ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 31 ท่านพ่อของข้าไม่ใช่หมอเสียหน่อย
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 31 ท่านพ่อของข้าไม่ใช่หมอเสียหน่อย
ตาเฒ่าเฉียวอยู่ตัวคนเดียว ในอดีตเขามีภรรยาและบุตรชาย แต่พวกเขาไม่รอดพ้นจากภัยอดอยากครั้งใหญ่เมื่อยี่สิบปีก่อน
หลังจากนั้นตาเฒ่าเฉียวก็ไม่ได้แต่งงานใหม่ เขาเก็บเด็กกำพร้าคนหนึ่งมาเป็นศิษย์สืบทอดวิชา เนื่องจากคิดจะให้ศิษย์ช่วยดูแลยามแก่ชรา ตาเฒ่าเฉียวจึงถ่ายทอดวิชาทั้งหมดให้โดยไม่ปิดบัง ปัจจุบันศิษย์ของเขาก็แต่งงานมีครอบครัวแล้ว ทั้งยังสามารถรับงานเองได้แล้ว
อวิ๋นโส่วจงกับอวิ๋นฉี่ซานนำของขวัญไปคารวะตาเฒ่าเฉียวเพื่อขอให้รับเป็นศิษย์ เรียกได้ว่าทำเอาตาเฒ่าเฉียวตกใจมาก หลายปีที่ผ่านมามีคนไม่น้อยที่อยากจะส่งลูกหลานในบ้านมาเป็นศิษย์ของเขา แต่ไม่มีใครปฏิบัติกับเขาเหมือนว่าเป็นอาจารย์ในสำนักศึกษาเอกชนอย่างอวิ๋นโส่วจงและอวิ๋นฉี่ซาน!
บัณฑิต ชาวนา ช่างฝีมือ พ่อค้า ชนชั้นช่างฝีมืออยู่ในอันดับรองสุดท้ายของแคว้นต้าเยี่ย แสดงให้เห็นว่าแม้จะเป็นช่างฝีมือที่เก่งกาจเพียงใด สถานะในสังคมก็ไม่ได้สูงส่งนัก
ส่วนอาจารย์ในสำนักศึกษามีสถานะทางสังคมสูงที่สุด นี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่ตาเฒ่าเฉียวได้รับความเคารพนับถือเช่นนี้ เขาตื้นตันจนน้ำตาไหล ยิ่งไปกว่านั้นอวิ๋นฉี่ซานยังเป็นเด็กพูดจาไพเราะและฉลาดเฉลียว เขาอธิบายเพียงเล็กน้อยอวิ๋นฉี่ซานก็เข้าใจทันที สุดท้ายตาเฒ่าเฉียวก็รับเงินหนึ่งตำลึงเงินและผ้าเนื้อดีสองพับเป็นค่าเล่าเรียน ตกลงที่จะสอนวิชาให้อวิ๋นฉี่ซาน
อวิ๋นฉี่ซานดีใจมาก รีบตกลงกับตาเฒ่าเฉียวว่าจะจ่ายค่าเล่าเรียนเหมือนกับสำนักศึกษาเอกชน โดยจ่ายทุกภาคการศึกษา จากนั้นหากที่บ้านไม่มีธุระสำคัญ อวิ๋นฉี่ซานจะไปเรียนวิชาที่บ้านตาเฒ่าเฉียวทุกวันตั้งแต่ ยามเซิน [1] หนึ่งเค่อ [2] ถึงยามโหย่ว [3] ห้าเค่อ
ทั้งสองครอบครัวตกลงกันว่า ตั้งแต่วันพรุ่งนี้เป็นต้นไปอวิ๋นฉี่ซานจะเริ่มเรียนวิชากับตาเฒ่าเฉียว ตาเฒ่าเฉียวดีใจมาก จึงอยากจะเลี้ยงอาหารทั้งสองพ่อลูก แต่อวิ๋นโส่วจงกับอวิ๋นฉี่ซานเป็นห่วงคนทางบ้าน จึงปฏิเสธคำเชิญของตาเฒ่าเฉียว แล้วรีบตรงกลับบ้าน
หลังจากกลับถึงบ้าน ทุกคนกำลังนั่งล้อมโต๊ะเตรียมทานอาหารเย็น ก็มีคนจากบ้านตระกูลอวิ๋นมาหา คนที่มาก็คืออวิ๋นหลานเอ๋อร์ ลูกสาวคนเล็กของอวิ๋นโส่วเย่า น้องชายคนที่สามของบ้านตระกูลอวิ๋น นางรีบร้อนวิ่งมา ตอนที่ชุนเหมยพาเข้ามาในห้องโถงก็ยังหอบหายใจหนักอยู่
แต่ทันทีที่เห็นอาหารบนโต๊ะ ดวงตาก็แทบจะหลุดออกมา อวิ๋นเจียวได้ยินเสียงกลืนน้ำลายดังเอื๊อกของนางอย่างชัดเจน ฟางซื่อเห็นเช่นนั้น จึงหยิบแป้งแผ่นขึ้นมา แล้วใส่ไส้ที่ปรุงไว้ลงไป เตรียมจะยื่นให้อวิ๋นหลานเอ๋อร์
การผ่าแป้งแผ่นออกให้มีช่องตรงกลางนั้น เป็นความคิดของอวิ๋นเจียว แบบนี้ก็สามารถใส่อาหารที่ชอบลงไปในแป้งแผ่นได้ เวลากินก็มีรสชาติอร่อยไปอีกแบบ
“ชุนเหมย พานางไปล้างมือก่อน” อวิ๋นฉี่เยว่เอ่ยขึ้นอย่างทนไม่ได้เมื่อมองมือดำๆ ของอวิ๋นหลานเอ๋อร์ พลางตักชิ้นถู่โต้ว [4] ที่อวิ๋นเจียวชอบกินใส่จาน
อวิ๋นหลานเอ๋อร์กลัวจะไม่ได้กินแป้งแผ่น จึงไม่กล้าขัดขืน รีบเดินตามชุนเหมยออกไป สบู่ล้างมือที่บ้านตระกูลอวิ๋น อวิ๋นเจียวซื้อมาจากเถาเป่า ล้างมือแล้วกลิ่นหอมติดทนนาน หลังจากล้างมือเสร็จ อวิ๋นหลานเอ๋อร์ก็ยกมือมาดมที่จมูกตลอดเวลา กลิ่นหวานๆ หอมฟุ้งเช่นนี้ นางไม่เคยสัมผัสมาก่อน
เมื่ออวิ๋นหลานเอ๋อร์กลับมาแล้ว ฟางซื่อก็รีบยื่นแป้งแผ่นที่เตรียมไว้ให้ถึงมือนางทันที อวิ๋นหลานเอ๋อร์รับมาแล้วรีบกัดกินอย่างตะกละตะกลาม เพียงพริบตาเดียว มือและใบหน้าก็เต็มไปด้วยคราบน้ำมัน
“พี่หญิงสาม กินช้าๆ หน่อยสิ” อวิ๋นเจียวเห็นดังนั้นจึงรีบเตือน จากนั้นก็หันไปสั่งชุนเหมย “ชุนเหมย รีบไปตักน้ำแกงมาให้นางสักถ้วย”
หลังจากที่อวิ๋นหลานเอ๋อร์กลืนแป้งลงคอ และดื่มน้ำแกงจนหมดถ้วยใหญ่แล้ว ฟางซื่อจึงเอ่ยถาม “หลานเอ๋อร์ พ่อแม่ของเจ้ามีธุระอะไรกับพวกเราหรือ?”
ตอนนี้อวิ๋นหลานเอ๋อร์จึงนึกขึ้นได้ถึงจุดประสงค์ที่ตนมาที่นี่ นิสัยของนางพอเห็นของกินก็ลืมเรื่องอื่นไปเสียสิ้น พอคิดได้ก็ตกใจทันที “ลุงรอง ป้ารอง ท่านปู่ของข้าเป็นลมหมดสติไปแล้วเจ้าค่ะ!”
อวิ๋นโส่วจงได้ยินดังนั้นก็หน้าเคร่งเครียด รีบลุกขึ้นยืนทันที
แต่ไม่นานเขาก็นั่งลงอีกครั้ง เพียงมองไปที่อวิ๋นหลานเอ๋อร์แล้วเอ่ยถามว่า “เกิดเรื่องอะไรขึ้น เหตุใดท่านพ่อถึงเป็นลมหมดสติไปได้?”
“…ต่อมาลุงใหญ่ก็บอกว่าจะแยกบ้าน ท่านย่าไม่ยอม ก็เลยไปตีลุงใหญ่ ลุงใหญ่ก็ไม่พูดอะไร ปล่อยให้ท่านย่าตีไป เพียงแต่ยืนกรานว่าจะขอแยกบ้าน จากนั้นลุงใหญ่ก็พาพี่ใหญ่กับพี่รองคุกเข่าต่อหน้าท่านปู่ ท่านปู่ก็เลยเป็นลมหมดสติไปเจ้าค่ะ”
อวิ๋นหลานเอ๋อร์เล่าเรื่องราวทั้งหมดให้ฟังโดยไม่ตกหล่นแม้แต่คำเดียว ไม่ว่าจะเป็นอวิ๋นโส่วจง ฟางซื่อ หรือลูกๆ ทั้งสามคน สีหน้าต่างดูแย่ลงเรื่อยๆ
ผู้เฒ่าอวิ๋นไม่ได้โง่เขลา แต่แสร้งทำเป็นไม่รู้ ทั้งยังเข้าข้างเถาซื่อ! ส่วนเถาซื่อ ทั้งๆ ที่เป็นอวิ๋นโส่วจู่ น้องชายคนที่สี่ของบ้านตระกูลอวิ๋นที่เป็นคนก่อเรื่องขึ้นมา แต่นางกลับไปลงที่ครอบครัวของพี่ใหญ่
นิสัยของอวิ๋นโส่วกวงเป็นอย่างไร อวิ๋นเจียวเข้าใจดีจากการพบเจอกันไม่กี่ครั้งที่ผ่านมา เขาเป็นคนที่อ่อนแอและยอมคน เถาซื่อสามารถบังคับให้คนอ่อนแอและนิ่งเงียบเช่นนั้นยอมเอ่ยปากพูดคำว่า ‘แยกบ้าน’ ออกมาได้ เรียกได้ว่าความร้ายกาจไม่ธรรมดาจริงๆ
สำหรับคนที่ยึดติดกับขนบธรรมเนียมประเพณีและความกตัญญูแบบไร้เหตุผลอย่างอวิ๋นโส่วกวง การเอ่ยคำว่า ‘แยกบ้าน’ ออกมานั้น เรียกได้ว่ายากกว่าการฆ่าเขาเสียอีก การที่เขาถูกบีบคั้นให้เป็นถึงขั้นนี้ แสดงให้เห็นว่าเถาซื่อทำเกินไปมากเพียงใด! แต่ถึงกระนั้น ผู้เฒ่าอวิ๋นก็ยังคงเข้าข้างเถาซื่ออยู่ดี
อวิ๋นเจียวดีใจที่บิดาของนางไม่เหมือนลุงใหญ่ ดีใจที่บิดาของนางรู้จักแยกแยะถูกผิด ไม่ยึดติดกับความกตัญญูจนเกินไป สามารถเป็นที่พึ่งให้กับภรรยาและลูกๆ ได้ มิเช่นนั้นในสังคมที่ให้ความสำคัญกับความกตัญญูเหนือสิ่งอื่นใดอย่างแคว้นต้าเยี่ย หากนางทะลุมิติมาเป็นลูกสาวของอวิ๋นโส่วกวง คงหนีไม่พ้นชะตากรรมถูกขายทิ้งเป็นแน่
หากถูกขายทิ้ง ต่อให้นางมีระบบเถาเป่าแล้วอย่างไรเล่า? กลายเป็นทาส เป็นบ่าว ไร้อิสรภาพ แม้แต่ชีวิตก็ไม่ใช่ของตัวเอง ต่อให้มีระบบโกงก็ไร้ค่า
“หมายความว่าอาสี่ของเจ้ากลับมาแล้ว ย่าของเจ้าจะไปเอาเรื่องอาสี่ แต่สุดท้ายก็เอาความโกรธเคืองไปลงที่ป้าสะใภ้ใหญ่แทนหรือ?”
อวิ๋นหลานเอ๋อร์พยักหน้ารัวๆ เหมือนลูกเจี๊ยบจิกข้าว แม้ว่าครอบครัวอวิ๋นฉี่ซานจะกลับมาได้ไม่กี่วัน แต่ในสายตาของอวิ๋นหลานเอ๋อร์ที่คิดแต่เรื่องกิน ครอบครัวลุงรองเป็นคนที่ดีที่สุดในตระกูลอวิ๋น พวกเขาไม่เพียงแต่ใจดี ที่สำคัญคือไม่ขี้เหนียวเลยแม้แต่น้อย แถมยังให้นางกินเนื้อด้วย! ดังนั้น เมื่อถูกอวิ๋นโส่วจงซักถาม อวิ๋นหลานเอ๋อร์จึงไม่มีความคิดที่จะปกปิดเรื่องของท่านย่าอย่างเถาซื่อเลยแม้แต่น้อย
อวิ๋นโส่วจงไม่ได้รีบร้อนลุกขึ้น เขาถามต่อว่า “ท่านปู่ของเจ้าเป็นลมหมดสติไป เรียกหมอหรือยัง?”
อวิ๋นหลานเอ๋อร์ส่ายหน้า “ยังเจ้าค่ะ ท่านย่าไม่ให้เรียกหมอ บอกให้ข้ามาตามลุงรองไปเจ้าค่ะ”
อวิ๋นเจียวดูถูกผู้เฒ่าอวิ๋นกับเถาซื่ออย่างแรงในใจ เป็นลมหมดสติไปไม่เรียกหมอ มาตามท่านพ่อของนางทำไมเล่า ท่านพ่อของนางไม่ใช่หมอเสียหน่อย ดูเหมือนว่าผู้เฒ่าอวิ๋นน่าจะแกล้งเป็นลม และเถาซื่อก็รู้เรื่องนี้ดี!
ฟางซื่อเห็นสีหน้าของอวิ๋นโส่วจงไม่สู้ดีนัก จึงไม่พูดแทรกอะไร เพียงแต่ยิ้มแล้วถามอวิ๋นหลานเอ๋อร์ว่า “หลานเอ๋อร์ เจ้ากินอิ่มหรือยัง? ป้าจะคีบแป้งแผ่นให้เจ้าอีกแผ่น คราวนี้เราเอาเป็นไส้หมูสามชั้นละกัน”
อวิ๋นหลานเอ๋อร์ได้ยินดังนั้นก็ตาเป็นประกาย รีบพยักหน้า “ขอบคุณป้ารองเจ้าค่ะ!”
พอมีแป้งแผ่น นางก็ลืมเรื่องที่ผู้เฒ่าอวิ๋นเป็นลมไปเสียสนิท
ส่วนทางบ้านตระกูลอวิ๋น เถาซื่อด่าทอไม่หยุด ผู้เฒ่าอวิ๋นนอนอยู่บนเตียง ส่วนอวิ๋นโส่วกวงยืนอยู่ด้านข้างด้วยใบหน้ารู้สึกผิด ปล่อยให้เถาซื่อด่าทอ เมื่อเห็นว่าอวิ๋นหลานเอ๋อร์ออกไปนานแล้ว แต่ยังไม่กลับมา เถาซื่อก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป ส่งสายตาเหมือนมีดคมกริบไปทางเฉาซื่อไม่หยุด
“สะใภ้สาม เจ้าไปดูลูกสาวของเจ้าสิ มันตายอยู่ข้างทางแล้วหรือไง เหตุใดตอนนี้ยังไม่พาคนมาอีก? ยายเฒ่าเช่นข้าเลี้ยงเจ้ามาเปล่าๆ เสียจริง เป็นไก่ที่ออกไข่ไม่ได้ คลอดลูกสาวไร้ค่ามาสองคนก็ไม่มีวี่แววอีกเลย หากเจ้ายังไม่มีลูกอีก ข้าจะให้เจ้าสามหย่ากับเจ้าซะ!”
เชิงอรรถ
[1] ยามเซิน (申时) คือช่วงเวลา 15:00-17:00 น.
[2] หนึ่งเค่อ (一刻) เท่ากับเวลาประมาณ 15 นาที
[3] ยามโหย่ว (酉时) คือช่วงเวลา 17:00-19:00 น.
[4] ถู่โต้ว (土豆) มันฝรั่ง