ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 38 ตัดสินใจขายสูตรลับ
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 38 ตัดสินใจขายสูตรลับ
ผู้เฒ่าอวิ๋นจากไปแล้ว อวิ๋นเจียวมองตามแผ่นหลังที่ดูชราภาพนั้น พลางคิดในใจว่าเขาก่อกรรมทำเข็ญไว้มาก แต่ไม่น่าสงสารเลยสักนิด!
หลังจากเขาจากไป อวิ๋นโส่วจงก็บอกกับอวิ๋นฉี่เยว่ว่า “เจ้าอย่าเก็บคำพูดของปู่เจ้ามาใส่ใจ ตั้งใจเรียนหนังสือก็พอ”
อวิ๋นฉี่เยว่พยักหน้ายิ้มๆ “ขอรับ ท่านพ่อ!”
เมื่อเห็นเช่นนั้น อวิ๋นโส่วจงก็เอ่ยขึ้น “เช่นนั้นก็ดีแล้ว!” บุตรชายคนโตของเขาเป็นเด็กดี กตัญญูรู้ความ แทบไม่เคยทำให้พ่อแม่อย่างพวกเขาต้องลำบากใจ ตรงกันข้ามกับอวิ๋นฉี่ซานที่ชอบก่อเรื่องวุ่นวายอยู่เสมอ ตั้งแต่เด็กๆ ก็ชอบรื้อข้าวของในบ้าน จนทำให้เสียหายไปไม่น้อย
อวิ๋นฉี่เยว่เอ่ยต่อ “ท่านพ่อ ท่านอาจารย์บอกว่าเดือนหน้าให้ข้าไปลองสอบเคอจวี่ [1] ระดับท้องถิ่นดูขอรับ”
อวิ๋นโส่วจง “เจ้าตัดสินใจเองเถิด หากเห็นว่าตนเองพร้อมที่จะสอบก็ไปลองดู”
ชุนเหมยและฟางซื่อช่วยกันเก็บกวาดโต๊ะอาหาร อวิ๋นเจียววิ่งกลับไปที่ห้องของตน แล้วนำสบู่ผลึกแก้วที่ทำเสร็จเมื่อตอนบ่ายออกมาให้ทุกคนดู
อวิ๋นฉี่ซานกระโดดขึ้นมาเป็นคนแรก “เจียวเอ๋อร์ นี่คือสบู่ผลึกแก้วที่เจ้าพูดถึงหรือ? สวยจังเลย หอมด้วย! ดีกว่าสบู่ที่พี่รองทำเป็นร้อยเท่า!”
อวิ๋นเจียวพูดด้วยความภาคภูมิใจ “ใช่แล้ว แต่ต้องตากอีกสองสามวันถึงจะใช้ได้เจ้าค่ะ”
ฟางซื่อหยิบสบู่ผลึกแก้วขึ้นมาดูด้วยความสนใจ ราวกับเจอของล้ำค่า นางพิจารณาอย่างละเอียดพร้อมกับอวิ๋นโส่วจง ก่อนจะเอ่ยชมไม่หยุดปาก “ใสเหมือนผลึกแก้วจริงๆ กลิ่นก็หอมมาก”
เนื่องจากอวิ๋นเจียวบอกกับพวกเขาล่วงหน้าแล้วว่า เครื่องประทินผิวและสูตรลับนั้นซื้อมาจากพ่อค้าต่างถิ่นในราคาถูกตอนที่อยู่เมืองหลวง ฟางซื่อและอวิ๋นโส่วจงจึงไม่สงสัยเลยที่อวิ๋นเจียววัยหกขวบจะสามารถทำสบู่ผลึกแก้วเช่นนี้ออกมาได้
“จริงๆ แล้วสบู่ผลึกแก้วก็คือสบู่เจ้าค่ะ เพียงแต่มีขั้นตอนการทำเพิ่มขึ้นมาสองขั้นตอน และส่วนผสมเพิ่มอีกสองชนิด”
อวิ๋นโส่วจงพูดอย่างอารมณ์ดี “สบู่ผลึกแก้ว ชื่อเพราะดี… คงขายได้ราคา เจียวเอ๋อร์ลูกสาวเรานี่เป็นเทพเจ้าแห่งโชคลาภจริงๆ!”
ฟางซื่อมองอวิ๋นเจียวด้วยสายตาเอ็นดู รอยยิ้มบนใบหน้าอบอุ่นราวกับแสงจันทร์นอกหน้าต่าง
อวิ๋นเจียวพูดต่อ “ท่านแม่ สบู่ผลึกแก้วใช้ล้างหน้าก็ได้ ใช้ถูตัวอาบน้ำก็ได้เจ้าค่ะ!”
อวิ๋นฉี่ซานพูดด้วยความตื่นเต้น “เจียวเอ๋อร์ งั้นพรุ่งนี้เช้าพวกเราทำสบู่ผลึกแก้วกันเถอะ!”
อวิ๋นเจียวส่ายหน้า “พี่รอง พรุ่งนี้พวกเรายังต้องทำสบู่ธรรมดา เพราะสบู่ผลึกแก้วต้องใช้กานโหยว [2] เครื่องประทินผิวก็ต้องใช้กานโหยวเหมือนกัน และกานโหยวสกัดได้จากการทำสบู่เท่านั้นเจ้าค่ะ”
อวิ๋นฉี่ซานยิ้มแห้งๆ “ฮ่าๆ ข้าใจร้อนไปหน่อย งั้นพรุ่งนี้พวกเราก็ทำสบู่ธรรมดาก่อนก็แล้วกัน”
อวิ๋นเจียว “พี่รอง อย่างไรเสียพี่ก็รู้สูตรแล้ว พี่อยากทำตอนไหนก็ทำได้เลย!”
“จริงสิ เมื่อตอนบ่ายข้าทำเครื่องประทินผิวเอาไว้ ลืมไปเลย” กล่าวจบอวิ๋นเจียวก็รีบวิ่งกลับไปที่ห้อง แล้วหยิบเครื่องประทินผิวที่ทำเสร็จแล้วออกมา
นางยื่นให้ฟางซื่อ พลางมองด้วยแววตาคาดหวัง “ท่านแม่ ลองเครื่องประทินผิวนี้ดูสิเจ้าคะ เครื่องประทินผิวนี้ไม่ดีเท่ากระปุกก่อนหน้านี้”
ฟางซื่อตักเครื่องประทินผิวมาทาที่มือเล็กน้อย แล้วพิจารณาอย่างละเอียด ก่อนจะเอ่ยขึ้นว่า “ดีมากแล้ว ดีกว่าที่ขายตามท้องตลาดเยอะ”
อวิ๋นเจียว “ดีกว่าที่ขายตามท้องตลาดก็ดีแล้วเจ้าค่ะ เพราะเครื่องประทินผิวชั้นดีนั้นไม่ได้ทำง่ายๆ ”
ฟางซื่อ “เจียวเอ๋อร์ ต่อให้เจ้าไม่ทำเครื่องประทินผิว พ่อแม่ก็เลี้ยงเจ้าได้ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องประทินผิวหรือสบู่ผลึกแก้ว เจ้าคิดเสียว่าทำเล่นๆ เพื่อฆ่าเวลา อย่าไปใส่ใจมากนัก!”
อวิ๋นโส่วจงพูดเสริม “ที่สำคัญคืออย่าให้เหนื่อย!”
อวิ๋นฉี่เยว่พยักหน้าเห็นด้วย เขาก็เลี้ยงน้องสาวได้!
คำพูดของพ่อแม่ไหลผ่านเข้าไปในหัวใจของอวิ๋นเจียวราวกับสายน้ำอุ่น นางพยักหน้าอย่างว่าง่าย “ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้ารู้แล้วเจ้าค่ะ วางใจเถิด ข้าแค่เบื่อๆ เลยหาอะไรทำฆ่าเวลาเฉยๆ ข้าคิดว่าหลังจากทำสบู่ผลึกแก้วเสร็จแล้ว พวกเราสามารถขายสูตรลับได้ ส่วนสูตรลับเครื่องประทินผิว พวกเราเก็บสูตรที่ดีที่สุดเอาไว้ อย่างเครื่องประทินผิวที่ทำเมื่อตอนบ่าย เป็นสูตรที่ข้าปรับปรุงใหม่ ข้าคิดว่าขายได้เหมือนกันเจ้าค่ะ”
“ขายสูตรลับหรือ?” ฟางซื่อลังเลเล็กน้อย นางอยากให้อวิ๋นเจียวเก็บสูตรลับเอาไว้ เผื่ออนาคตออกเรือนไปแล้วจะได้มีรายได้เพิ่ม อีกอย่างสูตรลับแบบนี้ นางรู้สึกว่าขายไปแล้วจะขาดทุน
“เจียวเอ๋อร์ เจ้าลองคิดดูอีกที พ่อคิดว่าเก็บสูตรลับเอาไว้เองจะดีกว่า” อวิ๋นโส่วจงก็รู้สึกว่าไม่ค่อยเหมาะนัก
แต่อวิ๋นฉี่เยว่กลับมีความคิดที่ต่างออกไป เขามองอวิ๋นเจียวด้วยสายตาอบอุ่นราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิ ดวงตาสีดำสนิทราวกับหมึกเป็นประกายระยิบระยับราวกับดวงดาว “ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าคิดว่าความคิดของเจียวเอ๋อร์ไม่เลว ไม่ว่าจะเป็นสบู่ผลึกแก้วหรือเครื่องประทินผิว ล้วนเป็นสินค้าที่มีมูลค่ามหาศาล ครอบครัวของพวกเราไม่มีอำนาจ อาจจะปกป้องสูตรลับเอาไว้ไม่ได้ แทนที่จะรอให้คนอื่นมาแย่งชิง ไม่สู้รีบขายออกไปแต่เนิ่นๆ จะดีกว่า พอขายออกไปแล้ว ไม่ว่าคนอื่นจะแย่งชิงกันอย่างไร ก็ไม่เกี่ยวข้องกับพวกเรา เจียวเอ๋อร์เพียงแค่เก็บสูตรลับที่ดีที่สุดเอาไว้ก็พอแล้วขอรับ”
อวิ๋นโส่วจงพยักหน้า “อืม เจ้าใหญ่พูดถูก งั้นเจียวเอ๋อร์อยากขายสูตรลับก็ขายไปเถอะ พรุ่งนี้ข้าจะขึ้นเขาไปล่าสัตว์ สัตว์ป่าจำศีลมาทั้งฤดูหนาว คงออกมาหากินกันแล้ว”
ลูกสาวให้เงินเขามาสี่ร้อยห้าสิบตำลึงเงิน เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในบ้าน เขาและฟางซื่อปรึกษากันแล้ว จะเอาเงินสี่ร้อยห้าสิบตำลึงเงินนี้ไปซื้อที่นา พอเจียวเอ๋อร์ออกเรือนไปก็จะยกที่นาทั้งหมดให้เป็นสินเดิมติดตัว
ส่วนเรื่องที่เจียวเอ๋อร์อยากได้บ้านหลังใหญ่ เงินส่วนนี้เขาจะหาเอง ไปล่าสัตว์ใหญ่บนเขาสักสองสามตัว น่าจะขายได้ราคาดี ตอนนี้อวิ๋นโส่วจงยังไม่รู้ ว่าบ้านที่เขาคิดว่าใช้เงินไม่กี่ร้อยตำลึงเงินก็สร้างได้นั้น หลังจากที่ถูกอวิ๋นเจียวและพี่ชายทั้งสองคนออกแบบตกแต่งใหม่ สุดท้ายกลับต้องใช้หลายพันตำลึงเงิน!
“ขายไปก็ดี ขายไปแล้วเจียวเอ๋อร์ของพวกเราก็ไม่ต้องเหนื่อย” ฟางซื่อรู้สึกว่าอวิ๋นฉี่เยว่พูดถูก จึงเห็นด้วยที่จะขายสูตรลับ
หลังจากที่ทุกคนในครอบครัวปรึกษากันเรียบร้อยแล้ว ก็แยกย้ายกันไปล้างหน้าล้างตาแล้วเข้านอน อวิ๋นโส่วจงเอนกายนอนลงบนเตียง สูดกลิ่นหอมอ่อนๆ จากร่างของฟางซื่อ พลางลูบไล้เส้นผมที่นุ่มลื่นราวกับผ้าไหมเบาๆ ในใจรู้สึกเหมือนมีมดหลายร้อยตัวไต่ตอม คันยุบยิบไปหมด
น้ำเสียงของอวิ๋นโส่วจงแหบพร่า “น้ำยาสระผมที่เจียวเอ๋อร์ให้มานี่ดีจริงๆ หลังจากสระแล้ว ผมของเจ้าก็หอมละมุนและนุ่มลื่นเช่นนี้”
เมื่อได้ยินดังนั้น ใบหน้าของฟางซื่อก็พลันร้อนผ่าว นางยังไม่ทันเอ่ยปาก มือของอวิ๋นโส่วจงก็เริ่มอยู่ไม่สุข
“ท่านจะทำอะไร… พรุ่งนี้ท่านต้องขึ้นเขาไปล่าสัตว์ นอนพักผ่อนเถิด!”
“น้องหญิง เราควรมีน้องชายหรือน้องสาวให้เจียวเอ๋อร์อีกสักคน… ให้เป็นน้องสาวสักคนดีกว่า จะได้น่ารักและว่าง่ายเหมือนเจียวเอ๋อร์ ต่อไปหากพวกเราไม่อยู่แล้ว เจียวเอ๋อร์จะได้มีน้องสาวคอยเป็นเพื่อนพูดคุย”
ราตรีค่อยๆ คืบคลานเข้ามา ในห้องมีผ้าห่มผืนใหญ่คลุมร่างของอวิ๋นโส่วจงและฟางซื่อเอาไว้ ไม่นานนักภายในผ้าห่มก็มีเสียงครางเบาๆ ดังออกมา…
เช้าวันรุ่งขึ้น หลังจากที่อวิ๋นเจียวตื่นนอน อวิ๋นโส่วจงก็ออกจากบ้านไปล่าสัตว์บนเขาพร้อมกับอาวุธแล้ว อากุ้ยขับรถม้าไปส่งอวิ๋นฉี่เยว่ที่สำนักศึกษา ในบ้านจึงเหลือเพียงฟางซื่อกับอวิ๋นฉี่ซานที่กำลังวุ่นวายอยู่ในห้องครัว อวิ๋นฉี่ซานตื่นแต่เช้า ทำสบู่เสร็จไปไม่น้อย และสกัดกานโหยวออกมาได้จำนวนหนึ่ง
อวิ๋นฉี่ซานกับฟางซื่อกำลังรออวิ๋นเจียวกินข้าวเช้าด้วยกันอยู่ ทันใดนั้น เสียงเอะอะโวยวายดังขึ้นมาจากนอกบ้าน อวิ๋นเจียวจึงเดินตามฟางซื่อกับอวิ๋นฉี่ซานออกไปดู ก็เห็นเจ้าหน้าที่ทางการสองคนนำหน้าชาวบ้านเกือบทั้งหมู่บ้าน เดินเป็นขบวนใหญ่ ล้อมบ้านตระกูลอวิ๋นไว้อย่างแน่นหนา!
เชิงอรรถ
[1] เคอจวี่ (科举) หมายถึง การสอบคัดเลือกขุนนางสมัยโบราณของจีน หรือก็คือการสอบจอหงวน โดยมี 3 ระดับ ได้แก่ การสอบระดับท้องถิ่น การสอบระดับมณฑล และการสอบหน้าพระที่นั่ง
[1] กานโหยว (甘油) คือกลีเซอรีนหรือสารให้ความชุ่มชื้น