ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น - เล่มที่ 3 บทที่ 80 จะดื้อด้านไปถึงไหน
ใช่ว่าเหลียนเซวียนไม่อยากไปเร็วๆ แต่เขาเร็วกว่านี้ไม่ได้แล้วจริงๆ
เหลียนเซวียนสีหน้าเคร่งเครียด ยกเท้าแต่ละก้าวเดินไปอย่างยากเย็น ก้าวแล้ว… ก้าวเล่า
หนึ่งนาทีผ่านไป ก็ขยับไปได้แค่ไม่กี่ก้าว
เซวียเสี่ยวหรั่นมุมปากกระตุก ปรกติแล้วไม่เคยรู้สึกว่าเขาจะช้ามากขนาดนี้ แต่ในยามหน้าสิ่วหน้าขวานกลับรู้สึกว่าเขาเร็วกว่าหอยทากแค่นิดเดียว เซวียเสี่ยวหรั่นอยากแบกเขาขึ้นหลังใจจะขาด
แต่น่าเสียดาย กำลังของเธอมีจำกัด น้ำหนักของเขาก็ไม่เบา หากแบกเขาวิ่ง ก็คงไปไม่ได้ไกลเท่าไร
เซวียเสี่ยวหรั่นวางกระบุงลงพื้น หันกลับไปช่วยพยุงเขา
เหลียนเซวียนกลับปฏิเสธความช่วยเหลือ ชี้นิ้วมือไปข้างหน้าบอกให้เธอไปก่อน
“ไม่ได้” เซวียเสี่ยวหรั่นเข้าใจทันที ความหมายของเขาคือให้นางกับอาเหลยวิ่งไปก่อน
สภาพร่างกายของเขาตอนนี้ เซวียเสี่ยวหรั่นเข้าใจดีกว่าใคร เหมือนกับการออกแรงซัดอาวุธลับ ทำได้แค่สองครั้งก็นับว่าไม่เลวแล้ว
จำนวนหมาป่าฝูงหนึ่งหาใช่สิ่งที่เขาจะรับมือได้ในตอนนี้
เหลียนเซวียนย่อมรู้สถานการณ์ของตนเองดี แต่นางกับลิงน้อยอยู่ที่นี่ก็ช่วยอะไรไม่ได้ แล้วเหตุใดตนเองต้องทำให้พวกนางพลอยตกอยู่ในอันตรายด้วยเล่า
เขาทำหน้านิ่ง ยังคงชี้ไปข้างหน้า
“ท่านอย่าดื้อกับข้านักเลย รีบเดิน รีบเดินเข้า ข้าจะไม่เดินไปก่อน” เซวียเสี่ยวหรั่นทำเป็นมองไม่เห็นท่าทีของเหลียนเซวียน เอื้อมมือไปหมายประคองเขาขึ้นมา
เหลียนเซวียนยังไม่ยอม สถานการณ์เริ่มตึงเครียด
ทั้งสองต่างฝ่ายต่างไม่ยอมลดราวาศอก เวลาแบบนี้ เขา (นาง) จะดื้อด้านไปถึงไหน!
เส้นทางสายนี้ไปไม่ได้ ต้องเปลี่ยนทาง เซวียเสี่ยวหรั่นถลึงตาใส่เหลียนเซวียน หันกลับไปมองหมาป่าที่นอนนิ่งตัวนั้น ใช้ความคิดอย่างหนัก
“หมาป่าใช้การดมกลิ่นค้นหาเป้าหมาย?” เธอพึมพำออกมาประโยคหนึ่ง หลังจากนั้นดวงตาก็ทอประกายวาบ
“นี่ เหลียนเซวียน ท่านรีบไป ข้าจะพ่นสเปรย์พริกใส่พวกหมาป่า กลิ่นฉุนแสบจมูกเช่นนั้นต้องกลบกลิ่นของพวกเราได้แน่”
พูดจบ เซวียเสี่ยวหรั่นก็ยิ้มเจ้าเล่ห์ ล้วงสมบัติป้องกันตัวออกมาจากเสื้อชั้นใน
พอได้ยินเสียงเท้าวิ่งมาแต่ไกล เหลียนเซวียนก็นิ่งงัน
วิธีนี้ดูเหมือนจะไม่เลว
เซวียเสี่ยวหรั่นสูดหายใจลึกหลังจากนั้นก็กลั้นหายใจ แล้วพ่นสเปรย์ออกใส่หมาป่าที่ตายแล้วตัวนั้น ก่อนหันมาพ่นรอบบริเวณที่ตั้งค่ายของพวกเขา
สุดท้ายก็พ่นตามรอยเท้าที่พวกเขาก้าวเดิน
พอเห็นสเปรย์น้ำที่มีอยู่ครึ่งขวดลดไปอีกครึ่งหนึ่ง เซวียเสี่ยวหรั่นก็ปวดใจยิ่ง
แค่พลั้งหายใจเข้าไปทีเดียว กลิ่นแสบร้อนก็พุ่งปะทะเข้ามา เซวียเสี่ยวหรั่นรีบอุดปากอุดจมูก แต่ก็ยังแสบจนน้ำมูกน้ำตาไหล
เห็นระยะทิ้งห่างออกมาพอสมควร เธอก็เก็บสเปรย์ แล้วรีบวิ่งถอยไปด้านหลัง
ตอนวิ่งมาถึงข้างกายเหลียนเซวียน น้ำตาของเธอยังไหลพราก เอ่ยด้วยน้ำเสียงแหบแห้ง “พ่นเรียบร้อยหมดแล้ว พวกเรารีบไป”
โดนเข้าเองแบบนี้ ไม่เท่ากับข้าศึกบาดเจ็บหนึ่งพันตนเองสูญเสียแปดร้อยหรอกหรือ เหลียนเซวียนทอดถอนใจ
ทั้งคณะเริ่มออกเดินทางด้วยความเร็วอย่างกับเต่า หลังจากเดินอ้อมทางลาดชันที่เต็มไปด้วยพุ่มไม้และวัชพืชรกเรื้อมาแล้ว เสียงหอนของฝูงหมาป่าก็แว่วมาแต่ไกล
หลังจากนั้นเสียงเห่าหอนของหมาป่าทั้งฝูงประสานกันอย่างพร้อมเพรียง บรรยากาศในป่าเย็นยะเยือกทันควัน
ฝูงหมาป่ามากันจริงๆ เซวียเสี่ยวหรั่นกับเหลียนเซวียนหน้าถอดสี อาเหลยกระโดดขึ้นไปบนกิ่งไม้ มองตามเสียงเห่าหอนของหมาป่าอย่างหวาดระแวง
“เหลียนเซวียน พวกเราขึ้นไปหลบบนต้นไม้กันดีหรือไม่”
เซวียเสี่ยวหรั่นกลัวว่าสเปรย์พริกจะไม่ได้ผล ฝูงหมาป่าใกล้มาถึงแล้ว พวกเขาวิ่งอย่างไรก็ไม่ทัน ขึ้นไปหลบบนต้นไม้อย่างน้อยก็ปลอดภัยชั่วคราว
เหลียนเซวียนมุ่นคิ้วขมวด ขณะกำลังคิดจะให้นางปีนขึ้นไปหลบบนต้นไม้ก่อน ก็ได้ยินเสียงจามไม่ขาดสายของฝูงหมาป่า เห็นชัดว่าสเปรย์พริกของเซวียเสี่ยวหรั่นได้ผลดีเยี่ยม
หมาป่าไวต่อกลิ่น กลิ่นยิ่งฉุนเท่าไรพวกมันก็ยิ่งแสบจมูกเท่านั้น
เสียงจามก็เหมือนกับการแพร่เชื้อ ฝูงหมาป่าตัวแล้วตัวเล่าจามกันไม่หยุด เสียงเห่าหอนของพวกมันเจือไปด้วยความทุรนทุราย
ใบหน้าของเซวียเสี่ยวหรั่นเผยรอยยิ้มออกมา ยกมือขึ้นชูสองนิ้วแสดงถึงชัยชนะ
“ฮิฮิ รสชาติของสเปรย์พริกไร้เทียมทานคงทรมานมากสินะ หากพวกเจ้ากล้ามา ข้าจะให้พวกเจ้าได้ลิ้มลองมันอีกหน”
เซวียเสี่ยวหรั่นยิ้มกว้างใบหน้าด้วยความลำพองใจ
สเปรย์พริกชนิดนี้มีประสิทธิภาพสูงยิ่งในการจัดการกับสัตว์ที่มีประสาทสัมผัสไวเป็นพิเศษ
พอได้ยินเสียงหัวเราะของนาง มุมปากของเหลียนเซวียนก็โค้งขึ้นโดยไม่รู้ตัว
“พวกเราฉวยโอกาสรีบหนีกันเถอะ”
ต่อให้ภาคภูมิใจอย่างไร เซวียเสี่ยวหรั่นก็ไม่โง่พอที่จะสู้กับหมาป่าซึ่งๆ หน้า
ฝูงหมาป่าไม่ได้ตามมาด้านหลัง
ทุกคนต่างโล่งอก
ก่อนที่ม่านราตรีจะโรยตัวลงมา เซวียเสี่ยวหรั่นก็หาที่พักได้อยู่ไม่ไกลจากแม่น้ำ
ตำแหน่งของที่นั่นเป็นแอ่งเว้าเข้าไปตรงหน้าผา หน้าผาลาดเทและสูงชัน พื้นที่เป็นรูปสามเหลี่ยม สามารถกำบังลมฝนได้พอดี
กองไฟลุกโชน แสงสว่างโชติช่วงไปทั่วเห็นตะไคร่น้ำชัดเจนบนกำแพงหิน
“แต่เสียดายน้ำแกงปลาหม้อนั้น ยังไม่ได้กินสักคำ ก็ต้องเททิ้งหมดเลย” เซวียเสี่ยวหรั่นใส่เนื้อหมูป่าลงไปในหม้อ “รอให้พวกเรากินหมดก่อนค่อยมาก็ไม่ได้ น่าแค้นใจนัก”
เหลียนเซวียนปรายตามองนาง ก้นบึ้งดวงตาแฝงไปด้วยรอยยิ้มขบขัน
เมื่อวิกฤติผ่านพ้นไปแล้ว เธอก็โทษฝูงหมาป่าเหล่านั้นอย่างเปิดเผย
“แต่ข้าไม่ให้พวกมันสบายอยู่แล้ว ปลาตัวนั้นมีแต่พริก พวกมันได้แต่มองอยู่ไกลๆ เท่านั้นแหละ ฮ่าๆ ”
เซวียเสี่ยวหรั่นหัวเราะลั่น “พวกเราไม่ได้กิน พวกมันก็อย่าฝัน”
ดวงตาของเหลียนเซวียนอาบย้อมไปด้วยรอยยิ้ม อุปนิสัยของนางนี่จริงๆ เลย ไม่เหมือนหญิงสาวทั่วไปแม้แต่น้อย
ดวงตาสุกใสของอาเหลยเบิกกว้างจดจ้องเธอด้วยความอยากรู้อยากเห็นว่าเพราะเหตุใดเธอถึงยิ้มเบิกบานขนาดนี้
เซวียเสี่ยวหรั่นลูบหัวของมันอย่างมีความสุข
หลังมื้อเย็น เซวียเสี่ยวหรั่นตัดหญ้าแห้งมาจากพงหญ้ารกที่อยู่ไม่ไกลกลับมาวางข้างกองไฟ
“วันนี้ไม่มีพระอาทิตย์ตลอดทั้งวัน วันอากาศสดใสคงใกล้จะสิ้นสุดแล้ว” เซวียเสี่ยวหรั่นพึมพำพลางจัดหญ้าหวงเหมาให้เป็นระเบียบ
“ฤดูใบไม้ผลิของทางใต้จะมีฝนตกทุกรูปแบบ ทั้งฝนปรอย ฝนเบา ฝนปานกลาง ฝนตกหนัก อากาศชื้น และอับชื้น พวกเราต้องเตรียมทำหมวกฟางล่วงหน้า จะได้ไม่ขาดแคลนยามฝนตก”
ของที่แม่นางผู้นี้ทำเป็นมีไม่น้อยเลย เหลียนเซวียนทอดถอนใจอีกหน
“หญ้าสำหรับสานหมวกฟางที่จริงมีหลายชนิด หญ้าหวงเหมาแบบนี้น้ำหนักเบา ยามสวมบนศีรษะไม่หนัก อาเหลย ข้าจะสานให้เจ้าหนึ่งใบ ต้องสวมให้ดี เข้าใจหรือไม่”
เซวียเสี่ยวหรั่นยิ้มกล่าวกับอาเหลย
“เจี๊ยกๆ ” อาเหลยง่วงนอนแล้ว ขึ้นไปขดตัวบนเสื่อฟางของมันเอง พอได้ยินเสียงเธอเรียก มันก็ตอบกลับมาคำหนึ่ง
“นอนเถอะ นอนเถอะ พรุ่งนี้ยังต้องเดินทางต่อ” เซวียเสี่ยวหรั่นมองมันด้วยความเวทนา อาเหลยยังเล็กมาก ต้องติดตามพวกเขาทั้งวันคงลำบากมาก
“แต่หมวกฟางกันได้แต่ฝนปรอยๆ ไม่อาจกันฝนที่ตกอย่างหนัก ดังนั้นต้องทำเสื้อกันฝนด้วย เสื้อกันฝนต้องใช้ใบจาก ครั้งหน้าถ้าพบต้นจากต้องตัดมาทำเสื้อกันฝนสักสองชุด” เซวียเสี่ยวหรั่นพึมพำต่อไป แต่มือยังคงเคลื่อนไหวไม่หยุด
“เฮ่อ หากไม่เพราะฝีมือการสานของข้าดูไม่ได้ ก็คงทำเครื่องสานชนิดต่างๆ ออกไปขายแล้ว”
เซวียเสี่ยวหรั่นคัดใบที่เหี่ยวเฉาออก แล้วเริ่มสานหมวกฟางด้วยรอยยิ้ม
วาจาที่ทั้งโอ้อวดและตำหนิตนเองไปพร้อมกันเช่นนี้ทำให้เหลียนเซวียนทั้งฉิวทั้งขันอย่างอดไม่ได้