ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 201 ไม่ง่าย
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 201 ไม่ง่าย
ไม่ว่าจะเป็นอวิ๋นเจียว อวิ๋นฉี่เยว่ หรือแม้แต่เฉาโส่วเย่า ต่างก็คาดไม่ถึงว่าอวิ๋นโส่วกวงจะเอ่ยปากขอตัดญาติ เพราะที่ผ่านมาอวิ๋นโส่วกวงเป็นคนที่เชื่อฟังและกตัญญูต่อผู้เฒ่าอวิ๋นมากที่สุด เห็นได้ชัดว่าครั้งนี้อวิ๋นโส่วกวงเจ็บปวดมากเพียงใด
อวิ๋นโส่วจงเอ่ยขึ้น “หลานเอ๋อร์ ฉี่เยว่ เจียวเอ๋อร์ พวกเจ้ากลับไปพักผ่อนก่อนเถิด”
พวกเขาทั้งสองคนจะอยู่ดูแลจ้าวซื่อและปรึกษาเรื่องตัดญาติกับอวิ๋นโส่วกวง เมื่อผู้ใหญ่มีเรื่องจะปรึกษากัน เด็กๆ อย่างพวกเขาก็ขอตัวกลับ
อวิ๋นฉี่เยว่ก้มตัวลง “เจียวเอ๋อร์ พี่แบกเจ้าไปเอง”
อวิ๋นเจียวเองก็เหนื่อยมากจริงๆ นางจึงไม่เกรงใจ รีบปีนขึ้นหลังพี่ชายทันที หลังจากขึ้นไปอยู่บนหลังพี่ชาย อวิ๋นเจียวก็ง่วงขึ้นมาทันที ทั้งที่ยังพูดคุยกับอวิ๋นฉี่เยว่อยู่ พูดไปพูดมาก็เงียบเสียงลง
อวิ๋นฉี่เยว่ยิ้มออกมา ดวงตางามคู่นั้นเป็นประกายราวกับจันทร์กระจ่าง ฉายแววอ่อนโยนราวกับแสงจันทร์สาดส่อง ทำให้ดวงดาวนับพันบนท้องฟ้าดูจืดจางไป
เฉาหลานเอ๋อร์ไม่เคยเห็นอวิ๋นฉี่เยว่เป็นแบบนี้มาก่อน ในความทรงจำของนาง แม้อวิ๋นฉี่เยว่เป็นคนอ่อนโยนและมักจะยิ้มแย้มเสมอ แต่ไม่เคยมีครั้งไหนที่ทำให้ผู้คนไม่อาจละสายตาไปจากเขาได้เช่นนี้
นางอดคิดไม่ได้ว่าในอนาคตจะมีสตรีเช่นใดกันที่เหมาะสมกับญาติผู้พี่ที่สง่างามราวกับเซียนบนสวรรค์เช่นเขา…
กลับมาถึงบ้าน อวิ๋นฉี่เย่วางอวิ๋นเจียวลงบนเตียง แล้วสั่งให้โม่ซ่านไปตักน้ำอุ่นมาให้ เขาเอามือลองอุณหภูมิน้ำ จากนั้นก็หันไปพูดกับโม่ซ่านที่กำลังจะเข้ามาเช็ดเท้าให้อวิ๋นเจียวว่า “ข้าทำเอง”
จากนั้นเขาก็ถอดรองเท้าและถุงเท้าของอวิ๋นเจียวอย่างคล่องแคล่ว พับขากางเกงขึ้น แล้ววางเท้าเล็กๆ ของนางลงในน้ำอุ่น ดูเหมือนว่าเขาจะทำแบบนี้จนเคยชิน
อวิ๋นเจียวหลับสนิทโดยไม่รู้เลยว่าพี่ชายกำลังนวดเท้าให้ แต่นางก็ส่งเสียงในลำคอออกมาหลายครั้งด้วยความสบาย รอยยิ้มบนใบหน้าของอวิ๋นฉี่เยว่ยิ่งดูอ่อนโยนมากขึ้น
หลังจากเช็ดเท้าให้อวิ๋นเจียวเสร็จ อวิ๋นฉี่เยว่ก็ใช้ผ้าขนหนูเช็ดน้ำออกอย่างระมัดระวัง จากนั้นก็เอาเท้าเล็กๆ ของนางสอดเข้าไปในผ้าห่ม ห่มผ้าให้เรียบร้อยก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วเดินออกไป
อวิ๋นฉี่เยว่สั่งโม่ซ่าน “ปล่อยให้นางหลับไปก่อน ไม่ต้องรีบปลุกมากินข้าวเช้า”
โม่ซ่านรับคำทันที “เจ้าค่ะ คุณชายใหญ่”
ฝ่ายบ้านตระกูลอวิ๋นเก่า ห้องของบ้านใหญ่
พี่น้องสามคนรวมทั้งฉี่เสียงและฉี่ชิ่ง สองพี่น้องนั่งอยู่บนเตียงและม้านั่งในห้อง ส่วนฟางซื่อกับชุนเหมยเฝ้าจ้าวซื่ออยู่ในห้อง
เฉาโส่วเย่าเอ่ยขึ้นด้วยความกังวล “พี่ใหญ่ ท่านอยากตัดญาติ แต่ท่านพ่อคงไม่ยอมแน่ๆ”
การที่เขาตัดญาติได้อย่างราบรื่นนั้น เป็นเพราะอวิ๋นเจียวใช้ประโยชน์จากการที่ผู้เฒ่าอวิ๋นต้องการสูตรอาหาร นับว่าเป็นการวางกับดักให้ผู้เฒ่าอวิ๋น พวกเขาถึงได้ตัดญาติได้โดยไม่ต้องสูญเสียอะไรเลย
แต่อวิ๋นโส่วกวงแตกต่างออกไป ครั้งนั้นพ่อแม่ของพวกเขายังไม่ยอมแยกบ้านให้เลยด้วยซ้ำ หากไม่ใช่เพราะพี่รองยื่นข้อเสนอช่วยเหลือเจ้าสี่ที่ถูกจับเข้าคุกของศาลาว่าการอำเภอ ไม่ว่าจะเป็นเขาหรือพี่ใหญ่ก็ไม่มีทางแยกบ้านออกมาได้
ครั้งนี้พวกเขาทั้งสองครอบครัวได้รับของขวัญจากท่านโหว พ่อแม่ของพวกเขายิ่งไม่มีทางยอมให้ตัดญาติ
อวิ๋นโส่วจงมองอวิ๋นโส่วกวงแล้วพูดว่า “ไม่ว่าจะต้องแลกมาด้วยอะไร หากพี่ใหญ่ต้องการตัดญาติ ข้าก็ยินดีช่วยเหลือท่าน”
อวิ๋นโส่วกวงมองอวิ๋นโส่วจงด้วยแววตาซาบซึ้ง เขารู้สึกซาบซึ้งในน้ำใจของน้องรอง แต่เขาติดค้างน้องรองมากเกินไปแล้ว ไม่อยากให้น้องรองต้องมาพัวพันกับคนบ้านเดิมหรือเดือดร้อนเพราะเขาอีก
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาก็เอ่ยขึ้นว่า “หากตัดญาติไม่ได้ ข้าก็จะขอออกจากตระกูล ถึงอย่างไรเจ้าก็ออกจากตระกูลไปแล้ว พวกเราก็สร้างโถงบรรพชนขึ้นมาใหม่ กราบไหว้บูชาท่านแม่เป็นบรรพบุรุษของพวกเรา”
คำพูดนี้ทำให้อวิ๋นโส่วจงและเฉาโส่วเย่าต่างตกตะลึง อวิ๋นโส่วกวงที่อ่อนแอและยอมก้มหัวมาตลอดสี่สิบปี กลับมีความคิดเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ได้ ทำให้พวกเขาตั้งตัวไม่ทันไปชั่วขณะ
การออกจากตระกูล หมายความว่าไม่ใช่คนในตระกูลอีกต่อไป ตายไปก็ไม่อาจเข้าสุสานบรรพบุรุษ ไม่ได้รับการกราบไหว้จากลูกหลานในตระกูล ไม่ใช่แค่การตัดญาติขาดมิตร แต่ตัดขาดจากตระกูลโดยสิ้นเชิง
การออกจากตระกูลแล้วสร้างโถงบรรพชนขึ้นมาใหม่ ย่อมต้องใช้ความกล้าหาญอย่างมาก แน่นอนว่าที่อวิ๋นโส่วกวงกล้าพูดเช่นนี้ ก็เพราะเห็นว่าครอบครัวของเขาติดตามครอบครัวของอวิ๋นโส่วจงจนได้มีชีวิตที่ดีขึ้นเรื่อยๆ
มิเช่นนั้นแล้ว หากทั้งสองครอบครัวยังคงยากจนข้นแค้น ไหนเลยจะมีปัญญาไปสร้างโถงบรรพชนขึ้นมาใหม่ได้?
“ท่านพ่อ วิธีนี้ดีมาก!”
“ใช่ พวกเราสร้างโถงบรรพชนขึ้นมาใหม่กันเถิดขอรับ!” ฉี่เสียงและฉี่ชิ่งสองพี่น้องเอ่ยขึ้นด้วยดวงตาเป็นประกาย
แต่อวิ๋นโส่วจงกลับพูดว่า “เรื่องสร้างโถงบรรพชนค่อยว่ากันทีหลัง ตอนนี้รีบจัดการเรื่องขอออกจากตระกูลให้เรียบร้อยก่อนเถิด”
การขอออกจากตระกูลก็ไม่ใช่เรื่องง่าย อย่าว่าแต่หัวหน้าตระกูลอวิ๋นที่เคยเอ่ยปากให้อวิ๋นโส่วจงกลับเข้าตระกูลหลายครั้ง แต่อวิ๋นโส่วจงปฏิเสธทุกครั้งไป
ตอนนี้ทั้งบ้านสามและบ้านใหญ่ได้รับรางวัลจากท่านโหว ในสายตาของคนในหมู่บ้าน นับเป็นบุญวาสนาอันยิ่งใหญ่ ใครเล่าจะยอมละทิ้งญาติในตระกูลที่ได้รับความชื่นชมจากท่านโหวเช่นนี้?
ในบรรดาพี่น้องที่โดดเด่นที่สุดของตระกูลอวิ๋นทั้งสามคน มีคนที่ออกจากตระกูลไปแล้วถึงสองคน เหลือเพียงพี่ใหญ่อย่างอวิ๋นโส่วกวงคนเดียว คนตระกูลอวิ๋นไม่มีทางยอมให้เขาออกจากตระกูลอย่างแน่นอน
เห็นได้ชัดว่าเฉาโส่วเย่าเองก็ตระหนักถึงเรื่องนี้เช่นกัน เขาเห็นด้วยกับอวิ๋นโส่วจง “พี่ใหญ่ ทำตามที่พี่รองพูดเถิด ทำไปทีละขั้นตอน ค่อยๆ จัดการกันไป ไม่ว่าจะเป็นการตัดญาติหรือการออกจากตระกูลล้วนไม่ใช่เรื่องง่าย”
อวิ๋นโส่วกวงพยักหน้า “ข้ารู้ว่ามันยาก แต่หากครั้งนี้ไม่จัดการให้เรียบร้อย อีกหน่อยก็จะยิ่งยากกว่าเดิม”
ครั้งนี้ภรรยาของเขาเกือบเอาชีวิตไม่รอด หากไม่ฉวยโอกาสนี้ตัดขาดกับบ้านใหญ่ให้สิ้นซาก รอให้เรื่องนี้ผ่านพ้น ทุกคนก็จะลืมเลือนไป ก็จะยิ่งยากกว่าเดิม ไม่อาจตัดขาดได้อีก
เฉาโส่วเย่าพยักหน้า “อืม… ในเมื่อพี่ใหญ่ตัดสินใจแล้ว พอฟ้าสางข้าจะไปเชิญหัวหน้าตระกูลกับผู้ใหญ่บ้านมา”
อวิ๋นโส่วกวงส่ายหน้า “ที่บ้านยังวุ่นวายอยู่เลย พี่สะใภ้ของเจ้าก็ยังไม่ได้สติ ค่อยไปเชิญพวกเขามาหลังมื้อเที่ยงเถิด พวกเจ้าเองก็กลับไปพักผ่อนก่อน ค่อยมาใหม่หลังมื้อเที่ยง”
เมื่ออวิ๋นโส่วจงกับเฉาโส่วเย่าได้ยินดังนั้นก็ไม่ได้คัดค้าน ต่างลุกขึ้นยืนแล้วขอตัวกลับ
ฟางซื่อให้ชุนเหมยอยู่ดูแลจ้าวซื่อ จนกระทั่งฟ้าสางจ้าวซื่อจึงได้สติ พอเห็นว่าจ้าวซื่อฟื้นขึ้นมา ทั้งสามพ่อลูกจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ทันทีที่จ้าวซื่อเห็นอวิ๋นโส่วกวง น้ำตาก็ไหลออกมา “ท่านพี่… ขอโทษ… ลูกของพวกเรา…”
อวิ๋นโส่วกวงเองก็เสียใจ แต่ไม่กล้าแสดงออกต่อหน้าฟางซื่อ เขารีบปลอบ “เรากับลูกไม่มีวาสนาต่อกัน เจ้าฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรงก่อน เอาไว้ค่อยมีใหม่ ต่อให้ไม่มี อีกสองปีฉี่ชิ่งก็แต่งงานแล้ว พวกเราก็ต้องช่วยเลี้ยงหลานอยู่ดี”
ชุนเหมยรีบพูดเสริม “ฮูหยินใหญ่เจ้าคะ ท่านอย่าคิดมากเด็ดขาด ท่านฟื้นฟูร่างกายให้แข็งแรง นายท่านใหญ่กับคุณชายทั้งสองจะได้ไม่ต้องเป็นห่วง”
“อีกอย่าง ท่านต้องอยู่ไฟให้ดี ท่านหมอบอกว่าที่ผ่านมาร่างกายของท่านอ่อนแอมาก ต้องบำรุงร่างกายให้ดีในช่วงอยู่ไฟ ตอนนี้บ้านท่านก็ไม่ได้ขาดแคลนเงินทอง อีกไม่นานวันดีๆ ก็จะมาถึง ท่านต้องดูแลตัวเองให้ดีจึงจะมีโอกาสได้สุขสบายมิใช่หรือเจ้าคะ?”
ฉี่ชิ่งและฉี่เสียงต่างพูดปลอบมารดา “ท่านแม่ ท่านต้องหายดีนะขอรับ เด็กกำพร้าที่ไม่มีแม่นั้นน่าสงสาร ท่านเองก็รู้ดี”
“ท่านแม่ ครั้งนี้อยู่ไฟให้ดีๆ บำรุงร่างกายให้แข็งแรงนะขอรับ ตอนนี้บ้านเรามีเงินทอง ไม่ได้ขาดแคลนอะไรแล้ว”
จ้าวซื่อรู้สึกเจ็บปวดหัวใจ แต่คำพูดของชุนเหมยและลูกชายทั้งสองคนก็ทำให้จ้าวซื่อฉุกคิดได้
ใช่แล้ว นางต้องดูแลตัวเองให้ดี ชีวิตนี้กำลังจะได้ดีขึ้นแล้ว หากนางเป็นอะไรไป ใครจะปกป้องลูกชายทั้งสองคนของนาง หากภรรยาใหม่ของอวิ๋นโส่วกวงเป็นเหมือนกับเถาซื่อ…
ลูกชายทั้งสองคนของนางคงต้องเผชิญชะตากรรมอันเลวร้าย ตอนนี้ไม่ว่าจะเพื่อตัวเองหรือเพื่อลูกชาย นางก็ต้องบำรุงร่างกายให้แข็งแรง