ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 102 หม้อไฟ
สำหรับร้านฝูหรงเซวียน อวิ๋นเจียวไม่อาจมองมันด้วยมุมมองทางการค้าเพียงอย่างเดียวได้ บางทีอาจเป็นเพราะเบื้องหลังร้านฝูหรงเซวียนมีฉู่อี้… และการมาของอาจารย์ตั่งกับอาจารย์หม่า…
กล่าวโดยสรุป อวิ๋นเจียวในตอนนี้ไม่อาจเผชิญหน้ากับร้านฝูหรงเซวียนด้วยความรู้สึกแบบตอนแรกได้อีกแล้ว ดังนั้นก่อนที่นางจะไปจิ่วเจียงนางจึงอยากขายเครื่องประทินผิวให้กับร้านฝูหรงเซวียนสักชุดหนึ่ง ไม่ใช่เพื่อเงินทองแต่เพื่อตอบแทนน้ำใจ
อวิ๋นโส่วจงช่วยนางซื้อวัตถุดิบมาจำนวนหนึ่ง ช่วงนี้อวิ๋นเจียวจึงเร่งทำเครื่องประทินผิวชุดใหญ่โดยมีชุนเหมยคอยช่วยเหลือ พร้อมกันนั้นก็ทำสบู่ผลึกแก้วออกมาจำนวนหนึ่ง
ก่อนจะส่งไปให้ร้านฝูหรงเซวียนนางนำสบู่ผลึกแก้วและเครื่องประทินผิวไปมอบให้อาจารย์ตั่งเป็นของขวัญก่อน คราวนี้นางทำเครื่องประทินผิวสำหรับบุรุษโดยเฉพาะ ผสมกลิ่นหอมของส้มเขียวหวาน ทำให้มีกลิ่นหอมอ่อนๆ และรู้สึกสดชื่น
แม้ว่าสุดท้ายแล้วจุดจบของเตียวซวี่อันจะอยู่นอกเหนือความคาดหมายของนาง แต่การปกป้องที่อาจารย์ตั่งมีให้นั้นทุกคนในครอบครัวต่างจดจำไว้ในใจ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งอวิ๋นเจียวก็เพิ่มสบู่เหลวและน้ำยาสระผมลงไปในกล่องของขวัญ
จากนั้นอวิ๋นเจียวก็เตรียมของขวัญไว้ให้หัวหน้าตระกูลกับผู้ใหญ่บ้านคนละชุด แต่ของพวกเขามีเพียงสบู่ผลึกแก้วกับเครื่องประทินผิว ไม่มีน้ำยาสระผมกับสบู่เหลว และปริมาณก็น้อยกว่าของอาจารย์ตั่งครึ่งหนึ่ง หลังจากเตรียมของขวัญเรียบร้อยแล้วอวิ๋นเจียวก็ให้ชุนเหมยนำไปมอบให้แต่ละคน
แสงแดดอุ่นขึ้น กลิ่นอายของฤดูใบไม้ผลิก็ยิ่งเข้มข้น เช้าตรู่ถังสุ่ยก็นำเป็ดป่ามาให้สิบตัว วันที่บ้านอวิ๋นเจียวถูกใส่ร้าย บังเอิญเขาออกไปล่าสัตว์พอดี กว่าจะรู้เรื่องก็ปาเข้าไปวันรุ่งขึ้นแล้ว
ถังสุ่ยรู้สึกผิดอย่างมากหากไม่ใช่เพราะเรื่องของเขา บ้านอวิ๋นเจียวจะเรื่องแย่ๆ เช่นนี้ได้อย่างไร เขาไม่พูดอะไรให้มากความ ช่วงนี้จึงออกไปล่าสัตว์อย่างบ้าคลั่ง แทบทุกวันจะมีสัตว์ป่านำมาส่งให้ถึงหน้าประตู
ทุกครั้งเขามักจะนำมาส่งตั้งแต่ฟ้ายังไม่สว่าง แค่โยนข้ามกำแพงเข้าไปในลานบ้าน พออวิ๋นโส่วจงเปิดประตูออกมาเรียก เขาก็เดินจากไปไกลแล้ว
วันนี้ถังสุ่ยนำเป็ดป่ามาส่งในขณะที่อวิ๋นเจียวกำลังเตรียมของขวัญ ฟางซื่อก็จัดการเป็ดป่าทั้งสิบกว่าตัวจนเสร็จ พอเห็นฟางซื่อกำลังจะทิ้งไส้เป็ดและตีนเป็ด อวิ๋นเจียวก็เกิดความคิดแวบขึ้นมาทันที นางรีบห้ามฟางซื่อ
“ท่านแม่อย่าเพิ่งทิ้งเจ้าค่ะ เอาไส้เป็ดไปล้างทำความสะอาดแล้วล้างด้วยเกลืออีกครั้ง ตอนเที่ยงเรากินหม้อไฟกัน ใส่ผักลงไปด้วย เชิญท่านลุงใหญ่ ท่านอาสาม และอาจารย์ตั่งมากินด้วยกันนะเจ้าคะ”
ฟางซื่อขมวดคิ้ว “หม้อไฟหรือ?”
อวิ๋นเจียวรีบพูด ”เป็นอาหารที่พ่อค้าต่างแดนที่ให้สูตรเครื่องประทินผิวข้าบอกมาเจ้าค่ะ หากไม่ได้เห็นท่านแม่กำลังจัดการเป็ด ข้าก็คงนึกไม่ออก”
ที่แท้เป็นเช่นนี้นี่เอง ฟางซื่อจึงรีบพูด “ก็ได้ แล้วต้องทำอย่างไร เจ้าบอกแม่มาเถิด เดี๋ยวแม่ทำให้เอง”
อวิ๋นเจียวพูด “ท่านแม่แค่ล้างไส้เป็ดให้สะอาดก็พอแล้วเจ้าค่ะ อ้อ ใช่แล้วเลือดเป็ดด้วยเจ้าค่ะ หาชามใส่น้ำเกลือมาสักใบแล้วใส่เลือดเป็ดลงไป ส่วนเครื่องในก็ใช้ได้หมดเลยรวมถึงตีนเป็ด หัวเป็ด คอเป็ด ปีกเป็ด ส่วนเนื้อเป็ดก็หั่นเนื้อส่วนอกมาสับ แล้วปั้นเป็นก้อนกลมๆ”
“แล้วก็เหลือเป็ดไว้ให้ข้าสักหนึ่งตัว พวกเราตุ๋นน้ำแกงเป็ดกันนะเจ้าคะ อ้อ ใช่แล้ว ผักกวางตุ้งในไร่ก็เตรียมไว้หน่อยนะเจ้าคะ”
ในยุคสมัยนี้ ไส้หมูเพียงแค่ล้างทำความสะอาดก็มีคนกินแล้ว เพราะทุกคนต่างขาดแคลนไขมัน ไม่มีสิทธิ์เลือกมาก แต่ไส้ไก่ไส้เป็ดกลับไม่มีใครกิน สาเหตุหลักๆ ก็เพราะมันเล็กเกินไป กินไม่อิ่มท้อง อีกทั้งยังล้างทำความสะอาดยาก
แต่อวิ๋นเจียวพอเห็นไส้เป็ดก็นึกถึงหม้อไฟที่ตนเองเคยกินในชาติก่อนตอนอยู่เทียนเฉา ไส้เป็ดลวกในน้ำซุปเดือดๆ จิ้มกับน้ำจิ้มรสเด็ด รสชาตินั้น อร่อยอย่าบอกใครเชียว
เดิมทีนางก็เป็นคนชอบกิน ก่อนทะลุมิติมาก็ชอบทำอาหารมาก พวกน้ำซุปหม้อไฟนางเองก็ทำเป็น
หลังจากตัดสินใจแล้วว่าตอนเที่ยงจะกินหม้อไฟ อวิ๋นเจียวก็ไปดูเครื่องปรุงที่มีอยู่ในห้องครัว พริกแห้งมี พริกไทยเม็ดก็มี แต่ขาดเครื่องเทศไปสองสามอย่าง แต่ก็ไม่เป็นไร เพราะนางมีเถาเป่า!
นางจึงถือโอกาสตอนที่ไม่มีใครอยู่ รีบกดซื้อเครื่องเทศที่ขาดไปและเครื่องปรุงรสอื่นๆ ในตอนนั้นเอง อวิ๋นหลานเอ๋อร์กับอวิ๋นเหลียนเอ๋อร์ก็มาพอดี
หลังจากทักทายทุกคนแล้ว อวิ๋นเหลียนเอ๋อร์ก็ไปที่ห้องชั้นนอกในห้องของอวิ๋นเจียวเพื่อตัดเย็บเสื้อผ้าตามเดิม ส่วนอวิ๋นหลานเอ๋อร์วิ่งไปหาอวิ๋นเจียวที่ห้องครัว
บังเอิญอวิ๋นเจียวขาดคนช่วยก่อไฟพอดี เมื่อได้ยินว่าอวิ๋นเจียวจะทำอาหารที่นางไม่เคยกินมาก่อน ดวงตาของอวิ๋นหลานเอ๋อร์ก็สว่างวาบขึ้นมาทันที
นางรีบก่อไฟอย่างคล่องแคล่ว หลังจากเติมฟืนเสร็จก็ช่วยอวิ๋นเจียวหั่นพริกแห้งล้างขิง และปอกเปลือกกระเทียม พริกที่ใช้ทำหม้อไฟต้องหั่นเป็นท่อนเล็กๆ ก่อน จากนั้นนำไปต้มในน้ำร้อน แล้วแช่ทิ้งไว้ประมาณหนึ่งเค่อ [1]
วิธีนี้ไม่เพียงแต่จะทำให้พริกเผ็ดร้อนขึ้น แต่เวลาผัดในกระทะน้ำมันก็จะไม่ไหม้เกรียม พอน้ำในหม้อเดือดแล้วอวิ๋นเจียวจึงตักน้ำร้อนไปแช่เครื่องเทศก่อน จากนั้นจึงใส่พริกแห้งลงไป
เมื่อน้ำเดือดรอบที่สองแล้ว ก็ตักพริกและน้ำเดือดใส่ชาม ในขณะที่นางกำลังเตรียมเครื่องปรุงอย่างคล่องแคล่ว อวิ๋นหลานเอ๋อร์ก็เริ่มพูดคุยเรื่องซุบซิบนินทาในบ้านตระกูลอวิ๋นเก่าอย่างไม่หยุดปาก
“…เจียวเอ๋อร์ ข้าบอกอะไรเจ้าอย่างหนึ่งนะ หลิ่วซื่อหนีไปแล้ว!” ตอนนี้อวิ๋นหลานเอ๋อร์ไม่เรียกหลิ่วซื่อว่า ‘อาสะใภ้สี่’ อีกแล้ว
อวิ๋นเจียวเบิกตากว้างด้วยความตกใจ “หนีไปแล้วหรือ? เมื่อไหร่กัน?”
อวิ๋นหลานเอ๋อร์พูดด้วยท่าทางภูมิใจ “เรื่องเมื่อเช้านี้นี่เอง ข้าตื่นมาเข้าห้องน้ำ ก็เห็นนางถือห่อผ้าออกจากบ้านไปด้วยท่าทางลับๆ ล่อๆ ข้าเลยแอบตามไป ก็เห็นนางขึ้นรถลากล้อเดียว [2] ของพ่อค้าหาบเร่ที่ชอบมาขายของในหมู่บ้านเรา”
“จากนั้นพ่อค้าหาบเร่คนนั้นก็ใช้ผ้าใบเก่าๆ มาคลุมตัวนางเอาไว้ แล้ววางของทับลงไปอีกที ก่อนจะเข็นรถออกจากหมู่บ้านไป เรื่องนี้ท่านปู่ท่านย่าของข้ายังไม่รู้เลย ข้าไม่ได้บอกพวกเขาหรอก”
”เช้านี้ท่านย่าของข้าด่านางอยู่ตั้งนานก็ไม่เห็นเงาของนาง ท่านย่าเลยต้องลุกขึ้นมาทำอาหารเช้าให้ท่านปู่กับอาหญิงกิน อ้อ ใช่แล้ว ยังมีเจ้าหู่หยาจื่ออีกคน ได้ยินที่ท่านย่าของข้าด่า ดูท่าทางนางคงคิดว่าหลิ่วซื่อแอบไปอู้งานอยู่ที่ไหนสักแห่งแน่ๆ”
อวิ๋นเจียวอึ้งจนไม่รู้จะพูดอะไร หลิ่วซื่อนี่จริงๆ เลยเชียว… สตรีที่แต่งงานแล้ว กลับหนีตามชายอื่นที่เพิ่งรู้จักกันไปเช่นนี้แล้ว นางไม่กลัวถูกหลอกไปขายหรืออย่างไร?
อวิ๋นเจียวไม่ได้เป็นห่วงว่าหลิ่วซื่อจะซวยหรือไม่ เพียงแต่รู้สึกทึ่งในสติปัญญาอันน้อยนิดของนางเท่านั้น “เรื่องนี้คงปิดบังได้อีกไม่นานหรอก อย่างมากก็บ่ายนี้ พวกท่านปู่ก็คงเริ่มรู้แล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติ เพียงแต่หลิ่วซื่อผู้นี้ ทิ้งลูกในไส้ได้ลงคอ ช่างเป็นคนใจร้ายโดยแท้”
อวิ๋นหลานเอ๋อร์เบ้ปาก “ก็ใช่น่ะสิ สองผัวเมียนั่นมันเลวร้ายพอกัน เหมาะสมกันยิ่งนัก”
อวิ๋นเจียวพูด “อย่าพูดถึงนางเลย เสียอารมณ์เปล่าๆ”
อวิ๋นหลานเอ๋อร์พูด “จริงด้วย อัปมงคลจริงๆ!” พูดจบก็หันไปถุยน้ำลายในห้องครัวสองที
จากนั้นก็พูดด้วยท่าทางสะใจ “ตอนนี้อวิ๋นโส่วจู่ถูกเนรเทศ หลิ่วซื่อก็หนีไปแล้ว ในบ้านก็เงียบสงบขึ้นเยอะ เพียงแต่ไม่มีคนทำงานบ้าน อาหญิงข้ายอมอดตายดีกว่าลุกมาทำงาน ตอนนี้งานบ้านทั้งหมดจึงตกเป็นหน้าที่ของท่านย่าข้าคนเดียว”
แม้เถาซื่อจะเป็นญาติผู้ใหญ่แต่อายุยังไม่ถึงห้าสิบปี สุขภาพร่างกายก็แข็งแรงดี ทำงานบ้านเล็กๆ น้อยๆ ไม่ใช่เรื่องใหญ่โตอะไร
ก่อนหน้านี้ที่นางไม่ทำงานบ้านเพราะมีลูกสะใภ้คอยรับใช้ ตอนนี้แยกบ้านกันแล้ว อวิ๋นโส่วจู่ลูกชายคนที่สี่ก็ถูกจับ หลิ่วซื่อก็หนีไป อวิ๋นเหมยเอ๋อร์ก็ขี้เกียจจนพึ่งพาไม่ได้ นางจึงต้องลงมือทำเอง
“โชคดีที่ข้าหนีออกมาได้ทัน มิเช่นนั้นท่านย่าข้าคงเรียกข้าไปช่วยนางซักผ้าแน่ๆ ฮึ ข้าไม่ช่วยนางหรอก เจียวเอ๋อร์ เจ้าไม่รู้หรอกว่าข้าเห็นผ้าซับระดูปนอยู่ในกองผ้าของอวิ๋นเหมยเอ๋อร์ด้วยล่ะ!”
อวิ๋นเจียว “…”
เถาซื่อซักผ้าซับระดูให้อวิ๋นเหมยเอ๋อร์หรือ? เหนือฟ้ายังมีฟ้าโดยแท้
เชิงอรรถ
[1] หนึ่งเค่อ (一刻钟) คือ หน่วยวัดเวลาของจีน มีค่าเท่ากับ 15 นาที
[2] รถลากล้อเดียว (鸡公车) หรือที่คนไทยเรียกกันว่า ‘รถเข็นล้อเดียว’ เป็นรถที่ใช้แรงคนเข็น นิยมใช้กันแพร่หลายในชนบทของประเทศจีน