ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 42 ถังสุ่ย
“ท่านแม่ อวิ๋นโส่วจู่ เขาต้องการให้พวกเราตายกันหมด!” คิดจะใส่ร้ายว่าพวกเขาเป็นทาสที่หลบหนี เขานี่ก็ช่างจะคิดออกมาได้ อวิ๋นฉี่ซานพูดด้วยความโกรธแค้น
อวิ๋นเจียวเสริมว่า “ไม่ใช่แค่อวิ๋นโส่วจู่ เรื่องนี้ยังมีเถาซื่อร่วมมือด้วย”
อวิ๋นฉี่ซานกับอวิ๋นเจียวเรียกชื่ออวิ๋นโส่วจู่ตรงๆ สำหรับคนที่จ้องจะทำร้ายครอบครัวของพวกเขาเช่นนี้ ไม่สมควรได้รับการเรียกว่าอา
ฟางซื่อมองไปทางบ้านตระกูลอวิ๋นด้วยสายตาเย็นชา แขนที่โอบกอดลูกชายกับลูกสาวยังคงสั่นเทา
เจ้าหน้าที่ทั้งสองคนนั้นยืนกรานที่จะจับกุมพวกนาง เรื่องนี้… ต้องเป็นฝีมือของอวิ๋นโส่วจู่แน่ บางทีเขาอาจจะให้ผลประโยชน์อะไรบางอย่างกับเจ้าหน้าที่ทั้งสองคนก็เป็นได้
หากพวกนางถูกจับไปจริงๆ ตัวนางเองคงไม่เป็นไร แต่เจียวเอ๋อร์ไม่เคยได้รับความอยุติธรรมเช่นนี้มาก่อน
ที่สำคัญคือต่อให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบพบในภายหลังว่าจับผิดคน ก็แค่ปล่อยตัวพวกนางกลับมาเท่านั้น ทว่าคุกไม่ใช่สถานที่สำหรับผู้หญิง อวิ๋นโส่วจู่กับเถาซื่อช่างอำมหิตยิ่งนัก
“รอท่านพ่อกับพี่ใหญ่ของพวกเจ้ากลับมา แม่จะปรึกษาเรื่องนี้กับพวกเขาอย่างละเอียด ไม่มีวันปล่อยพวกเขาลอยนวลไปแน่!” คิดว่าพวกนางเป็นคนต่างถิ่น จึงรังแกกันได้ง่ายๆ เถาซื่อคิดผิดแล้ว
เมื่อเห็นว่ามารดามีแผนการ อวิ๋นเจียวก็ไม่พูดอะไรต่อ ส่วนอวิ๋นฉี่ซานเป็นห่วงมารดากับน้องสาว หลังจากทานอาหารกลางวันเสร็จก็ไม่ได้ไปบ้านของตาเฒ่าเฉียว ฟางซื่อกับอวิ๋นเจียวรู้ดีว่าเขากำลังคิดอะไรอยู่ จึงไม่ได้ห้ามปราม
อวิ๋นเจียวยังคงงีบหลับตอนบ่ายเช่นเดิม หลังจากตื่นนอนก็เห็นอวิ๋นฉี่ซานกำลังทำสบู่อยู่ นางคิดว่ายังพอมีเวลา จึงสอนเขาทำสบู่ผลึกแก้วเสียเลย
“น้องเจียวเอ๋อร์ ที่อวิ๋นโส่วจู่กับหลิ่วซื่อคันตามตัว เป็นฝีมือเจ้าใช่หรือไม่?” คำถามนี้ค้างคาใจอวิ๋นฉี่ซานมานาน บัดนี้ในที่สุดก็ได้เอ่ยถามออกมา
อวิ๋นเจียวไม่ได้ปิดบังเขา “เป็นเมล็ดของดอกหางนกยูง ดอกไม้ชนิดนี้เวลาบานจะสวยงามมาก แต่บนเมล็ดจะมีขนอ่อนที่ทำให้เกิดอาการคันอย่างรุนแรง หากทนไม่ไหวแล้วไปเกาจนเป็นแผลขึ้นมา ก็จะมีหนองและตุ่มพองขึ้น”
“สุดยอดไปเลย! ดีจริงๆ !” อวิ๋นฉี่ซานพลันยิ้มกว้าง พอนึกถึงภาพสองคนนั้นทรมาน เขาก็รู้สึกสะใจ “คันอย่างรุนแรง ไม่รู้ว่าคันขนาดไหนกันนะ?”
อวิ๋นเจียวมองเขาด้วยความประหลาดใจ “พี่รองอยากลองดูหรือ?”
อวิ๋นฉี่ซานได้ยินดังนั้นก็รีบโบกมือปฏิเสธ “ไม่อยากลอง! ข้าแค่อยากรู้ว่าพวกนั้นจะต้องทรมานแค่ไหนก็เท่านั้น”
อวิ๋นเจียวกวนไขมันที่กำลังถูกความร้อนพลางเอ่ยยิ้มๆ “เดาว่าระหว่างทางที่พวกเขาไปศาลาว่าการอำเภอ อาจจะอยากตายไปเลยก็ได้”
คันขนาดนั้น แถมยังถูกมัดมือมัดเท้า จะไม่ทรมานแย่ได้ยังไงกัน อาการคันจากเมล็ดของดอกหางนกยูงนั้น เพียงแค่ได้อาบน้ำก็จะหายไปแล้ว ไม่รู้ว่าสองคนนั้นคิดอะไรอยู่ คันก็ไม่รีบกลับบ้านไปอาบน้ำ กลับยืนเกาอยู่ที่เดิม
หรือบางทีพวกเขาคงอยากเห็นกับตาว่าครอบครัวของนางถูกเจ้าหน้าที่ทางการจับไป? หยิบยกคำพูดของเถาซื่อมาใช้ คนที่ใจดำอำมหิตเช่นนี้ จะได้รับโทษทัณฑ์ใดก็สมควรแล้ว
“ขอให้พวกเขาคันตายไปเลย แต่ต่อไปหากมีเรื่องแบบนี้ก็ให้พี่รองจัดการเองเถอะ เมล็ดพวกนั้นคันมาก หากเจียวเอ๋อร์เผลอไปโดนเข้าคงไม่ดีแน่ พี่รองหนังหนา ต่อให้เผลอไปโดนก็ไม่เป็นไร เจียวเอ๋อร์ เจ้าจำเอาไว้นะ”
เนื่องจากเขารู้ว่าอวิ๋นเจียวซื้อเมล็ดพันธุ์ดอกไม้แปลกๆ มามากมาย และรู้ว่าวันนี้อวิ๋นเจียวตั้งใจจะเอาเมล็ดพันธุ์พวกนั้นไปหว่านในไร่ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้สงสัยที่มาของเมล็ดพันธุ์
คำกำชับของอวิ๋นฉี่ซานทำให้อวิ๋นเจียวรู้สึกอบอุ่นหัวใจ นางรีบพยักหน้า “เจ้าค่ะพี่รอง ข้าจะจำไว้ แต่เมล็ดพันธุ์ถุงนั้นข้าเอาไปโปรยใส่พวกเขาหมดแล้ว ตอนนี้ข้าก็ไม่มีแล้ว”
เมื่อได้ยินอวิ๋นเจียวตอบรับ อวิ๋นฉี่ซานก็วางใจ พอตกเย็นอวิ๋นฉี่เยว่กลับมาถึงบ้าน อวิ๋นโส่วจงที่เข้าไปในป่าก็กลับมาถึงบ้านท่ามกลางการรอคอยของทุกคนในครอบครัว แต่เขากลับมาคนเดียว ยังมีเด็กหนุ่มสวมชุดปะชุนเดินตามเขาเข้ามาในบ้านตระกูลอวิ๋นด้วย
เด็กหนุ่มผู้นั้นอายุราวๆ สิบสี่สิบห้าปี หน้าตาน่ารักเรียบร้อย เมื่อเห็นเด็กผู้หญิงน่ารักน่าเอ็นดูราวกับก้อนแป้งกำลังมองเขา เขาก็รีบก้มหน้าอย่างประหม่า อวิ๋นเจียวหัวเราะเบาๆ เด็กคนนี้ขี้อายจริงๆ
เห็นว่าเขาสะพายธนูไว้บนหลัง และเหน็บกริชไว้ที่เอว ดูแล้วน่าจะเป็นนายพราน แต่ใบหน้าของเขากลับดูอ่อนโยนและขี้อาย ช่างไม่เข้ากับภาพลักษณ์ของเขาเลย
“นี่คือสุ่ยหยาจื่อ [1] ลูกชายของนายพรานถัง จากหมู่บ้านข้างๆ พวกเราบังเอิญเจอกันบนเขา ตอนที่ล่าเจ้าตัวใหญ่นี่ สุ่ยหยาจื่อช่วยข้าไว้มาก”
ตอนที่อวิ๋นเจียวและคนอื่นๆ เดินออกมา ฟ้ามืดสนิทจนไม่ทันได้สังเกตอะไรมากนัก พอชุนเหมยถือโคมไฟออกมา ทุกคนก็มองตามทิศทางที่อวิ๋นโส่วจงชี้ไป ก็เห็นว่าเป็นหมูป่าตัวหนึ่ง!
อวิ๋นฉี่ซานร้องเสียงหลง “ท่านพ่อ หมูป่าตัวนี้น่าจะหนักสามร้อยกว่าจินเลยกระมัง?”
อวิ๋นเจียววิ่งไปหาอวิ๋นโส่วจง ให้ชุนเหมยถือโคมไฟเข้ามาใกล้ๆ นางมองอวิ๋นโส่วจงอย่างถี่ถ้วนภายใต้แสงไฟ “ท่านพ่อ ท่านไม่เป็นอะไรใช่หรือไม่? บาดเจ็บตรงไหนหรือเปล่าเจ้าคะ?”
พอนึกถึงสารคดีสัตว์โลกที่เคยดูในชาติที่แล้ว อวิ๋นเจียวก็รู้สึกหวาดกลัว หมูป่า โดยเฉพาะหมูป่าตัวใหญ่ที่โตเต็มวัยแบบนี้ มีพลังโจมตีที่น่ากลัวมาก
โดยทั่วไปแล้ว หมูป่าหากน้ำหนักได้ร้อยกว่าหรือสองร้อยจินก็ถือว่าไม่เลวแล้ว หลังจากผ่านฤดูหนาวมา หมูป่าตัวนี้ยังคงหนักสามร้อยจิน ซึ่งสามารถอธิบายได้เพียงอย่างเดียวคือ หมูป่าตัวนี้แข็งแกร่งเกินธรรมดา!
อวิ๋นโส่วจงรับผ้าขนหนูอุ่นๆ ที่ฟางซื่อยื่นให้มาเช็ดมือ จากนั้นก็ลูบหัวอวิ๋นเจียวเบาๆ พลางยิ้มด้วยความปลาบปลื้มใจ “เจียวเอ๋อร์ไม่ต้องเป็นห่วง พ่อไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร” ได้รับความห่วงใยจากลูกสาวเช่นนี้ อวิ๋นโส่วจงรู้สึกว่าหวานล้ำยิ่งกว่าดื่มน้ำผึ้งเสียอีก
ถังสุ่ยแอบมองอวิ๋นเจียวอยู่ตลอดเวลา นอกจากไก่ฟ้าและกระต่ายป่าที่แขวนอยู่บนตัวแล้ว ในอ้อมแขนของเขายังอุ้มลูกสุนัขสีขาวราวหิมะอยู่อีกหนึ่งตัว
อวิ๋นฉี่เยว่เดินเข้ามาหา ดึงอวิ๋นเจียวหลบไปอยู่ข้างหลังอย่างแนบเนียน กั้นกลางระหว่างนางกับถังสุ่ย เด็กหนุ่มคนนี้มองน้องสาวเขาด้วยสายตาแปลกๆ อวิ๋นฉี่เยว่ไม่ชอบใจเป็นอย่างยิ่ง
“ครั้งนี้ต้องขอบคุณสุ่ยหยาจื่อ หากไม่มีลูกธนูพิฆาตของเขา พ่อคงได้รับบาดเจ็บไปแล้ว”
จากนั้นอวิ๋นโส่วจงก็เอ่ยขึ้นอีกว่า “แม่เจียวเอ๋อร์ เจ้าไปทำกับข้าวอีกสองสามอย่าง คืนนี้ให้สุ่ยหยาจื่ออยู่กินข้าวที่นี่ด้วยกัน”
ฟางซื่อรับคำทันที “เจ้าค่ะ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
ถังสุ่ยรีบโบกมือปฏิเสธ “ป้ารองไม่ต้องลำบากแล้วขอรับ ท่านปู่ของข้ายังรอข้าอยู่ที่บ้าน ข้าต้องรีบกลับไปทำอาหารเย็นให้ท่าน”
ฟางซื่อเอ่ยด้วยความเสียดาย “เช่นนั้นหรือ งั้นเจ้ารอสักครู่นะ ป้าจะห่อแผ่นแป้งให้เจ้าสองสามอัน กลับไปถึงบ้านก็แค่ต้มโจ๊กกินก็ได้แล้ว”
“ตอนนี้มืดมากแล้ว ป้าก็ไม่รั้งตัวเจ้าไว้แล้ว” ฟางซื่อเป็นคนตรงไปตรงมา เมื่อถังสุ่ยเอ่ยปากว่าที่บ้านยังมีผู้ใหญ่รออยู่ นางจึงไม่เกรงใจอีก
อวิ๋นโส่วจงเอ่ยขึ้นว่า “หมูป่าตัวนี้เจ้าก็มีส่วนครึ่งหนึ่ง พรุ่งนี้ข้าจะจัดการกับมันแล้วส่งไปให้เจ้าครึ่งหนึ่งแล้วกัน”
ถังสุ่ยส่ายหน้าเหมือนกับกลองป๋องแป๋ง “นี่เป็นหมูป่าที่ลุงอวิ๋นล่าได้เอง ตอนนั้นมันใกล้ตายแล้ว ข้าแค่ยิงซ้ำไปอีกดอกเท่านั้น ท่านลุงไม่ต้องเกรงใจข้าหรอก”
กล่าวจบเขาก็ยื่นลูกสุนัขสีขาวราวหิมะที่อยู่ในอ้อมแขนให้อวิ๋นโส่วจง “ท่านลุงเอาลูกสุนัขตัวนี้ไปเถิดขอรับ ข้าขอตัวกลับก่อนนะขอรับ” กล่าวจบเขาก็วิ่งหายไปในความมืด
ฟางซื่อตะโกนไล่หลัง “สุ่ยหยาจื่อ เอาแป้งแผ่นไปด้วยสิ” น่าเสียดายที่ถังสุ่ยหายลับไปในความมืดเสียแล้ว
ตั้งแต่อวิ๋นโส่วจงพาถังสุ่ยเข้ามาในลานบ้าน สายตาของอวิ๋นเจียวก็จ้องมองลูกสุนัขสีขาวราวหิมะตัวนั้นมาโดยตลอด ในใจชื่นชอบยิ่งนัก ไม่คิดเลยว่าถังสุ่ยจะยกมันให้บิดาของนาง
เมื่อเห็นว่านางชอบ อวิ๋นโส่วจงจึงวางลูกสุนัขลงในอ้อมแขนของนาง อวิ๋นเจียวรีบกอดมันเอาไว้ด้วยความเอ็นดู มันช่างน่ารักน่าชังจริงๆ
เจ้าตัวน้อยตัวนี้ดูเหมือนกับสุนัขพันธุ์ไซบีเรียนฮัสกี้ผสมกับพันธุ์ซามอยด์ ดวงตากลมโตเป็นประกายแวววาว
เชิงอรรถ
[1] หยาจื่อ (伢子) หมายถึง เด็กหรือลูกชาย เป็นคำภาษาจีนท้องถิ่น ใช้เรียกแทนเด็กผู้ชายในครอบครัว หรือคำทักทายเด็กเล็กอย่างเป็นกันเอง