ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 12 หายตัวไป
“อะไรนะ? เจ้าว่าอาสี่ของเจ้าไม่เห็นรถม้าหรือ?” ผู้เ่าอวิ๋นลุกขึ้นยืนทันที จ้องมองอวิ๋นฉี่ชิ่งด้วยแววตาเคร่งเครียด “หากเจ้ายังพูดจาเหลวไหล ข้าจะฉีกปากเจ้าซะ!”
เถาซื่อได้ยินว่าลูกชายหัวแก้วหัวแหวนของตนไม่ได้รถม้า ก็หน้าดำคล้ำทันที นางคิดว่าอวิ๋นฉี่ชิ่งกำลังโกหก!
“ท่านพ่อ ท่านแม่ พวกท่านไม่รู้จักนิสัยของโส่วจู่หรือ? ท่านพ่อท่านแม่สั่งให้เขาทำอะไร มีครั้งไหนที่ทำไม่สำเร็จบ้าง! ยิ่งเป็นเรื่องของน้องห้าด้วยแล้ว โส่วจู่ยิ่งให้ความสำคัญเป็นอันดับแรก ไม่มีทางทำพลาดเด็ดขาด” หลิ่วซื่อภรรยาของอวิ๋นโส่วจู่พูดไปพลางปรายตามองคนบ้านใหญ่ นัยน์ตาของนางเหมือนกำลังเห็นด้วยกับคำพูดของเถาซื่อ และคิดว่าอวิ๋นฉี่ชิ่งพูดจาเหลวไหล
อวิ๋นเหมยเอ๋อร์เย้ยหยัน “ไม่รู้ว่าเอารถม้าจากพี่ห้าไปแอบขายตั้งแต่ตอนไหน พอกลับมาก็มาบอกว่าพี่ห้าไม่เห็นรถม้า”
“ข้าไม่ได้ทำ! ไม่เชื่อพวกท่านก็ไปถามท่านอาห้าที่ในตำบลได้เลย!” อวิ๋นฉี่ชิ่งได้ยินดังนั้นก็โกรธจนหน้าแดงก่ำ กำหมัดแน่นกล่าวยืนยันความบริสุทธิ์ของตน
อวิ๋นเหมยเอ๋อร์ปรายตามองอวิ๋นฉี่ชิ่ง “ถามหรือ อย่าว่าแต่ตอนนี้ก็ดึกดื่นแล้ว ไม่มีทางไปถามที่ในตำบลได้ ต่อให้เป็นพรุ่งนี้ วันนี้ไปแล้ว พรุ่งนี้ก็ยังไปอีก วิ่งไปวิ่งมาที่สำนักศึกษาเช่นนี้ ไม่กลัวว่าจะรบกวนการเรียนของพี่ห้าหรือ?”
แม้ว่าอวิ๋นโส่วกวงจะเป็นคนซื่อๆ แต่ก็ทนเห็นลูกชายถูกใส่ร้ายไม่ได้ “ท่านพ่อ ฉี่ชิ่งไม่โกหกหรอกขอรับ!”
ทุกวันนี้ครอบครัวของเขาต้องทำงานหนัก ทุกคนต่างก็ซื่อสัตย์ พวกเขายอมทนต่อคำดุด่าของเถาซื่อได้ แต่ไม่สามารถทนฟังอวิ๋นเหมยเอ๋อร์พูดว่าฉี่ชิ่งเป็นคนโกหก และขโมยรถม้าไปขายได้
ผู้เ่าอวิ๋นเองก็ไม่เชื่อว่าอวิ๋นฉี่ชิ่งจะโกหก จึงเอ่ยขึ้นว่า “เช่นนั้นรออีกสองสามวัน รอสำนักศึกษาหยุดเรียนแล้วค่อยไปถามน้องห้าของเจ้าที่ในตำบลก็แล้วกัน”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เถาซื่อก็ถลึงตามองผู้เ่าอวิ๋นอย่างเกรี้ยวกราด “รออีกสองสามวันหรือ? เจ้ารองของเจ้ารอไม่ได้แม้แต่วันเดียว! พวกเขาบอกแล้วไม่ใช่หรือว่า วันนี้ต้องได้รถม้านั่น! มิเช่นนั้นพรุ่งนี้จะไปแจ้งความที่ศาลาว่าการในอำเภอ! เขาตั้งใจจะบีบบังคับให้พวกเราตายกันหมด! เจ้าใหญ่กับเขาเป็นพี่น้องร่วมมารดา ในสายตาไม่มีข้าผู้เป็นแม่เลี้ยง แถมยังไม่มีพี่น้องคนอื่นๆ อีก! เรื่องนี้ไม่แน่ว่าพวกเขาอาจจะร่วมมือกันหลอกลวงเงินทองของตระกูลอวิ๋นของพวกเราก็ได้!”
“ท่านแม่ พวกข้าไม่ได้…” อวิ๋นโส่วกวงรีบแก้ตัวอย่างตะกุกตะกัก ส่วนอวิ๋นฉี่ชิ่งกับอวิ๋นฉี่เสียงโกรธจนตาแดงก่ำ จ้าวซื่อกัดริมฝีปากแน่น น้ำตาเอ่อล้นอยู่ในดวงตา
“ท่านแม่ บ้านพี่ใหญ่ล้วนเป็นคนซื่อสัตย์ ยิ่งไปกว่านั้นพี่สี่ก็ยังไม่กลับมา เรื่องราวเป็นยังไงกันแน่รอพี่สี่กลับมาก่อนแล้วค่อยว่ากันเถิดขอรับ” อวิ๋นโส่วเย่าทนดูต่อไปไม่ไหว จนต้องเอ่ยห้ามปราม
ยิ่งไปกว่านั้นหากขายรถม้าจริง ก็น่าจะกลับมาถึงบ้านนานแล้ว ไม่มีเหตุผลอะไรที่จะมืดค่ำแล้วยังไม่กลับบ้าน บวกกับเรื่องเลวร้ายที่อวิ๋นโส่วจู่เคยทำมา อวิ๋นโส่วเย่าพอจะเดาเรื่องราวคร่าวๆ ออกแล้ว
“ถุ้ย!” เถาซื่อถ่มน้ำลายลงบนพื้นอย่างรังเกียจ นิ้วที่เหี่ยวแห้งชี้หน้าเขาและด่าว่า “เจ้ามันไอ้ลูกอกตัญญู! แท้จริงแล้วเจ้าคลอดออกมาจากท้องของใครกันแน่? เจ้าเข้าข้างพวกเขา แล้วเจ้ารองเคยมองพวกเจ้าอยู่ในสายตาบ้างหรือไม่!?”
จากนั้นก็หันไปด่าผู้เ่าอวิ๋น “แล้วก็เจ้าด้วย ตาแก่ไม่ตาย! ใช้ให้ใครไปตามเจ้าสี่ก็ไม่ใช้ ดันให้คนของบ้านเจ้าใหญ่ไป พวกมันอยากเห็นตระกูลอวิ๋นล่มจมจะแย่ ร่วมมือกับเจ้ารองมาโกงเงินทองของตระกูลอวิ๋น เจ้าดูไม่ออกหรือยังไง? ข้าอุตส่าห์ยอมแต่งงานกับตาแก่ขี้เหล้าอย่างเจ้า ทำงานหนักเป็นวัวเป็นควายให้ตระกูลอวิ๋นมาหลายปี ข้าก็แก่แล้ว ยังถูกสองลูกชายของเจ้าร่วมมือกันวางแผนมารังแก ข้าไม่อยู่แล้ว… ข้าไม่อยู่ให้รกหูรกตาพวกเจ้าแล้ว…”
ด่าไปด่ามา เถาซื่อก็เริ่มอาละวาดขึ้นมา ผู้เ่าอวิ๋นได้ยินเสียงโวยวายจนปวดขมับ จึงตบโต๊ะแล้วตวาด “พอได้แล้วๆ หยุดโวยวายเสียที! เจ้าใหญ่กับเจ้ารองมิใช่คนเช่นนั้น!”
เมื่อเห็นว่าเถาซื่อไม่ยอมฟัง เขาจึงหันไปบอกอวิ๋นโส่วกวง “เจ้าพาภรรยากับลูกๆ ไปหาเจ้ารองที่บ้าน เล่าเรื่องนี้ให้เขาฟัง พวกเราเป็นครอบครัวเดียวกัน กระดูกหักแต่เส้นเอ็นยังเชื่อมอยู่ [1]! เรื่องรถม้า ให้เขารอไปก่อน”
ผู้เ่าอวิ๋นคิดว่าอวิ๋นโส่วกวงกับอวิ๋นโส่วจงเป็นพี่น้องร่วมมารดากัน หากพวกเขาไปพูดด้วยตัวเอง อวิ๋นโส่วจงก็น่าจะไม่เอาความเรื่องรถม้าแล้ว
อวิ๋นโส่วกวงเอ่ยรับ “เช่นนั้นข้าไปเดี๋ยวนี้”
“ไอ้เด็กอกตัญญูใจร้ายใจดำ! หาไม่เจอรถม้า หากเจ้ารองจะเรียกร้องค่าเสียหายก็ต้องไปเอาจากพวกเจ้า! ถึงตอนนั้นเขาไปฟ้องศาลาว่าการอำเภอ ยายเ่าเช่นข้าถีบขาไล่พวกเจ้าทั้งบ้านไปขายทิ้งเสีย แล้วเอาเงินที่ได้ทั้งหมดไปชดใช้ให้เจ้ารองเอง!” เสียงแหลมเล็กของเถาซื่อดังไล่หลังครอบครัวอวิ๋นโส่วกวง ร่างของอวิ๋นโส่วกวงสั่นเทา แต่สุดท้ายก็ไม่ได้พูดอะไร พาครอบครัวเดินออกไป
ทำไมกัน ทั้งๆ ที่เป็นพวกเขาที่เอาไปขายแท้ๆ แต่กลับโยนความผิดมาให้บ้านพวกเขา
อวิ๋นฉี่เสียงเหลือบมองห้องโถง ในใจทั้งหวาดกลัวและโกรธแค้น อยากจะหนีไปจากที่นี่ให้ไกลแสนไกล
ทุกคนในครอบครัวของอวิ๋นโส่วกวงเดินไปบ้านของอวิ๋นโส่วจงด้วยหัวใจหนักอึ้ง เมื่อมาถึงหน้าประตูบ้าน พอได้ยินเสียงหัวเราะร่าเริงดังออกมาจากในบ้าน อวิ๋นโส่วกวงก็พลันรู้สึกเหมือนตกอยู่ในภวังค์
หลังจากที่มารดาของเขากับอวิ๋นโส่วจงเสียชีวิตไป ภาพแบบนี้ก็ห่างไกลจากเขาไปนานแล้ว
เถาซื่อมักจะแสดงสีหน้ารังเกียจและเย็นชาใส่พวกเขาเสมอ เสียงหัวเราะทั้งหมดในบ้านตระกูลอวิ๋น ล้วนไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับครอบครัวของพวกเขา
ไม่ใช่แค่เขา ภรรยาและลูกๆ ของเขาก็เช่นกัน ทุกคนต่างมองแสงไฟที่ส่องออกมาจากในบ้านด้วยแววตาอิจฉาและเฝ้าปรารถนา
“ท่านพ่อ เมื่อไหร่พวกเราถึงจะแยกบ้านออกมาอยู่กันเองได้? ต่อให้อยู่ในถ้ำก็ยังดีกว่า” อวิ๋นฉี่เสียงมองอวิ๋นโส่วกวง เอ่ยถามด้วยความหวังอันแรงกล้า
เมื่อได้ยินดังนั้น อวิ๋นฉี่ชิ่งและจ้าวซื่อก็หันไปมองเขาเช่นกัน สายตาทั้งสามคู่จ้องมองมา ริมฝีปากของอวิ๋นโส่วกวงขยับเล็กน้อย ท้ายที่สุดสีหน้าก็หม่นหมองลง ก่อนจะถอนหายใจแล้วเอ่ยว่า “ปู่ของเจ้าคงไม่ยอมหรอก!”
ถึงแม้จะรู้ดีว่าอวิ๋นโส่วกวงจะพูดอะไร แต่พอได้ยินเช่นนั้น พวกเขาทั้งสามคนก็ยังคงผิดหวังอย่างมาก จนแม้แต่แววตายังดูหม่นหมอง
“ข้างนอกคือท่านลุงใหญ่กับครอบครัวหรือไม่ขอรับ?”
เนื่องจากบ้านเก่าของจางต้าไห่ ผู้ใหญ่บ้านล้อมรอบด้วยรั้วไม้ไผ่ ดังนั้นตอนที่อากุ้ยช่วยชุนเหมยเทน้ำเสียจากห้องครัว เขาเห็นครอบครัวอวิ๋นโส่วกวงยืนลังเลอยู่ที่หน้าประตูบ้านอย่างเลือนราง
เขารีบวิ่งปรี่ไปเปิดประตู นอกประตูก็มีครอบครัวอวิ๋นโส่วกวงยืนอยู่จริงๆ
“นายท่านใหญ่ ท่านหญิงใหญ่ คุณชายชิ่ง คุณชายเสียง!” อากุ้ยรีบต้อนรับโดยไม่กล้าละเลยแม้แต่น้อย
อวิ๋นโส่วกวงรีบโบกมือปฏิเสธ “ไม่กล้าๆ พวกเราเป็นแค่ชาวบ้านธรรมดาๆ เรียกว่าคุณท่านคุณชายไม่ได้หรอก”
คนอื่นๆ เองก็รู้สึกขัดเขินกับคำทักทายของอากุ้ยเช่นกัน แต่เขากลับพาทุกคนไปที่ห้องโถงพลางเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ท่านเป็นพี่ชายแท้ๆ ของนายท่าน เรียกนายท่านใหญ่สักครั้งจะเป็นไรไปขอรับ”
ทัศนคติของคนรับใช้ส่วนใหญ่ล้วนสะท้อนถึงเจ้านาย จากความกระตือรือร้นของอากุ้ย ก็สามารถมองออกได้ว่าอวิ๋นโส่วจงให้ความสำคัญกับครอบครัวของพวกเขามากเพียงใด
แต่ยิ่งเป็นเช่นนี้ ครอบครัวของอวิ๋นโส่วกวงก็ยิ่งรู้สึกผิดมากขึ้นเท่านั้น รถม้าสองคันเชียวนะ อย่างน้อยๆ ก็ราคาหกสิบตำลึงเงิน พอให้ครอบครัวชาวบ้านใช้จ่ายได้ตั้งสองปี! ท่านพ่อท่านแม่กลับให้พวกเขามาขอให้อวิ๋นโส่วจงไม่เอาเรื่อง ให้ลืมเรื่องนี้ไปเสีย…
อวิ๋นโส่วกวงครุ่นคิดไปมา ก็ยิ่งรู้สึกผิดต่ออวิ๋นโส่วจง
เชิงอรรถ
[1] กระดูกหักแต่เส้นเอ็นยังเชื่อมอยู่ 打断骨头还连着筋 หมายถึงความสัมพันธ์แตกหัก แต่ความผูกพันทางสายเลือดยังคงมีอยู่ ไม่สามารถตัดขาดกันได้