ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 28 จะถือเป็นญาติได้อย่างไร
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 28 จะถือเป็นญาติได้อย่างไร
“ที่แท้ก็เป็นของที่ขโมยมานี่เอง มิน่าถึงไปเที่ยวหอวั่นฮวาได้ ดูจากการแต่งกายของเขาก็ไม่น่าจะมีเงิน”
“นึกว่าเป็นแค่นักเลงไถเงิน ที่แท้ก็เป็นหัวขโมย”
“นี่ เด็กน้อย หากพวกเจ้าจำคนไม่ผิดก็รีบไปแจ้งความที่ศาลาว่าการเถอะปล่อยให้คนแบบนี้หนีไปจะไม่ดีเอานะ”
อวิ๋นเจียวพูดเสียงดังจนผู้คนรอบข้างที่มุงดูต่างก็ได้ยินกันหมด ใบหน้าของอวิ๋นโส่วจู่พลันเปลี่ยนสี เขาลุกพรวดขึ้นจากพื้น ชี้หน้าด่าอวิ๋นเจียวว่า “ยายเด็กตัวแสบ ข้าเป็นอาสี่ของเจ้า รถม้าเป็นของตระกูลอวิ๋น ย่าของเจ้าเป็นคนบอกให้ข้าขายเอง!”
เดิมทีมีคนอยากรู้อยากเห็นกำลังจะไปแจ้งความเผื่อจะได้รางวัลตอบแทนบ้าง แต่พอได้ยินอวิ๋นโส่วจู่พูดเช่นนั้น พวกเขาก็ล้มเลิกความคิด บ้าจริง ที่แท้ก็เป็นเรื่องภายในครอบครัว เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ ไม่รู้เรื่องอะไรทำให้พวกเขาเข้าใจผิดหมด
สารถีได้ยินคำพูดของอวิ๋นเจียวนึกว่าปัญหาของตนจะได้รับการแก้ไขในทันที กำลังจะผ่อนคลายลง แต่เมื่อได้ยินคำพูดของอวิ๋นโส่วจู่ ใจที่กำลังโล่งอกพลันกระตุกขึ้นมาอีกครั้ง วันนี้เขาไม่ได้ดูฤกษ์งามยามดีก่อนออกจากบ้านไม่คิดเลยว่าคนที่รีดไถเงินจากเขาจะเป็นญาติกับแขกที่เขารับมา
“คุณหนูคุณชายทั้งสามดูข้าก็รู้ว่าน่าสงสาร ช่วยเห็นใจข้าด้วย ปล่อยข้าไปเถิด” อย่ารีดไถเขาเลย เขาเป็นแค่สารถี หาเงินมาด้วยความยากลำบาก พูดไปก็รู้สึกน้อยใจชายวัยกลางคนเช่นเขาต้องเลี้ยงดูมารดาและบุตรที่ยังเล็ก วันนี้เขาไม่เพียงแต่ไม่ได้เงินสักอีแปะเดียว… ดูท่าแล้วคงต้องเสียเงินอีกด้วย
อวิ๋นฉี่ซานได้ยินก็ไม่พอใจชี้นิ้วไปที่อวิ๋นโส่วจู่แล้วพูดว่า “ท่านลุง พวกข้าไม่ได้รีดไถเงินลุงสักหน่อย คนที่รีดไถเงินลุงคือเขาต่างหาก!”
สารถีคิดในใจ พวกเจ้าไม่ใช่ญาติกันหรือ ใครจะไปรู้ว่าพวกเจ้าไม่ได้วางแผนกันไว้ มิเช่นนั้นชายคนนั้นจะออกมาขวางรถม้าตอนที่เขาผ่านมาพอดีได้อย่างไร?
อวิ๋นโส่วจู่ยังคงยึดเชือกบังเหียนรถม้าแน่นไม่ยอมปล่อย ในเมื่อยายเด็กตัวแสบออกมาขัดขวางเช่นนี้ งั้นเขาก็ต้องรีดไถเงินให้ได้มากที่สุด
“รถม้าคันนี้พวกเขาจ้างมาหรือ?” สารถีถูกอวิ๋นโส่วจู่ถามจนงุนงงจึงพยักหน้ารับ
เมื่อได้ยินดังนั้นอวิ๋นโส่วจู่ก็ชี้นิ้วด่าอวิ๋นเจียวทันที “ดีล่ะ! พวกเจ้ากล้าจ้างรถม้ามาเพื่อจะฆ่าข้า! พอกลับไปถึงหมู่บ้าน ข้าจะไปทวงความยุติธรรมกับผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูล ตั้งใจวางแผนทำร้ายผู้อาวุโส เช่นนั้นก็ให้หัวหน้าตระกูลจับพวกเจ้าใส่กรงหมูถ่วงน้ำตายซะ!”
แคว้นต้าเยี่ยก็คล้ายกับยุคโบราณของจีนแม้จะมีกหมายของแคว้น แต่ในบางกรณีพิเศษ บ่อยครั้งที่กของตระกูลจะอยู่เหนือกหมาย เช่น หากหญิงสาวในตระกูลลักลอบเป็นชู้กับชายอื่นแล้วถูกจับได้ ตามกหมายจะไม่ถึงขั้นประหารชีวิต ส่วนใหญ่จะแค่ถูกตราหน้าว่าผิดประเพณีถูกจับไปใช้แรงงานสองสามปีก็ถือว่าสิ้นสุด
แต่ตระกูลสามารถเพิกเฉยกหมายจับหญิงชายคู่นั้นใส่กรงหมูแล้วถ่วงน้ำให้ตายได้ เช่นเดียวกันหากคนรุ่นหลังในตระกูลคิดจะฆ่าผู้อาวุโส หากสถานการณ์ร้ายแรง ตระกูลก็สามารถเพิกเฉยกหมายตัดสินชี้เป็นชี้ตายได้เช่นกัน
ทันทีที่เขาพูดจบทุกคนต่างก็ตกตะลึง ไม่มีใครคิดเลยว่าผู้อาวุโสจะใจร้ายขนาดนี้ มาถึงก็เอาข้อหาฆ่าผู้อาวุโสใส่ร้ายเด็กๆ สารถีเองก็งุนงง พวกเขาไม่ใช่ญาติกันหรือ? เหตุใดผู้อาวุโสนี่ถึงอยากให้พวกเด็กๆ ตาย?
อวิ๋นเจียวมองอวิ๋นโส่วจู่ที่กำลังลำพองใจราวกับกำลังดูเรื่องตลก นางเกือบจะหัวเราะออกมาเพราะคำขู่ของเขาแล้ว “แล้วอย่างไร?…ท่านอาสี่ต้องการสิ่งใดหรือเจ้าคะ?”
อวิ๋นโส่วจู่ไม่รับรู้ถึงน้ำเสียงเย้ยหยันในคำพูดของอวิ๋นเจียว เขายิ้มเยาะอย่างลำพองใจ “ง่ายมาก พวกเจ้าจ่ายเงินให้ข้าหนึ่งร้อยตำลึงเงิน ข้าก็จะไม่ติดใจเอาความ พวกเจ้าสามคน สามชีวิต ข้าเรียกแค่หนึ่งร้อยตำลึงเงิน ถือว่าเมตตาพวกเจ้าแล้ว!”
“ฝันไปเถอะ! หนึ่งร้อยตำลึงเงิน เหตุใดท่านไม่ไปปล้นเสียเลยเล่า!” อวิ๋นฉี่ซานด่าทอด้วยความโมโห หากอวิ๋นฉี่เยว่ไม่ดึงเขาไว้ เขาคงพุ่งออกไปตบหน้าอวิ๋นโส่วจู่สองฉาดใหญ่ไปแล้ว
อวิ๋นฉี่เยว่มองอวิ๋นโส่วจู่อย่างเย็นชาโดยไม่ได้เอ่ยปาก
อวิ๋นเจียวมองอวิ๋นโส่วจู่ด้วยสายตาราวกับมองคนโง่ “ท่านอาสี่ ท่านเข้าใจผิดแล้วกระมัง ท่านไม่ได้บอกว่าพวกเราเป็นครอบครัวเดียวกันหรือ? เรื่องในบ้านท่านย่าเป็นคนตัดสินใจ หากท่านอยากได้เงินก็ควรไปขอย่ามิใช่หรือเจ้าคะ? เหตุใดถึงมาขอพวกเรา? ในเมื่อพวกเราเป็นคนตระกูลอวิ๋น หากทำผิดก็ต้องให้ตระกูลอวิ๋นเป็นคนจัดการ ท่านจะมาเอาเงินจากพวกเราได้อย่างไร?”
ทุกคนได้ยินดังนั้นก็เริ่มวิพากษ์วิจารณ์ ต่างก็บอกว่าอวิ๋นเจียวพูดมีเหตุผล พวกเขามองอวิ๋นโส่วจู่ด้วยสายตาที่เปลี่ยนจากดูถูกเป็นสงสาร คนผู้นี้โง่เง่าถึงเพียงนี้เชียวหรือ? คงรีดไถเงินจากคนอื่นเป็นนิสัย ถึงขนาดรีดไถเงินจากคนในครอบครัวตัวเองด้วย
เมื่อได้ยินเสียงวิพากษ์วิจารณ์ของผู้คน อวิ๋นโส่วจู่ก็ร้อนรน ก็อวิ๋นโส่วจงมันมีเงินนี่! กว่าจะเจอโอกาสที่จะรีดไถเงินจากครอบครัวพวกเขา เขาจะปล่อยผ่านไปไม่ได้
“เจ้าพูดเหลวไหลอันใด? ใครเป็นครอบครัวเดียวกับพวกเจ้า? พวกเจ้าเพิ่งกลับมายังไม่ได้ขึ้นทะเบียนตระกูลเลย! หากไม่เอาเงินจากพวกเจ้า แล้วจะไปเอาจากใคร?”
อวิ๋นเจียวได้ยินดังนั้นก็หัวเราะออกมา “ที่แท้ท่านอาสี่ก็รู้ว่าพวกเรายังไม่ได้ขึ้นทะเบียนตระกูลนี่น่า หากไม่ได้ขึ้นทะเบียนตระกูล จะถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกันได้อย่างไร? จะเป็นคนตระกูลเดียวกันได้อย่างไร?”
อวิ๋นโส่วจู่แสยะยิ้มเย็น “รู้แล้วก็ดี รู้แล้วก็จ่ายเงินมาซะ!”
อวิ๋นเจียว “ในเมื่อไม่ใช่คนตระกูลเดียวกัน แล้วเหตุใดพวกเราต้องจ่ายเงินชดเชย? ไม่ว่าอย่างไรตระกูลอวิ๋นก็ไม่มีสิทธิ์ลงโทษพวกเรา เรื่องถ่วงน้ำน่ะ ท่านก็ให้คนลองดูสิ ลองดูว่าจะมีคนตระกูลอวิ๋นคนไหนกล้าลงมือกับพวกเรา? ในเมื่อไม่ใช่คนตระกูลเดียวกัน หากคิดจะเอาชีวิตพวกเรานั่นก็คือการฆาตกรรม ต้องชดใช้ด้วยชีวิตนะเจ้าคะ!”
“เจ้า… เจ้า…” อวิ๋นโส่วจู่ถูกอวิ๋นเจียวพูดจนสับสน เขาชี้นิ้วไปที่อวิ๋นเจียวด้วยความโกรธ แต่กลับพูดไม่ออกสักคำ ตกลงใครกำลังข่มขู่ใครกันแน่? ทำไมจู่ๆ สถานการณ์กลับตาลปัตรไปในพริบตา?
อวิ๋นเจียวพูดต่อ “ในเมื่อพวกเราไม่ได้ขึ้นทะเบียนตระกูล เช่นนั้นพวกเราก็ไม่ใช่คนตระกูลอวิ๋น อย่าคิดว่าที่พวกเราเรียกท่านว่าท่านอาสี่เพราะมารยาทแล้วจะถือว่าเป็นครอบครัวเดียวกัน ส่วนเรื่องรถม้า ท่านพ่อของข้าไปแจ้งความแล้ว ตอนนี้ทางการกำลังตามจับขโมยอยู่”
ทุกคนถึงบางอ้อ ที่แท้เรื่องราวก็เป็นแบบนี้นี่เอง คนเขายังไม่ได้ขึ้นทะเบียนตระกูลเลยแล้วจะเป็นญาติกันได้อย่างไร? แม้แต่ญาติห่างๆ ยังนับไม่ได้เลย! แต่ว่านะการรีดไถเงินก็ต้องใช้ทักษะ ออกบ้านมารีดไถเงินโดยไม่ใช้สมอง…ช่างใจกล้าจริงๆ! ไม่ทันไรก็ถูกเด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ หลอกจนหัวหมุน
“เป็นไปไม่ได้ ทำไมข้าไม่เห็นมีใครมาจับข้า?” อวิ๋นโส่วจู่ได้ยินดังนั้นก็หน้าซีดเผือด คำถามนั้นเองทำให้เขายิ่งรู้สึกไม่มั่นใจ
คนรอบข้างพูดขึ้นว่า “แล้วทางการจะรู้ได้อย่างไรว่าเจ้าหนีไปอยู่ที่หอวั่นฮวา? ขโมยที่ไหนจะโง่ขนาดนี้ ขายวัวกับม้าได้แล้วไม่หนีไปไกลๆ กลับวิ่งไปเที่ยวหอวั่นฮวา”
“นั่นน่ะสิ เงินที่ได้มาด้วยความยากลำบาก ไปเที่ยวหอวั่นฮวาไม่กี่วันก็หมดแล้ว”
“พวกเจ้าไม่เห็นหรือไงว่าเขาถูกหอวั่นฮวารีดไถ่เงินจนหมดแล้วถึงไล่ออกมา?”
ใบหน้าของอวิ๋นโส่วจู่ซีดเผือดราวกับผี แต่ตอนนี้อวิ๋นฉี่เยว่กลับพูดเสริมขึ้นมาเบาๆ แต่เฉียบขาดว่า “ในแคว้นของพวกเรา การขโมยวัวและม้าเป็นความผิดร้ายแรง ตามกหมายจะต้องถูกเนรเทศไปไกลนับพันลี้”
ทันทีที่อวิ๋นฉี่เยว่พูดจบ วิญญาณของอวิ๋นโส่วจู่ก็แทบหลุดออกจากร่าง เขารีบทิ้งเชือกบังเหียนรถม้า แล้ววิ่งหนีราวกับไฟลนก้น ไม่นานก็หายลับไปจากสายตา หากไม่วิ่งหนีให้เร็วหน่อย ถ้าถูกจับได้ก็สายเกินไปแล้ว! อวิ๋นโส่วจง เจ้านี่ช่างกล้าจริงๆ ถึงกับกล้าไปแจ้งความ!
การถูกเนรเทศนั้นน่ากลัวเกินไป คนส่วนใหญ่ที่ถูกเนรเทศมักทนความทุกข์ทรมานไม่ไหวจนตายระหว่างทาง ต่อให้โชคดีรอดไปถึงจุดหมายปลายทาง แต่แดนเนรเทศจะมีที่ไหนที่ดีบ้างเล่า? ล้วนเป็นดินแดนอัปมงคล เต็มไปด้วยอากาศอันเลวร้าย ผู้ถูกเนรเทศอย่างพวกเขาต้องใช้ชีวิตไปกับการบุกเบิกที่ดิน ไปขุดเหมือง…
ตอนนี้สิ่งเดียวที่เขาคิดก็คือรีบกลับบ้านไปหามารดา เพียงแค่เถาซื่อโวยวายขึ้นมา หากผู้เฒ่าอวิ๋นออกหน้า อาจจะทำให้อวิ๋นโส่วจงยอมไปถอนแจ้งความ