ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 109 ลงมือตบหน้า
เดิมทีท่านพ่อคิดแผนเช่นนี้นี่เอง… บุตรชายทั้งสามต่างเข้าใจแจ่มแจ้ง
อวิ๋นโส่วเย่าขมวดคิ้ว “ท่านพ่อ ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่าตกลงกันแล้วหรือขอรับ? ที่ดินของท่านจะให้ผู้อื่นเช่าทำนาหรือจะจ้างคนทำก็ได้ เหตุใดจึงพูดเรื่องนี้อีก? พวกข้าแยกบ้านกันแล้ว ตกลงกันแล้วว่าต่างคนต่างอยู่ ปลายปีพวกข้าค่อยนำเงินเลี้ยงดูมาให้ท่านใช้จ่าย”
“บัดนี้ท่านพูดเช่นนี้อีก เช่นนั้นก็ได้ งานบ้านและงานในนาพวกข้าพี่น้องจะรับผิดชอบเอง ไม่ทำให้ผู้เฒ่าเช่นท่านต้องเหนื่อยใจ”
“แต่เรื่องเงินเลี้ยงดู พวกข้าก็ไม่จำเป็นต้องให้แล้ว เพราะพวกข้าต้องลงแรงเอง เสียเวลาทำมาหากินของพวกข้า แม้ว่าอยากจะมอบเงินเลี้ยงดูให้ท่าน แต่ก็คงไม่มีให้หรอกขอรับ ข้าจะไปหาผู้ใหญ่บ้านกับหัวหน้าตระกูล พวกเราไปแก้ไขสัญญาแยกบ้านกัน”
อวิ๋นโส่วเย่ามองทะลุปรุโปร่ง พี่ใหญ่เป็นคนไม่กล้าขัดใจใคร อีกทั้งยังถูกสองผู้เฒ่ากดขี่ข่มเหงมาโดยตลอด ท่านพ่อพูดอะไรก็ว่าตามนั้น ไม่สามารถคาดหวังให้เขาเอ่ยปากขัดแย้งแม้แต่น้อย ส่วนพี่รองกับครอบครัวก็เป็นที่รังเกียจของสองผู้เฒ่า เรื่องน่าเบื่อหน่ายเช่นนี้ เขาจึงต้องเป็นคนออกหน้า
ที่สำคัญคือตอนนี้ครอบครัวของเขาต้องพึ่งพาพี่รอง หากเทียบกับอวิ๋นโส่วกวงแล้ว เขาต่างกันตรงที่ อวิ๋นโส่วกวงเป็นพี่น้องร่วมมารดากับอวิ๋นโส่วจง แต่เขากลับมีเถาซื่อขวางกั้นอยู่
ยิ่งไปกว่านั้น ไม่ว่าจะเป็นน้องสาวหรือว่าน้องชายต่างก็ไม่ชอบครอบครัวของพี่รอง เขาจึงต้องแสดงจุดยืนออกมาให้ชัดเจน ยิ่งในเวลาเช่นนี้เขาต้องแสดงความจงรักภักดีต่อพี่รอง!
ทันทีที่เขาพูดจบ เถาซื่อก็โวยวายขึ้นมาเหมือนถูกเหยียบหาง นางกระโดดลงจากเตียงอุ่น แล้วตบหน้าอวิ๋นโส่วเย่าอย่างแรงจนปรากฏรอยมือห้านิ้วอย่างเด่นชัด “ลูกอกตัญญู ตอนที่ข้าคลอดเจ้าออกมาข้าควรจะโยนเจ้าลงโถส้วมให้ตายๆ ไปซะ! ดีกว่าปล่อยให้เจ้ามีชีวิตรอดมาช่วยคนนอกรังแกข้าเช่นนี้!”
“ท่านพ่อเจ้าคะ คนนอกไม่ควรเข้าไปยุ่งเรื่องในบ้านของคนอื่นกระมัง?” อวิ๋นเจียวฉวยโอกาสพูดแทรกขึ้นมา ท่าทางไร้เดียงสาเหมือนเด็กน้อยไม่รู้เรื่องรู้ราวของนางทำเอาผู้เฒ่าอวิ๋นกับเถาซื่อโกรธจนแทบกระอักเลือดตาย
ผู้เฒ่าอวิ๋นตบเตียงอุ่นอย่างแรง “ผู้ใหญ่อย่างเรากำลังคุยกันอยู่ เด็กน้อยอย่างเจ้ามาพูดแทรก ไร้มารยาทนัก!”
พอเห็นหน้าอวิ๋นเจียวเถาซื่อก็ยิ่งโมโห ในใจนางคิดว่าเป็นเพราะอวิ๋นเจียว อวิ๋นโส่วจู่ถึงต้องโดนเนรเทศ ดังนั้นนางจึงพลอยด่าอวิ๋นเจียวไปด้วย “นางเด็กสารเลว อนาคตคงเป็นได้แค่…”
เพียะ! คำด่าของเถาซื่อถูกเสียงตบหน้าดังกลบจนสิ้น ทำเอาทุกคนที่อยู่ในห้องต่างตกตะลึง ฝ่ามือที่ตบลงบนใบหน้าของเถาซื่อนั้นเป็นของอวิ๋นโส่วจง ใบหน้าของเขาบึ้งตึงอย่างยิ่ง ดวงตาฉายแววสังหาร
“เจ้ารอง เจ้าลูกอกตัญญู เจ้าถึงกับกล้าตบหน้าแม่ของเจ้าหรือ! เจ้าสาม ไปตามหัวหน้าตระกูลมา!”
อวิ๋นโส่วเย่ายืนนิ่ง ส่วนอวิ๋นโส่วกวงตกใจจนคุกเข่าลงให้กับผู้เฒ่าอวิ๋น “ท่านพ่อ ข้าขอร้องท่าน ปล่อยน้องรองไปเถิด น้องรองเขา… เขาแค่โมโหชั่ววูบเท่านั้น”
เถาซื่อทรุดตัวลงกับพื้น ร้องไห้โฮพลางเอามือกุมแก้มไว้ “ลูกตบหน้าแม่แล้ว ฟ้าดินช่างไม่ยุติธรรม ชีวิตข้าช่างลำบากเหลือเกิน เหนื่อยยากตรากตรำเป็นแม่เลี้ยงให้เขา บัดนี้เขาเติบใหญ่ขึ้นแล้ว ปีกกล้าขาแข็ง คิดจะฆ่าข้า…”
อวิ๋นโส่วจงหัวเราะเยาะ “มารดาของข้านอนอยู่ใต้ดินในสุสาน ที่นี่จะมีมารดาของข้าได้อย่างไร!”
กล่าวจบเขาก็จ้องมองผู้เฒ่าอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชาและกล่าวทีละคำอย่างชัดเจน “ท่านพ่อ เชิญท่านไปตามหัวหน้าตระกูลมาเถิด ข้าอยากรู้จริงๆ ว่าเขาจะจัดการข้าได้หรือไม่? ยี่สิบปีก่อนข้าก็ถูกตัดชื่อออกจากผังตระกูลแล้ว แม้แต่ทะเบียนบ้านก็ย้ายมาจากเมืองหลวง ไม่มีความเกี่ยวข้องใดๆ กับตระกูลอวิ๋นเก่าอีกต่อไปแล้ว”
“ข้าเป็นคนที่ถูกตัดออกจากตระกูล การที่ยอมรับท่านเป็นพ่อก็เพราะความผูกพัน แต่หากไม่ยอมรับท่านเป็นพ่อก็ไม่ใช่เรื่องแปลก! วันนี้ข้าจะบอกเอาไว้ตรงนี้ หากเถาซื่อยังไม่รู้จักที่ต่ำที่สูง กล้าด่าทอเจียวเอ๋อร์อีก ข้าได้ยินเมื่อไหร่ข้าจะตบหน้านางทุกครั้ง!”
“ส่วนเรื่องเงินเลี้ยงดูของท่าน หากความสัมพันธ์ฉันท์พ่อลูกถูกทำลายจนหมดสิ้น ท่านคิดว่าข้ายังจะให้เงินท่านอีกหรือไม่?”
จากนั้นฟางซื่อก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ท่านพ่อ พวกเราแยกบ้านกันแล้ว อีกทั้งพวกเราก็ไม่ได้เอาทรัพย์สมบัติของตระกูลไปแม้แต่น้อย ยิ่งไปกว่านั้นบ้านของท่านก็มีบุตรธิดา ไม่ควรให้ลูกชายที่แยกบ้านออกไปแล้วต้องมารับผิดชอบภาระในบ้านใหญ่ อีกอย่าง เจียวเอ๋อร์พูดถูก เถาซื่อบอกว่าพวกเราเป็นคนนอก เรื่องในบ้านของท่าน คนนอกอย่างพวกเราจะเข้าไปยุ่งได้อย่างไร”
ฟางซื่อเป็นลูกสะใภ้ ที่ผ่านมาไม่เคยเอ่ยแทรกเรื่องในบ้านแม้แต่น้อย แต่การกระทำของผู้เฒ่าอวิ๋นกับเถาซื่อมันเกินไปแล้ว พวกเขากล้าด่าทอเจียวเอ๋อร์ นางจึงไม่อาจทนต่อไปได้อีก
คำพูดของสองสามีภรรยาไม่เพียงแต่ทำให้ผู้เฒ่าอวิ๋นกับเถาซื่อหน้าชาเท่านั้น แม้แต่อวิ๋นโส่วกวงเองก็ยังตกใจจนตัวสั่น
“พี่ใหญ่ ลุกขึ้นเถิด พวกเรากลับกัน!” อวิ๋นโส่วจงพยุงอวิ๋นโส่วกวงให้ลุกขึ้นยืน แล้วเดินออกไปข้างนอก ส่วนอวิ๋นโส่วเย่ายังคงอยู่ที่เดิม
หลังจากที่คนของบ้านพี่ใหญ่และบ้านพี่รองออกไปหมดแล้ว อวิ๋นโส่วเย่าจึงเอ่ยปากเกลี้ยกล่อมบิดา “ท่านพ่อ เหตุใดท่านต้องทำเช่นนี้ด้วย พี่รองเป็นคนที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดในบ้านเรา ท่านทั้งสองไม่พยายามผูกมิตร แต่กลับคอยทำร้ายจิตใจพี่รองเช่นนี้”
ถึงอย่างไรเถาซื่อก็เป็นมารดาแท้ๆ ของเขา เขาจึงต้องเอ่ยปากพูดบ้าง ผู้เฒ่าอวิ๋นรู้สึกตัวอีกครั้ง ดวงตาแดงก่ำน้ำตาไหลอาบแก้ม “เจ้าสาม… พี่รองของเจ้าไม่ยอมรับข้าเป็นพ่ออีกต่อไปแล้ว ทำไมข้า…” ผู้เฒ่าอวิ๋นรู้สึกอึดอัดใจ พูดไปก็เสียงสั่นเครือ
เถาซื่อลุกขึ้นจากพื้นนั่งลงบนเตียงอุ่นพลางร้องไห้ด่าทออวิ๋นโส่วเย่าไม่หยุด
อวิ๋นโส่วเย่าพูดอย่างหมดความอดทน “ท่านแม่ ท่านก็เพลาๆ ลงหน่อยเถิด! หรือท่านอยากจะทำให้แม้แต่ลูกในไส้อย่างข้าก็ยังอยากหนีท่านไปไกลๆ เหมือนกัน? ท่านทั้งสองเป็นคนฉลาด เหตุใดถึงทำให้ครอบครัวแตกแยกเช่นนี้ พวกท่านไม่รู้จริงๆ หรือว่าเป็นเพราะอะไร?”
“เรื่องนี้เกี่ยวข้องอะไรกับพี่รอง? ไม่ได้เกี่ยวข้องอะไรด้วยซ้ำ! ส่วนเรื่องของน้องสี่ ก็เป็นเพราะเขาทำตัวเองแท้ๆ เห็นแก่เงินร้อยตำลึงจนใส่ร้ายพี่ชายตัวเองได้ลงคอหรือ ตอนนี้พวกเราแยกบ้านกันแล้ว ไม่ต้องนับพี่รอง พวกข้าสองบ้านมอบเงินให้ท่านใช้ปีละยี่สิบตำลึง ท่านควรรู้ดีว่าก่อนที่พวกเราสองบ้านจะแยกออกมา ผลผลิตจากในไร่ทั้งปีได้เงินถึงยี่สิบตำลึงหรือไม่?”
“ท่านทั้งสองควรพอใจได้แล้ว แค่นี้ยังใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไม่ได้ งั้นข้าก็ไม่รู้จะพูดอะไรแล้ว น้องหญิงยังไม่ได้แต่งงาน ข้าเตือนท่านทั้งสองเอาไว้ตรงนี้ ควบคุมตัวเองบ้าง อย่าทำให้ชื่อเสียงของตระกูลเราเสียหายไปมากกว่านี้ มิฉะนั้น… เอาเถิด ข้าพูดมากกว่านี้พวกท่านก็คงฟังไม่เข้าหู ไม่อยากฟังก็ถือเสียว่าข้าพล่ามไปเองเถิด” กล่าวจบอวิ๋นโส่วเย่าก็เดินออกไป ไม่มีความจำเป็นที่จะอยู่ต่อให้ตัวเองอึดอัด
แท้จริงแล้วผู้เฒ่าอวิ๋นเข้าใจสิ่งที่เขาพูดดี แต่บางครั้งก็ทำใจไม่ได้ ครอบครัวที่เคยสมบูรณ์ดี บุตรชายทุกคนต่างก็เชื่อฟังเขา แต่บัดนี้ต่างก็แยกบ้านออกไปกันหมดแล้ว คำพูดของเขาก็ไม่มีใครอยากฟังอีกต่อไป
ทว่าคำพูดของอวิ๋นโส่วจงยังคงทำให้เขาหวั่นกลัวไม่น้อย เจ้ารองพูดถูก เขาไม่ใช่คนของตระกูลอวิ๋นแล้ว เขาไม่มีสิทธิ์ไปบังคับอีกฝ่าย…
“ตาแก่ไร้ประโยชน์ เจ้าจะปล่อยให้ลูกชายเจ้าตบหน้าข้าเช่นนี้หรือ ข้าไม่อยู่แล้ว!”
“ไม่อยากอยู่ก็ตายไปสิ ใครเขาอยากรั้งเจ้ากัน หากไม่ใช่เพราะเจ้าเอาแต่สร้างปัญหา เจ้ารองจะเอาใจออกหากจากข้าเช่นนี้หรือ?” ผู้เฒ่าอวิ๋นกำลังรู้สึกขุ่นมัวจึงตอกกลับไป
พอได้ยินเช่นนั้นเถาซื่อก็ยิ่งโกรธแค้น นางพุ่งเข้าไปข่วนหน้าผู้เฒ่าอวิ๋น ทว่าผู้เฒ่าอวิ๋นข้อเท้าพลิกจึงหลบไม่ทัน สองสามีภรรยาจึงกอดรัดฟัดเหวี่ยงกันบนเตียงอุ่น ผู้เฒ่าอวิ๋นเคลื่อนไหวไม่สะดวกจึงตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบ ใบหน้าถูกข่วนจนเป็นรอยเต็มไปหมด
ส่วนอวิ๋นเหมยเอ๋อร์แอบซ่อนตัวอยู่ในห้อง นางเห็นพ่อแม่ทะเลาะกันก็กลัวจะโดนลูกหลง จึงไม่กล้าออกไปห้ามปราม พอใกล้เที่ยงนางก็หิวจนทนไม่ไหว ทั้งยังไม่มีใครทำอาหารให้นางกิน นางจึงตัดสินใจแอบหนีออกจากบ้านไปที่โรงครัวของบ้านอวิ๋นโส่วจงที่เอาไว้เลี้ยงพวกคนงาน
อวิ๋นฉี่รุ่ยไม่มีใครดูแล จึงไปกินข้าวที่นั่นเกือบทุกวัน ทุกครั้งก็จะกลับมาบอกว่าอาหารที่โรงครัวเลี้ยงคนงานของบ้านลุงรองอร่อย มีน้ำมันด้วย บางครั้งก็ยังได้กินเนื้อติดมัน
อวิ๋นเหมยเอ๋อร์น้ำลายสอไปถึงไหนต่อไหน แต่นางอายุมากกว่าอวิ๋นฉี่รุ่ย ไม่มีข้ออ้างอะไรให้ไป แต่ดีล่ะ วันนี้มีข้ออ้างเหมาะๆ เช่นนี้ นางจะพลาดโอกาสได้อย่างไร