
เซวียเสี่ยวหรั่นมือเท้าเย็นเฉียบ ความดีใจที่เก็บผลเกาลัดมาได้อันตรธานไปในพริบตา
……
เชิงอรรถ
[1] เป็นคำที่มักใช้เรียกคนสายตาสั้น มาจากตัวละครในการ์ตูนแอนิเมชั่นเรื่อง Ckicken Little หรือชื่อไทยว่า กุ๊กไก่หัวใจพิทักษ์โลก ที่ฉายในปี พ.ศ. 2448
[2] มีดพับสวิสคือมีดพับแบบพกพาที่รวบรวมเครื่องมือหลายอย่างไว้ด้วยกันเช่น ไขควง กรรไกร ที่เปิดขวดสามารถเปิดออกมาใช้งานได้ ที่ด้ามจับมักมีสีแดงและมีตราสัญลักษณ์เป็นรูปโล่และกากบาทที่คล้ายธงชาติของสวิตเซอร์แลนด์