ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 138 คนบ้านเก่าที่คิดไม่ซื่อ
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 138 คนบ้านเก่าที่คิดไม่ซื่อ
เมื่อได้ยินคำว่าชดใช้ค่าทำขวัญ สีหน้าของอวิ๋นเจวียนเอ๋อร์ก็พลันแย่ลง นางกำลังจะเอ่ยปากพูด ทว่าเจียงต้าไห่กลับจ้องมองนางจนต้องกลืนคำพูดลงท้องไป
แต่เถาซื่อกลับโวยวายขึ้นมาว่า “บ้านเจ้ารองไม่มีเงินซื้อยาหรือไร? เป็นเจ้าของที่ดินมากมายจะไม่มีเงินเชียวหรือ? จะมาเอาเปรียบพ่อแม่กับน้องสาวของตัวเองหรือ?”
“เขาไม่เลี้ยงดูพ่อแม่ที่แก่เฒ่า น้องสาวที่แต่งออกไปแล้วมาเลี้ยงดูข้าเขากลับทนไม่ได้หรืออย่างไร? จะเอาค่าทำขวัญหรือ? เอาชีวิตยายแก่ๆ คนนี้ไปสิ! ยังจะให้พวกข้าได้ใช้ชีวิตอยู่หรือไม่?”
ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างมองเถาซื่ออย่างไม่พอใจ ในสายตามีแต่ความสมเพชและรังเกียจจนไม่อาจปิดบังได้
สีหน้าของหัวหน้าตระกูลอวิ๋นและผู้ใหญ่บ้านต่างก็มืดครึ้ม โดยเฉพาะผู้ใหญ่บ้านเรื่องค่าชดเชยนี้เขาเป็นคนเสนอขึ้นมาเอง การกระทำของเถาซื่อเช่นนี้ เท่ากับตบหน้าเขา
“ฮึ แต่โบราณกาลฆ่าคนต้องชดใช้ด้วยชีวิต ทำร้ายร่างกายต้องชดใช้ด้วยเงิน! ทำไมเล่า เพียงเพราะอวิ๋นโส่วจงเป็นบุตรชายคนที่สองของอวิ๋นเจียชางจึงสมควรถูกพวกเจ้ารังแกหรือ ลูกชายถูกทำร้ายจนสลบแล้วยังจะให้เขาเงียบอีกหรือ?”
ผู้เฒ่าอวิ๋นถูกผู้ใหญ่บ้านตำหนิ ใบหน้าประเดี๋ยวเขียวคล้ำประเดี๋ยวซีดเผือด หัวหน้าตระกูลอวิ๋นก็จ้องมองเขาด้วยสายตาตำหนิ เขาจึงตวาดเถาซื่อด้วยความโกรธ “เจ้านี่พูดจาเหลวไหลอะไร รีบหุบปากไปเลย ตอนที่ผู้ชายเขากำลังพูดคุยกัน มีที่ไหนที่ผู้หญิงจะมาสอดปากได้?”
เถาซื่อไม่ยอม นางลื่นไถลลงมาจากเก้าอี้ทิ้งตัวบนพื้นแล้วร้องไห้โวยวายเสียงดังลั่น “โธ่เอ๊ย จะฆ่ากันให้ตายเลยหรือ ยายแก่ๆ เช่นข้า พอแก่ตัวลงกลับถูกลูกชายตัวเองรังแกจนตาย!”
“อวิ๋นเจียชาง ตอนนั้นข้าอายุเพียงสิบกว่าปียังสาวอยู่แท้ๆ แต่กลับยอมแต่งงานกับเจ้าที่เป็นพ่อม่ายลูกติด ยายแก่ๆ คนนี้ไม่เคยรังเกียจเจ้าแม้แต่น้อย ดูแลปรนนิบัติเจ้าอย่างดี เลี้ยงดูลูกๆ ของเจ้าอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง แม่เลี้ยงคนนี้ไม่เคยทำอะไรผิดต่อมโนธรรมสักนิด แต่พอแก่ตัวลูกชายแท้ๆ ของตัวเองกลับถูกเนรเทศไปเข้าร่วมกองทัพ ตอนนี้พวกเจ้ายังจะมาบังคับข้าให้ตายอีก…”
ทุกคนในครอบครัวของอวิ๋นโส่วจงมองดูพฤติกรรมของเถาซื่อด้วยสายตาเย็นชา ราวกับกำลังดูละครงิ้ว ท่าทีเช่นนี้ของนาง คนเฒ่าคนแก่ในหมู่บ้านต่างก็เอือมระอาเต็มที
ผู้เฒ่าอวิ๋นโกรธจนตัวสั่น ชี้กล้องยาสูบไปที่นางแต่ก็พูดอะไรไม่ออก สุดท้ายเขาก็พูดออกมาได้เพียงไม่กี่คำ “ยายแก่นี่ โวยวายอะไรนักหนา เจ้ารองก็ยังไม่ได้พูดอะไรเลย นี่ก็เป็นเพียงแค่คำแนะนำของผู้ใหญ่บ้านเท่านั้น” น้ำเสียงของเขาแฝงไปด้วยความหมายว่าจะให้อวิ๋นโส่วจงยอมถอย
แต่ว่า ทำไมพวกเขาต้องยอม? ทุกคนในครอบครัวอวิ๋นโส่วจงต่างหัวเราะเยาะในใจ
ทันใดนั้นเจียงต้าไห่ก็รีบลุกขึ้นไปพยุงเถาซื่อขึ้นมาพร้อมกับโค้งคำนับผู้ใหญ่บ้านและอวิ๋นโส่วจง “ผู้ใหญ่บ้าน พี่รอง วางใจเถิด ค่ารักษาพยาบาลข้าต้องจ่ายแน่นอนขอรับ พี่รองเอาเช่นนี้เถิด ข้าขอส่งเงินสิบตำลึงไปให้ที่บ้านท่านก่อน รอหลานชายหายดีแล้วค่อยคิดบัญชีกัน ข้าจะนำเงินที่เหลือไปมอบให้”
ท่าทีที่สุภาพอ่อนน้อมของเขาได้รับการยอมรับจากผู้อาวุโสที่อยู่ในเหตุการณ์ แม้แต่ผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูลอวิ๋นก็คลายสีหน้าลง
หัวหน้าตระกูลอวิ๋นตบบ่าผู้เฒ่าอวิ๋นเบาๆ “เจ้าสาม ลูกเขยของเจ้าช่างรู้เหตุผลจริงๆ”
แต่พอได้ยินว่าจะต้องจ่ายเงินสิบตำลึงเถาซื่อก็โวยวายขึ้นมาทันที “อะไรนะ สิบตำลึง ซื้อยาหน่อยเดียวต้องใช้เงินมากมายขนาดนั้นที่ไหน? มันทำมาจากทองคำหรือเงินกันแน่ ถึงได้ราคาตั้งสิบตำลึง”
อวิ๋นโส่วจงได้ยินดังนั้นก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ข้าว่าเรื่องนี้ไปคุยกันที่ศาลาว่าการดีกว่าขอรับ หากศาลาว่าการตัดสินว่าไม่ต้องจ่ายข้าอวิ๋นโส่วจงก็ยอม!”
เจียงต้าไห่รีบยิ้มเจื่อนๆ “พี่รอง ดูท่านพูดสิ เรื่องนี้ไม่ต้องถึงกับไปขึ้นศาลาว่าการหรอกขอรับ ท่านอย่าถือสาคำพูดของท่านแม่เลย นางใช้เงินอย่างประหยัดมาทั้งชีวิต ตัดใจใช้เงินมากๆ ไม่ได้ พอได้ยินว่าต้องจ่ายเงินถึงสิบตำลึงก็เลยรีบร้อนไปหน่อย” คำพูดนี้ของเขาช่างแยบยลยิ่งนัก ราวกับนำปูนมาฉาบปิดเอาไว้
เมื่อเห็นทุกคนถูกเจียงต้าไห่โน้มน้าวจนเกือบหมดแล้ว อวิ๋นเจียวจึงทำหน้าตาครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยขึ้น “พี่ใหญ่ สิบตำลึงคงไม่พอซื้อยาเม็ดเดียวกระมังเจ้าคะ” จะอย่างไรอวิ๋นเจียวก็ยังเด็ก พูดแทรกขึ้นมาสักประโยคสองประโยคคงไม่เป็นไร
อวิ๋นฉี่เยว่มองเจียงต้าไห่แวบหนึ่งก่อนจะตอบรับอวิ๋นเจียวอย่างจริงจัง “ยารักษาชีวิตเม็ดเดียวราคาตั้งยี่สิบห้าตำลึง ข้าเพิ่งกลับถึงบ้าน ยังไม่รู้เลยว่ายารักษาชีวิตสิบเม็ดที่พวกเรานำกลับมาจากเมืองหลวง ฉี่ซานกินไปกี่เม็ดแล้ว?”
อวิ๋นเจียวตอบ “เมื่อวานพวกเรารีบกลับบ้าน ก็ให้พี่รองกินไปหนึ่งเม็ด เช้านี้ก็หนึ่งเม็ด ตอนเที่ยงก็อีกหนึ่งเม็ด ต่อไปนี้ต้องกินวันละสามเม็ดหลังอาหาร ยารักษาชีวิตสิบเม็ดคงไม่พอเจ้าค่ะ”
อวิ๋นฉี่เยว่ปลอบนางว่า “ไม่ต้องห่วง ครั้งนี้พี่ใหญ่ซื้อยารักษาชีวิตมาจากเมืองหลวงอีกยี่สิบเม็ดน่าจะพอให้ฉี่ซานกิน”
สองพี่น้องหนึ่งร้องหนึ่งรับ พูดคำโกหกโดยไม่ต้องเตรียมตัวอย่างคล่องแคล่ว ราวกับซ้อมกันมาเป็นอย่างดี
ที่จริงแล้วอวิ๋นเจียวกับอวิ๋นฉี่เยว่กล้าพูดเช่นนี้ก็เพราะพวกเขามีหลักประกัน อวิ๋นฉี่เยว่คิดว่าน้องสาวของเขามียารักษาชีวิตที่ท่านนักพรตจากภูเขาหลงหู่ซานมอบให้ ส่วนอวิ๋นเจียวนั้นมั่นใจในระบบเถาเป่าของนาง
หลังจากสองพี่น้องคุยกันเสร็จ บรรยากาศในลานบ้านตระกูลอวิ๋นก็เงียบสงัดลง แต่ทันใดนั้น ความเงียบก็ถูกทำลายลงด้วยเสียงแหลมสูงของเถาซื่อ “พูดจาเหลวไหล ไอ้เด็กสารเลวพูดเพ้อเจ้ออะไร? ยาห่วยๆ อะไรราคาตั้งยี่สิบห้าตำลึง? ไยพวกเจ้าไม่ไปปล้นเสียเลยเล่า?”
อวิ๋นโส่วจงหัวเราะเยาะ “ในเมืองหลวงมียาเม็ดวิเศษราคาพันตำลึงด้วยซ้ำ ยาเม็ดละยี่สิบห้าตำลึง ในร้านขายยาในเมืองหลวงมีขายทั่วไปไม่เห็นแปลกตรงไหน หากผู้อาวุโสอยากรู้ก็ลองไปถามร้านขายยาใหญ่ๆ ในอำเภอ หรือร้านขายยาในตัวเมืองดูก็ได้ขอรับ”
ทันใดนั้นก็มีผู้เฒ่าคนหนึ่งเอ่ยขึ้น “ไม่ต้องไปถามหรอก ที่เมืองหลวงเป็นสถานที่ใดเล่า มีแต่คนร่ำรวยคนมีอำนาจ ยาสมุนไพรหายากย่อมมีมากมายเป็นธรรมดา ยาเม็ดวิเศษที่ทำจากสมุนไพรล้ำค่า ย่อมมีราคาแพงเป็นธรรมดา”
“ใช่ๆ ตอนที่ข้ายังหนุ่มๆ ข้าเคยเดินทางไปทั่วสารทิศ ครั้งหนึ่งตอนที่ข้านั่งเรือได้ยินคนรับใช้ของตระกูลใหญ่คนหนึ่งพูดว่า ยาเม็ดโสมที่นายท่านของเขากินราคาเม็ดละสิบตำลึง เขายังบอกอีกว่ายาอีกชนิดหนึ่งที่นายท่านของเขากินราคาตั้งห้าสิบตำลึงเชียวนะ”
“ใช่แล้ว ที่เมืองหลวงอะไรก็มีทั้งนั้น ใต้ฝ่าพระบาทโอรสสวรรค์ ไม่แน่ว่าในเมืองหลวงยาเม็ดละยี่สิบห้าตำลึง อาจจะถูกมากแล้วก็ได้”
“ถูกต้อง ยาเม็ดรักษาชีวิต ฟังจากชื่อก็รู้แล้วว่าไม่ธรรมดา”
หลังจากทุกคนพูดคุยกัน ไม่ว่าจะเป็นผู้เฒ่าอวิ๋น หรือเจียงต้าไห่ที่ทำตัวดีมาโดยตลอดต่างก็รู้สึกเสียหน้า โดยเฉพาะเจียงต้าไห่ที่เหงื่อไหลอาบใบหน้า
เขารู้สึกเสียใจอย่างมากที่ตนเองทำอะไรไม่คิดหน้าคิดหลังเช่นนี้ ตอนนี้จะทำอย่างไรดี? เขาเอาชีวิตไปเสี่ยงเสียแล้ว
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งเขาก็ทำสีหน้าเศร้าสร้อย น้ำเสียงสั่นเครือราวกับจะร้องไห้ “พี่รอง บ้านข้าก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร ต้าเป่าก็ต้องกินยาอยู่ตลอด บ้านข้าไม่มีเงินเหลือแล้ว”
“ตอนนี้ดูเหมือนว่าหลานชายจะต้องใช้เงินอีกมาก แม้ข้าจะขายบ้านขายเรือนก็คงหาเงินมาให้ไม่พอ พี่รองเช่นนี้เถิด ข้ายกเถาจือให้พวกท่านไปเป็นคนรับใช้ชดใช้หนี้สินดีหรือไม่? จะเป็นทาสหรือบ่าวก็ได้ทั้งนั้น!”
เจียงต้าไห่รู้สึกทึ่งในความเฉลียวฉลาดของตนเองจริงๆ หากสามารถส่งเถาจือไปอยู่ที่บ้านอวิ๋นโส่วจงได้ อย่างไรเสียเถาจือก็เป็นหลานสาวของเขา เขาจะใจร้ายกับนางได้ลงคอหรือ?
อีกไม่กี่ปีเถาจือก็โตเป็นสาวแล้ว หากใช้วิธีสักหน่อย ให้นางได้ขึ้นเตียงอวิ๋นฉี่เยว่… อวิ๋นโส่วจงก็ต้องยอมให้บุตรชายแต่งงานกับเถาจือ แผนการนี้ช่างแยบยลยิ่งนัก!
อวิ๋นเจียวหัวเราะเยาะในใจ แต่นางกลับไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ ออกมายังคงทำสีหน้าไร้เดียงสา “พี่ใหญ่ บ้านเราขาดคนรับใช้หรือเจ้าคะ?”
อวิ๋นฉี่เยว่ยิ้มๆ “ไม่ขาดหรอก ครั้งนี้พี่ใหญ่ซื้อคนรับใช้มาจากเมืองหลวงกลับมาหลายคน ไม่ว่าจะเป็นความสามารถหรือกระเบียบล้วนเป็นเลิศ บุตรสาวจากตระกูลเล็กๆ เทียบไม่ติดหรอก”
บทสนทนาที่ดูเหมือนไม่ได้ตั้งใจของสองพี่น้อง ทำเอาเจียงต้าไห่จุกจนพูดไม่ออก เกือบสำลักเลือดออกมา