ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 10 ตั้งรกราก
“เจ้ารองเอ๋ย…” ผู้เ ฒ่าอวิ๋นพูดไม่ออก รู้สึกปวดหนึบในใจ “เรื่องบ้านไม่ต้องรีบร้อน เจ้าอยู่ไปก่อนเถอะ…”
“น้ำใจของท่านพ่อข้ารับไว้แล้ว แต่ไม่รบกวนแล้วขอรับ!” กล่าวจบอวิ๋นโส่วจงก็พาลูกชายลูกสาวออกจากห้องโถงไป
ร่างกายของเถาซื่อยังคงสั่นเทา สายตาที่มองตามหลังอวิ๋นโส่วจงและครอบครัวเต็มไปด้วยความเคียดแค้น ส่วนอวิ๋นเหมยเอ๋อร์ ตอนนี้ในหัวคิดถึงแต่เครื่องประดับบนศีรษะของอวิ๋นเจียว เมื่อเห็นว่าอวิ๋นเจียวและคนอื่นๆ เดินจากไปจนไม่เห็นเงาแล้ว นางก็ร้อนใจยิ่งนัก แต่ตอนนี้นางไม่มีทางที่จะเอามาได้
ผู้เ ฒ่าอวิ๋นดูแก่ชราลงไปสิบปี ในใจของเขา… ทั้งเจ็บปวดและขมขื่น
อวิ๋นโส่วจงพาลูกๆ ทั้งสามกลับไปที่ห้อง เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องโถงให้ฟางซื่อฟังคร่าวๆ จากนั้นก็รีบนำเงินไปที่บ้านของผู้ใหญ่บ้าน
ผ่านไปหนึ่งชั่วยาม อวิ๋นโส่วจงก็กลับมา ผู้ที่กลับมาพร้อมกับเขายังมีอวิ๋นโส่วกวงพี่ใหญ่ตระกูลอวิ๋น และจางเฉวียนฟา บุตรชายคนที่สามของผู้ใหญ่บ้าน จางเฉวียนฟาไม่เพียงแต่มาด้วยตัวเอง ยังนำรถลากวัวมาด้วยหนึ่งคัน
เมื่อเห็นว่าอวิ๋นโส่วกวงไม่ไปทำงานที่ท้องไร่ กลับมาช่วยอวิ๋นโส่วจงขนย้ายข้าวของ เถาซื่อก็โกรธจนแทบคลั่ง ยืนพิงประตูด่าอวิ๋นโส่วกวงอยู่หน้าบ้านทั้งเช้า แล้วยังขู่ว่าวันนี้จะไม่ให้ครอบครัวพวกเขากินข้าว
อวิ๋นโส่วจงไปหาผู้ใหญ่บ้านเพื่อขอความช่วยเหลือเรื่องหาบ้านเช่า ปรากฏว่าที่บ้านผู้ใหญ่บ้านมีบ้านเก่าที่ร้างอยู่หนึ่งหลัง เนื่องจากเก่าแก่เกินไป ทำเลที่ตั้งก็ค่อนข้างห่างไกล อยู่ติดกับภูเขา ดังนั้นราคาจึงถูกมาก ขายให้อวิ๋นโส่วจงในราคาเพียงห้าตำลึงเงินเท่านั้น
จากนั้นก็ขายสวนผักสองหมู่ที่อยู่ติดกับบ้านให้กับอวิ๋นโส่วจง รวมค่าบ้านแล้วทั้งหมดคิดราคาเขาสิบตำลึงเงิน อวิ๋นโส่วจงไปดูกับผู้ใหญ่บ้านแล้ว บ้านหลังนี้ค่อนข้างเก่า แต่โครงสร้างมั่นคงแข็งแรง จุดที่ต้องซ่อมแซมมิได้มากนัก ไกลหน่อยก็ไม่เป็นไร ที่สำคัญคือตอนนี้ครอบครัวของพวกเขาก็ไม่มีทางอื่นให้เลือก เพราะต้องรีบหาที่อยู่
ทางด้านผู้ใหญ่บ้านจึงให้บุตรชายคนที่สามมาช่วยอวิ๋นโส่วจงขนย้ายข้าวของ พร้อมทั้งช่วยทำความสะอาดบ้านที่เชิงเขาไปด้วย
พวกเขาเพิ่งมาถึงที่บ้านหลังนี้ อวิ๋นโส่วเย่าน้องชายคนที่สามก็พาภรรยาและบุตรสาวคนโตอย่างอวิ๋นเหลียนเอ๋อร์มาช่วย
อวิ๋นโส่วกวงและภรรยาก็มาช่วยทำงานโดยไม่พูดอะไรสักคำ พวกผู้ชายช่วยกันซ่อมแซมบ้านอย่างง่ายๆ ส่วนผู้หญิงก็รับผิดชอบทำความสะอาดและเก็บกวาด
เนื่องจากในครัวไม่มีแม้แต่หม้อ ส่วนหม้อที่พวกเขานำมาด้วยนั้นเป็นแบบใช้ชั่วคราวระหว่างทาง พอใช้ทำอาหารกินเองได้ แต่ไม่สะดวกที่จะรับรองแขก ดังนั้นฟางซื่อและอวิ๋นโส่วจงจึงไม่ได้เกรงใจ ไม่รั้งพวกเขาให้อยู่กินข้าวด้วยกัน เพียงแต่ตกลงกันว่าพรุ่งนี้จะเลี้ยงข้าวพวกเขา
หลังจากทำความสะอาดบ้านเสร็จแล้ว อวิ๋นโส่วจงก็เช่ารถลากวัวของจางเฉวียนฟาเพื่อพาครอบครัวไปที่ตำบล ช่วงเช้าทุกคนยุ่งกันมาทั้งเช้า ไม่มีเวลาไปในตัวอำเภอ แผนการของอวิ๋นเจียวจึงต้องเลื่อนออกไปก่อน
เมื่อมาถึงตำบล พวกเขาก็หาที่กินข้าวกันก่อน ในตำบลไม่เหมือนในอำเภอ ไม่มีร้านอาหาร แต่มีแผงขายขนมหรือขายอาหารง่ายๆ อยู่ริมทาง
เนื่องจากเป็นเวลาเที่ยงวันแล้ว คนในตลาดบางตาลงแล้ว และไม่มีอะไรให้เดินดู ทุกคนจึงรีบกินอาหาร จากนั้นก็ตรงไปยังร้านค้าต่างๆ เพื่อซื้อของใช้ที่จำเป็น
หม้อไห กระทะ จาน ชาม ข้าวสาร แป้ง น้ำมัน พืชผัก ลูกไก่ ลูกเป็ด ต้นกล้าผัก แล้วก็ซื้อเครื่องมือทำไร่นาและอุปกรณ์ล่าสัตว์… สุดท้ายก็ซื้อเนื้อหมูและผักสดอีกไม่น้อย
เมื่อกลับมาถึงหมู่บ้านไหวซู่ อวิ๋นโส่วจงก็ขนย้ายข้าวของเข้าไปในบ้าน ตาเ ฒ่าเฉียวช่างไม้ในหมู่บ้านก็มารอพวกเขาอยู่ที่หน้าประตูบ้านแล้ว
ที่แท้แล้วหลังจากที่อวิ๋นโส่วจงออกจากบ้านผู้ใหญ่บ้าน เขาก็ขอให้จางเฉวียนฟาพาเขาไปที่บ้านช่างไม้ในหมู่บ้าน เพื่อซื้อเครื่องเรือนสำเร็จรูป
“ลุงเฉียว ลุงรอนานแล้วหรือยังขอรับ?”
ตาเ ฒ่าเฉียวยิ้มๆ “ไม่นานๆ ข้าก็เพิ่งมาถึง นี่ลูกชายกับลูกสาวของเจ้าหรือ? หน้าตางดงามจริงๆ !”
“สวัสดีท่านปู่เฉียว!” เด็กๆ ทั้งสามคนกล่าวทักทายพร้อมกัน ทำให้ตาเ ฒ่าเฉียวเบิกบานใจจนใบหน้าเหี่ยวย่นยิ้มแก้มปริเป็นดอกไม้บาน
เด็กๆ ที่ว่าง่ายย่อมชวนให้รักใคร่ ยิ่งเด็กที่หน้าตาทั้งงดงามทั้งสะอาดสะอ้าน และยังเชื่อฟัง ก็ยิ่งชวนให้ที่รักใคร่มากขึ้นไปอีก!
“โอ้โห เด็กดีจริงๆ เจ้าดูสิ วันนี้ปู่ไม่ได้เอาอะไรมาฝากเลย เอาอย่างนี้นะ พรุ่งนี้ปู่จะเอาของเล่นเล็กๆ น้อยๆ มาให้พวกเจ้าเล่นนะ!”
“ลุงเฉียว ท่านเกรงใจเกินไปแล้ว!”
“ฮ่าๆๆ เด็กๆ บ้านเจ้าช่างชวนให้เอ็นดูเสียจริง ข้าบอกเจ้าให้นะเจ้ารองอวิ๋น ตอนเด็กๆ เจ้าน่ะมิใช่ตะเกียงไร้น้ำมัน [1] ดูลูกๆ ของเจ้าสิ… น่าเอ็นดูกว่าเจ้าตอนเด็กๆ เสียอีก!”
ตาเ ฒ่าเฉียวเป็นผู้เ ฒ่าในหมู่บ้าน อวิ๋นโส่วจงรู้จักเขามาตั้งแต่เด็ก แม้ว่าเขาจะจากบ้านไปนานถึงยี่สิบปี หมู่บ้านแห่งนี้เปลี่ยนแปลงไปมาก แต่ผู้เ ฒ่าหลายคนยังคงจำเขาได้
หลังจากขนย้ายเครื่องเรือนและข้าวของต่างๆ เข้าไปในบ้าน อวิ๋นโส่วจงก็จ่ายเงินให้กับลุงเฉียว แล้วชวนเขากินข้าวเย็น แต่ลุงเฉียวปฏิเสธ บอกว่าพวกเขาเพิ่งกลับมา คงมีอะไรต้องทำอีกมาก เขาจะไม่รบกวนแล้ว ไว้คราวหน้าจะแวะมาเยี่ยมเยียนใหม่
อวิ๋นเจียวพอใจกับบ้านที่ซื้อมาหลังนี้มาก แม้จะไม่ใหญ่โต แต่จะดีจะร้ายอย่างไรก็เป็นบ้านของพวกเขาเอง
ในบ้านมีทั้งหมดห้าห้อง พอดีกับจำนวนคนในครอบครัว อวิ๋นโส่วจงกับภรรยาอยู่หนึ่งห้อง อวิ๋นฉี่เยว่กับน้องชายอยู่หนึ่งห้อง อวิ๋นเจียวอยู่อีกหนึ่งห้อง
ส่วนอากุ้ยกับชุนเหมยพักอยู่ห้องด้านนอกของอวิ๋นฉี่เยว่กับน้องชาย และห้องด้านนอกของอวิ๋นเจียว เพื่อความสะดวกในการดูแลเด็กๆ ในตอนกลางคืน
ส่วนที่เหลืออีกหนึ่งห้องเป็นห้องโถง เชื่อมต่อกับห้องนอนของอวิ๋นโส่วจงและภรรยา ถัดไปก็คือห้องครัว ห้องครัวถูกแบ่งออกเป็นสองส่วน ด้านหน้าเป็นห้องครัว ด้านหลังเป็นห้องเก็บฟืน
หลังจากจัดวางเครื่องเรือนที่ซื้อมาในแต่ละห้องแล้ว อวิ๋นโส่วจงกับอากุ้ยก็ช่วยกันยกเอาหม้อเหล็กขนาดน้อยใหญ่ที่ซื้อมาจากในตำบลขึ้นตั้งบนเตาไฟ ฟางซื่อนำน้ำมันหมูที่ซื้อมาทาเคลือบหม้อ จากนั้นก็ต้มน้ำสองหม้อ หม้อเหล็กทั้งสองใบก็พร้อมสำหรับการทำอาหารแล้ว
อวิ๋นเจียวนำของใช้ส่วนตัวเข้าไปเก็บไว้ในห้องของตนเองอย่างเรียบร้อย จากนั้นก็นำผ้ามัดย้อมสีน้ำเงินเข้มปูบนตู้ข้างเตียงอุ่น จากนั้นก็นำแจกันดินเผามาใส่น้ำ แล้วออกไปเด็ดดอกไม้ป่าที่นอกบ้านมาปักแจกัน วางไว้บนหัวเตียง ห้องทั้งห้องพลันอบอุ่นขึ้นมาทันตา
หลังจากจัดวางเสร็จเรียบร้อยแล้ว นางก็ไปช่วยพี่ชายทั้งสองคนปิดหน้าต่างด้วยกระดาษสีขาว
อวิ๋นโส่วจงกับอากุ้ยช่วยกันสร้างรั้วและสร้างเล้าไก่ขึ้นมาข้างบ้าน จากนั้นก็นำลูกเจี๊ยบที่ซื้อมาไปเลี้ยงไว้ในเล้า อวิ๋นฉี่ซานมองดูลูกเจี๊ยบตัวน้อยขนปุยด้วยความชื่นชอบ แล้วรีบบอกกับอวิ๋นโส่วจงว่า “ท่านพ่อ ต่อไปนี้ข้าจะเลี้ยงลูกเจี๊ยบน้อยเองขอรับ!”
อวิ๋นโส่วจงไม่ได้ปฏิเสธ เขาตอบรับด้วยรอยยิ้ม “ได้สิ! แต่การเลี้ยงไก่ไม่ใช่เรื่องง่าย หากเลี้ยงไม่ดีก็อาจจะตายได้นะ”
อวิ๋นฉี่ซานตบหน้าอกพลางเอ่ย “ท่านพ่อ ท่านวางใจเถอะ ข้าต้องเลี้ยงได้ดีแน่ๆ ท่านแค่ต้องบอกข้าว่าทุกวันต้องทำอะไรบ้างก็พอขอรับ”
“เจ้าไปจับหนอนมาให้พวกมันกินได้ แล้วก็ทำความสะอาดเล้าไก่ทุกวัน” อันที่จริงอวิ๋นโส่วจงไม่ได้หวังพึ่งว่าอวิ๋นฉี่ซานจะเลี้ยงไก่ได้ เพียงแต่ไม่อยากขัดความตั้งใจของบุตรชาย
“ท่านพ่อ พวกเราไปปลูกผักกันเถิดเจ้าค่ะ!” อวิ๋นเจียวนึกถึงเมล็ดพันธุ์ผักที่ซื้อมาจากเถาเป่า ตอนนี้เป็นฤดูใบไม้ผลิ เป็นช่วงเวลาเพาะปลูกพอดี นางแทบจะรอไม่ไหวแล้ว
อวิ๋นโส่วจงมองดูดวงอาทิตย์ เวลายังเช้าอยู่ เขาจึงตอบรับด้วยรอยยิ้ม “ได้สิ พวกเราไปปลูกผักกัน!”
กล่าวจบเขากับอากุ้ยก็ไปหยิบจอบและเมล็ดพันธุ์ผักที่ซื้อมาจากในเมือง
อวิ๋นเจียวรีบไปหยิบตะกร้าที่ใส่ต้นกล้าผัก ส่วนอวิ๋นฉี่ซานก็ยุ่งอยู่กับการดูแลลูกเจี๊ยบของเขา อวิ๋นฉี่เยว่เดินตามหลังอวิ๋นเจียวไปติดๆ ยื่นมือไปรับตะกร้าจากมือของน้องสาว แล้วจูงมือนางอย่างเป็นธรรมชาติ
เชิงอรรถ
[1] มิใช่ตะเกียงประหยัดน้ำมัน (不是省油的灯) สำนวนนี้ใช้ในการเปรียบเทียบกับคนที่เรื่องมาก ไม่ใช่คนที่จะจัดการหรือรับมือได้ง่ายๆ