ทริปท่องเที่ยวอดีตของเซวียเสี่ยวหรั่น - เล่มที่ 4 บทที่ 107 อูหลันฮวา
หลังจากน้ำถ้วยหนึ่งลงท้อง รสเผ็ดนับว่าเบาบางลงไปบ้าง เหลียนเซวียนเม้มริมฝีปาก
อาหารตามความชอบของคนในท้องถิ่นนี้ไม่ถูกปากเขา
ไพล่ทำให้นึกถึงศิษย์พี่จอมเจ้าเล่ห์ที่มักชอบกลั่นแกล้งตนเองอยู่เป็นประจำ
ฝนค่อยซาลงมาบ้าง ซีมู่เซียงสวมชุดสีเขียวอ่อนกางร่มกระดาษน้ำมันเดินเข้ามา
“น้องมู่เซียง รอสักครู่นะ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้” เซวียเสี่ยวหรั่นล้างชามเสร็จก็เช็ดมือ ยกชายกระโปรงวิ่งไปห้องของเหลียนเซวียน
แม่นางผู้นี้ เดินอย่างสุภาพเรียบร้อยไม่เป็นหรือ? เหลียนเซวียนปวดศีรษะ
นางวิ่งเข้าไปในห้องปานสายลม แล้วก็วิ่งออกปานพายุ มาหยุดข้างกายเขาเพียงชั่วอึดใจเดียวเท่านั้น
“เหลียนเซวียน ข้าเอาเงินปลีกไปนะ ว่าจะไปเดินในหมู่บ้านกับน้องมู่เซียงสักหน่อย ท่านอยู่บ้านก็ช่วยดูแลบ้านให้ดีๆ ด้วยล่ะ”
กล่าวจบคิดจะวิ่งไปที่หน้าประตูเรือน แต่สายตาเหลือบไปเห็นอาเหลยกำลังนั่งหงอยอยู่มุมกำแพง จึงกำชับกับมันอีกประโยค
“อาเหลย ฝนตกอย่าออกไปไหนส่งเดช เดี๋ยวเปียกฝนแล้วจะหนาวนะ รู้ไหม อยู่บ้านกับพี่ชายดีๆ เดี๋ยวพี่สาวกลับมาแล้วจะต้มเนื้อให้กิน”
ใช้ถ้อยคำหลอกเด็กพรรค์นี้อีกแล้ว เหลียนเซวียนทั้งฉิวทั้งขัน ให้เขาเป็นพี่ชายของลิง คืออยากให้ตนเองเปลี่ยนไปเป็นลิงใช่หรือไม่
หนึ่งคนหนึ่งลิงต่างไม่ได้ตอบกลับ ได้แต่มองตามเงาหลังที่หายวับออกไปนอกเรือน
เซวียเสี่ยวหรั่นมุ่งหน้าเข้าหมู่บ้านด้วยอารมณ์ตื่นเต้น
คอยเหลียวซ้ายแลขวาอยู่เป็นระยะ แล้วดึงซีมู่เซียงมาถามไม่หยุดปาก
“น้องมู่เซียง หมู่บ้านของพวกเจ้ามีกระท่อมใบจากกับบ้านดินเยอะเลยนะ”
เซวียเสี่ยวหรั่นยกชายกระโปรงขึ้น สวมกระโปรงยาวออกจากบ้านวันฝนตกเป็นความผิดมหันต์ เดินไม่กี่ก้าว ชายกระโปรงก็เลอะเป็นด่างดวงแล้ว
“หมู่บ้านของพวกเราไม่ร่ำรวย บ้านของคนส่วนใหญ่จึงเป็นบ้านมุงจากไม่ก็บ้านดิน มีเพียงส่วนน้อยที่สร้างบ้านโดยใช้แผ่นกระเบื้อง” ซีมู่เซียงถือร่ม ใบหน้าแต่งแต้มด้วยรอยยิ้มพริ้มเพรา
หมู่บ้านขู่หลิ่งถุนอยู่ค่อนข้างไกลจากเมือง พวกชาวบ้านนอกจากทำการเพาะปลูก ก็จะล่าสัตว์หรือไม่ก็เก็บสมุนไพรมาขาย พอประทังชีวิตแต่ไม่ได้ร่ำรวยอะไร
“สัตว์ป่าบนภูเขามีตั้งเยอะ การล่าสัตว์ก็หาเงินได้เยอะไม่ใช่หรือ”
เสือกับหมีดำอาจล่ายาก แต่ก็ยังมีสัตว์จำพวกไก่ป่า กระต่ายป่า กวางป่า หรือแพะภูเขานี่นา เซวียเสี่ยวหรั่นถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ซีมู่เซียงส่ายหน้า “ล่าสัตว์อันตรายเกินไป ในป่าก็มีสัตว์มีพิษมากมาย ไม่ระวังเพียงวูบเดียวก็อาจตายได้ทุกเมื่อ แม้จะหาเงินได้มาก แต่นายพรานที่กล้าขึ้นเขาเข้าป่าลึกมีไม่มากเจ้าค่ะ”
ทุกครั้งที่บิดาขึ้นเขา จะต้องพาคนในตระกูลที่มีฝีมืออย่างน้อยห้าหกคนไปด้วยเสมอ ไม่กล้าลุยเดี่ยวเข้าป่าเพียงลำพัง
เซวียเสี่ยวหรั่นเกาศีรษะ ก็จริง ไม่ใช่ทุกคนจะมีความสามารถอย่างเหลียนเซวียน
“เอ๊ะ น้องมู่เซียง พี่สะใภ้ผู้นั้นสวมชุดเผ่าของพวกเจ้าใช่หรือไม่”
หญิงวัยกลางคนอายุราวสี่สิบห้าสิบปีสวมผ้าโพกศีรษะสีดำ ชุดกระโปรงสีน้ำเงินหม่นนั่งอยู่ตรงระเบียงใต้ชายคาหน้าบ้านดิน ถือตะกร้าใส่อุปกรณ์เย็บผ้า กำลังง่วนอยู่กับเย็บส้นรองเท้า
“อ้าว มู่เซียง นี่กำลังจะไปไหนหรือ” หญิงผู้นั้นได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้น ยามเห็นพวกนาง ดวงตาขุ่นมัวคู่นั้นพลันสว่างวาบ
ซีมู่เซียงมองสตรีผู้นั้นก็ยิ้มให้ “สะใภ้ต้าฟาง พวกเรากำลังจะไปหน้าหมู่บ้านกันน่ะ”
เห็นชัดอยู่ว่ารอยยิ้มของนางดูฝืนใจสุดฤทธิ์ เซวียเสี่ยวหรั่นพลันนึกฉงน
สะใภ้ต้าฟางลุกขึ้นยืน หันมามองเซวียเสี่ยวหรั่นอย่างพินิจ “มู่เซียง พาแขกมาให้นั่งบ้านข้าก่อนสิ เผื่อกลิ่นอายสูงศักดิ์จะได้ติดตัวข้ามาบ้าง”
กลิ่นอายสูงศักดิ์? เซวียเสี่ยวหรั่นทำตาปริบๆ พูดถึงเธอหรือ?
“สะใภ้ฟางล้อเล่นแล้ว พวกเรามีธุระจะไปหน้าหมู่บ้าน ไม่อยู่คุยแล้ว”
ซีมู่เซียงลากเซวียเสี่ยวหรั่นเดินตรงไป ไม่ช้าก็เลี้ยวหายไปที่มุมหนึ่ง
“ถุย! ตาเฒ่าซีจอมขี้ตืดกินอยู่คนเดียว” สะใภ้ต้าฟางหย่อนก้นนั่งพลางด่าทอ “แป๊บเดียวก็ได้เงินก้อนโต ทำมาเป็นปกปิด เศรษฐีบ้านนอกใจดำ บุตรสาวก็ไม่ใช่ของดีอะไร”
เซวียเสี่ยวหรั่นปล่อยให้ซีมู่เซียงลากเดินมาอย่างรวดเร็ว หลังจากเลี้ยวมาสองครั้ง ซีมู่เซียงถึงค่อยชะลอความเร็วลง
“มีอะไร สะใภ้ต้าฟางผู้นั้นมีปัญหาหรือ” เซวียเสี่ยวหรั่นกระซิบถาม
ซีมู่เซียงหันไปมองปราดหนึ่ง ดวงตาฉายแววรังเกียจ “ปัญหาใหญ่เลยล่ะ นางเป็นภรรยาของอูต้าฟาง เป็นคนปากคอเราะรายมาก ทั้งวันจ้องแต่จะนินทาผู้อื่น นิสัยไม่ดีคิดแต่เรื่องแย่ๆ”
เซวียเสี่ยวหรั่นเลิกคิ้วเอ่ยถาม “แย่อย่างไร?”
ฝนเริ่มหยุดแล้ว ซีมู่เซียงเก็บร่มกระดาษน้ำมัน ก่อนเล่าเรื่องของครอบครัวอูต้าฟางให้เธอฟัง อูต้าฟางมีน้องชายชื่ออูต้าซัน หลังจากบิดามารดาไม่อยู่แล้ว ก็แยกบ้านเพราะโดนภรรยาเป่าหู ตอนแบ่งสมบัติก็ไร้ความเป็นธรรม ยึดครองทรัพย์สมบัติส่วนใหญ่ในบ้านเอาไว้เอง
ต่อมาอูต้าซันเสี่ยงอันตรายขึ้นเขาไปล่าสัตว์หาเงินมาได้ก้อนหนึ่ง ถึงสามารถแต่งภรรยามีบุตรสาวหนึ่งคน วันเวลาที่ดีผ่านไปได้ไม่กี่ปี ตอนบุตรสาวอายุได้แปดขวบ เขาก็เอาชีวิตไปทิ้งเสียในป่า
ภรรยาของอูต้าซันไม่อาจรับความสะเทือนใจนี้ได้ ฝืนอยู่สามปีก็ตายตามสามีไป
เหลือเพียงอูหลันฮวาบุตรสาวคนโตอายุแปดขวบเพียงคนเดียว
ดังนั้นอูต้าฟางก็อาศัยฐานะลุง ถือวิสาสะเข้ายึดบ้านและที่นาของอูต้าซันทั้งหมด
ด้วยเหตุนี้อูหลันฮวาจึงต้องเข้าปากเสือ ถูกคนในบ้านอูต้าฟางใช้งานเยี่ยงทาสไม่เว้นแต่ละวัน
ตอนนี้อูหลันฮวาอายุสิบแปดแล้ว แต่ยังไม่ยอมหาสามีให้นาง จนกระทั่งอูหลันฮวาต้องกลายเป็นหญิงสาวยังไม่ออกเรือนที่อายุมากที่สุดในขู่หลิ่งถุน
“ไม่มีผู้อาวุโสในตระกูลเลยหรือไร เหตุใดถึงไม่มีใครเข้ามาจัดการ” เซวียเสี่ยวหรั่นถาม
“จัดการแล้ว แต่ก็ไร้ประโยชน์ อูหลันฮวามีปัญหา พูดลิ้นคับปาก ดังนั้นจึงคุยเรื่องแต่งงานลำบาก ประกอบกับป้าสะใภ้ของนางเรียกค่าสินสอดตั้งสิบตำลึง ห้ามขาดแม้แต่น้อย เย่อหยิ่งจองหองเสียไม่มี ใครจะโง่อยากเกี่ยวดองกับคนพรรค์นั้นกันล่ะ” ซีมู่เซียงตอบกลับไป
“ลิ้นคับปาก? พูดไม่ชัดน่ะหรือ ก็ไม่เห็นจะเป็นปัญหาใหญ่นี่นา แล้วอูหลันฮวานิสัยใจคอเป็นอย่างไรล่ะ”
“เซวียเสี่ยวหรั่นรู้สึกอยากรู้เกี่ยวกับแม่นางนามว่าอูหลันฮวาผู้นี้
“หลันฮวาหรือ นางเป็นคนค่อนข้างเก็บตัว ไม่สุงสิงกับใคร เพราะถูกคนล้อเลียนว่าพูดไม่ชัดมาตั้งแต่เล็ก ก็เลยยิ่งไม่ชอบพูดคุย ตั้งแต่บิดามารดาของนางจากไป นางก็ยิ่งไม่เข้าสังคม อยู่แต่ในบ้านถูกพวกเขาใช้งานหนักทั้งวันก็ไม่พูดสักคำ”
ซีมู่เซียงถอนหายใจ
“นางเป็นฝ่ายถูกรังแกเองยังไม่ร่ำร้อง ผู้อื่นจะไปช่วยก็มีข้อจำกัด”
แม้เซวียเสี่ยวหรั่นจะเห็นใจอยู่บ้าง แต่ถ้าเจ้าตัวยอมจำนนเอง ไม่คิดต่อต้านขัดขืน คนนอกก็ช่วยอะไรไม่ได้
ซีมู่เซียงหัวเราะ
“ทั้งบ้านไม่มีใครกล้ารังแกนางหรอก หลันฮวาแรงเยอะ พวกเขาทั้งบ้านรวมกันยังสู้นางไม่ได้เลย”
เซวียเสี่ยวหรั่นอ้าปากค้าง แม่นางคนนั้นมีความสามารถขนาดนี้เชียว
“หลันฮวาแรงเยอะมาตั้งแต่เล็ก เด็กผู้ชายในหมู่บ้านไม่มีใครสู้นางได้สักคน ใครมาล้อเลียนว่านางลิ้นคับปาก ก็ถูกนางต่อยกลับไปทั้งนั้น คนในบ้านอูต้าฟางไม่มีใครกล้ารังแกนางรุนแรง ก็แค่ใช้ให้ทำงานเท่านั้นเอง”
ซีมู่เซียงยังพอได้คุยกับอูหลันฮวาอยู่บ้าง จึงรู้จักนางค่อนข้างดี
“แล้วเหตุใดนางจึงปล่อยให้ลุงของตนเองมาแย่งบ้านกับที่นาไปเสียล่ะ” เซวียเสี่ยวหรั่นนึกกังขา
ซีมู่เซียงกลับไม่แปลกใจต่อคำถามนี้ “บ้านของนางไม่มีบุรุษ เมื่อไรที่นางออกเรือน ของเหล่านี้ไม่สามารถนำติดตัวไปได้”
หา? มีธรรมเนียมปฏิบัติแบบนี้ด้วยหรือ เซวียเสี่ยวหรั่นตะลึงพรึงเพริด