ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 46 ยกเว้นเสียแต่ว่าจะแยกบ้าน
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 46 ยกเว้นเสียแต่ว่าจะแยกบ้าน
เมื่ออวิ๋นโส่วจงเอ่ยปากตอบรับข้อเรียกร้องของผู้เฒ่าอวิ๋น ไม่เพียงแต่ฝ่ายอวิ๋นเจียวเท่านั้น ทุกคนที่อยู่ในเหตุการณ์ต่างก็ตกตะลึง
ผู้เฒ่าอวิ๋นเองก็ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง เขาเอ่ยถามอย่างไม่แน่ใจ “เจ้ารอง เจ้าว่าอย่างไรนะ?”
อวิ๋นโส่วจงมองภรรยาและลูกๆ ด้วยแววตารู้สึกผิด ถึงกระนั้นเขาก็ยังคงยืนกรานว่า “ข้าตกลงตามข้อเรียกร้องของท่าน พรุ่งนี้ข้าจะไปอธิบายเรื่องราวทั้งหมดที่ศาลาว่าการอำเภอ ลองดูว่าจะพาโส่วจู่กับภรรยากลับมาได้หรือไม่”
ผู้ใหญ่บ้านจางต้าไห่และหัวหน้าตระกูลอวิ๋นเจียหรง ต่างส่ายหน้าเล็กน้อย รู้สึกผิดหวังกับการตัดสินใจของอวิ๋นโส่วจง สุดท้ายแล้วก็ไม่อาจต้านแรงกดดันจากผู้เฒ่าอวิ๋นได้
ตัวปัญหาเช่นอวิ๋นโส่วจู่ ควรถูกส่งตัวเข้าคุกไปรับโทษบ้าง หากพรุ่งนี้อวิ๋นโส่วจงไปที่ศาลาว่าการด้วยตัวเองแล้วพาเขากลับมาได้ เขาก็จะรู้ว่าผู้เฒ่าอวิ๋นควบคุมอวิ๋นโส่วจงได้ ต่อไปคงจะยิ่งก่อเรื่องวุ่นวายให้กับครอบครัวของพวกเขารุนแรงมากขึ้นเป็นแน่
อวิ๋นโส่วจงผู้นี้ ภายนอกดูฉลาดหลักแหลม แต่จริงๆ แล้วกลับโง่เขลา
ส่วนฝ่ายบ้านใหญ่ ไม่เคยมีปากมีเสียงอะไรอยู่แล้ว สำหรับอวิ๋นโส่วกวงแล้ว ตราบใดที่อวิ๋นโส่วจงไม่เป็นอะไร เรื่องอื่นก็ไม่ใช่เรื่องใหญ่
ส่วนอวิ๋นโส่วเย่า น้องชายคนที่สามกลับมองอวิ๋นโส่วจงอย่างครุ่นคิด พี่รองของเขาคนนี้ เขาชักจะดูไม่ออกแล้วสิ
ผู้เฒ่าอวิ๋นตื่นเต้นเป็นอย่างมาก เขารีบเอ่ยขึ้น “เจ้ารอง พ่อรู้ว่าเจ้าได้รับความไม่เป็นธรรม ไม่ต้องห่วง พอเจ้าสี่กลับมา พ่อจะให้มันมาโขกหัวขอโทษเจ้า”
อวิ๋นเจียวเย้ยหยัน โขกหัวขอโทษหรือ? ใครอยากได้กันเล่า?
อวิ๋นโส่วจงพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เรื่องกราบขอโทษนั้นไม่จำเป็นแล้ว แต่ว่าท่านพ่อ ข้ายังมีข้อแม้อีกหนึ่งข้อ หากท่านยอมตกลง พรุ่งนี้ข้าก็จะไปที่ศาลาว่าการ หากท่านไม่ตกลงก็ถือเสียว่าข้ามิได้พูดประโยคนั้นออกไป”
ผู้เฒ่าอวิ๋นชะงักไปชั่วขณะ “ข้อแม้อันใด?”
อวิ๋นโส่วจงชี้ไปที่ครอบครัวอวิ๋นโส่วกวง “อนุญาตให้ครอบครัวพี่ใหญ่แยกบ้าน!”
“อะไรนะ? เจ้ามีสิทธิ์อะไร? คนนอกอย่างเจ้าจะมายุ่งเรื่องของตระกูลอวิ๋นได้อย่างไร?” ทันทีที่อวิ๋นโส่วจงพูดจบ เถาซื่อที่สงบปากสงบคำอยู่ครู่หนึ่งก็โวยวายขึ้นมาอีกครั้ง
“น้องรอง…” อวิ๋นโส่วกวงหันขวับไปมองอวิ๋นโส่วจง เขาไม่คิดเลยว่าอวิ๋นโส่วจงจะเอ่ยปากขอเช่นนี้กับบิดาของเขา
ส่วนจ้าวซื่อก็มองอวิ๋นโส่วจงอย่างไม่อยากจะเชื่อสายตา แววตาทั้งสองข้าง แม้ในยามค่ำคืนก็ยังคงเปล่งประกายแห่งความปรารถนา
อวิ๋นโส่วจงไม่สนใจเถาซื่อ แต่หันไปมองอวิ๋นโส่วกวง พูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “พี่ใหญ่ อวิ๋นโส่วจู่ตั้งใจจะทำร้ายครอบครัวของพวกเรา พี่จะยังยอมทำงานหนักเพื่อเลี้ยงดูเขาอีกหรือ?”
เขารู้ดีว่าจุดอ่อนของอวิ๋นโส่วกวงคืออะไร ในใจของพี่ชายไม่เคยให้ความสำคัญกับตัวเอง นอกจากบิดาอย่างผู้เฒ่าอวิ๋นแล้ว สิ่งที่เขาให้ความสำคัญมากที่สุดก็ไม่พ้นน้องชายอย่างเขานี่เอง
แน่นอนว่าเป็นไปตามที่เขาคาดไว้ เมื่อได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของอวิ๋นโส่วกวงก็เผยให้เห็นถึงความลังเล หากพลาดโอกาสดีๆ เช่นนี้ไป ต่อไปคงยากที่จะแยกบ้านได้แล้ว!
ฉี่ชิ่งและฉี่เสียงเห็นดังนั้น จึงรีบหว่านล้อมบิดา “ท่านพ่อ ท่านอารองจากบ้านไปเพราะอะไรเล่า? บัดนี้ท่านอารองกลับมาทั้งที ท่านจะทนเห็นคนอื่นรังแกท่านอารองจนตายได้จริงๆ หรือขอรับ?”
“ท่านพ่อ ท่านเป็นพี่ชายแท้ๆ ของท่านอารอง ท่านเคยบอกว่าตอนที่ท่านย่าเสียชีวิต ท่านย่าจับมือท่านไว้แน่น บอกให้ท่านดูแลท่านอารองให้ดี”
เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวังจากภรรยาและลูกๆ บวกกับคำพูดของลูกทั้งสองคนที่กระทบจิตใจของเขา อวิ๋นโส่วกวงจึงกัดฟันเอ่ยขึ้นว่า “เจ้ารอง พี่จะเชื่อฟังเจ้าทุกอย่าง!”
ผู้เฒ่าอวิ๋นไม่คิดเลยว่าอวิ๋นโส่วกวงจะพูดเช่นนี้ ทันใดนั้นก็พลันโกรธจนแทบสิ้นสติ แต่เพราะเรื่องราวโยงไปถึงอวิ๋นโส่วจู่ว่าจะกลับมาจากศาลาว่าการได้หรือไม่ เขาจึงไม่สามารถแสร้งเป็นลมได้อีก
“เจ้ารอง เจ้า… เจ้าจะทำให้ครอบครัวแตกแยกเช่นนี้ได้อย่างไร?”
“มันเป็นตัวก่อเรื่อง! เป็นเจ้ากรรมนายเวร! เป็นคนใจดำที่ตั้งใจกลับมาทำลายให้บ้านแตกสาแหรกขาด! จะแยกบ้านงั้นหรือ? ไม่มีทาง!”
“จะแยกบ้านหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับท่านพ่อ ส่วนข้าจะไปที่ศาลาว่าการหรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับตัวข้าเอง”
กล่าวจบอวิ๋นโส่วจงก็ประสานมือคำนับไปรอบๆ จากนั้นก็เอ่ยขึ้นเสียงดังฟังชัด “ท่านหัวหน้าตระกูล ท่านผู้ใหญ่บ้าน และชาวบ้านทุกท่าน ทุกคนคงรู้ดีว่าครอบครัวพี่ใหญ่ต้องใช้ชีวิตอย่างไรในตระกูลอวิ๋น”
“ทุกคนดูพี่สะใภ้ของข้าสิ ดูหลานชายสองคนของข้าสิ ผอมแห้งแรงน้อยกันทุกคน เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็เต็มไปด้วยรอยปะชุนไม่มีจุดที่สมบูรณ์ดีเลยสักจุด ส่วนอวิ๋นโส่วจู่ อวิ๋นโส่วหลี่ และอวิ๋นเหมยเอ๋อร์เล่า? ใช้ชีวิตอย่างไร? ทุกคนคงรู้ดีอยู่ในใจ!”
“เถาซื่อรังแกครอบครัวของพี่ชายที่เป็นบุตรชายคนโตของภรรยาที่ตบแต่งคนแรกในบ้าน ก่อนหน้านี้ข้าไม่อยู่บ้าน จึงจัดการเรื่องนี้ไม่ได้”
“ตอนนี้อวิ๋นโส่วจงผู้นี้กลับมาแล้ว จะไม่มีทางปล่อยให้ครอบครัวพี่ใหญ่ถูกกดขี่ข่มเหงต่อไปได้อีก หากเป็นเช่นนี้ ต่อไปเมื่อข้าตาย จะมีหน้าไปอธิบายกับท่านแม่ของข้าได้อย่างไร!?”
เขาเน้นน้ำเสียงหนักแน่นในประโยคสุดท้าย ผู้เฒ่าอวิ๋นเบิกตากว้างมองเขาด้วยแววตาที่ซับซ้อน เจ้ารองกำลังต่อว่าเขา! ต่อว่าว่าหากเขาตายไปแล้ว จะมีหน้าไปพบภรรยาคนแรกได้อย่างไร!
“พูดจาเหลวไหล! ใครไปรังแกพวกมัน? ยายเฒ่าเช่นข้าเลี้ยงดูพวกมัน ยังหาว่าข้ารังแกพวกมันอีก! พวกเจ้านี่มันอกตัญญูจริงๆ! กินของข้า ใช้ของข้า พอถึงเวลา ก็มาไล่ข้าออกจากบ้าน! ไม่มีทางซะหรอก!”
ผู้เฒ่าอวิ๋นกระทืบเท้าด่าว่า “เจ้ายังอยากให้เจ้าสี่กับภรรยากลับมาหรือไม่? หุบปากไปเสีย!”
เถาซื่อเชิดหน้าขึ้น เอ่ยขึ้นอย่างดื้อรั้น “ไม่ได้ ข้าไม่ยอมให้แยกบ้านเด็ดขาด หากแยกบ้านแล้ว ใครมันจะทำงานบ้าน?”
“ไม่ใช่ว่ายังมีเจ้าสาม เจ้าสี่กับภรรยาอยู่หรือ?”
“เจ้าสี่กับภรรยาจะทำงานหนักได้สักเท่าไรเชียว? เจ้าแก่จนจะขยับตัวไม่ไหวแล้วยังคิดจะลงไปทำนาเองหรือยังไง?”
ฮึ ที่แท้ก็กลัวว่าหากให้อวิ๋นโส่วกวงแยกบ้านไปแล้ว จะไม่มีคนทำงานให้
อวิ๋นเจียวเงยหน้าขึ้น เอ่ยถามอวิ๋นโส่วจงด้วยท่าทางไร้เดียงสา “ท่านพ่อ เมื่อครู่นี้ท่านย่าบอกว่านางเลี้ยงดูลุงใหญ่กับครอบครัวไม่ใช่หรือเจ้าค่ะ ตอนนี้นางไม่ต้องเลี้ยงดูแล้ว เหตุใดนางถึงไม่พอใจล่ะเจ้าคะ?”
อวิ๋นฉี่ซานไม่รอให้อวิ๋นโส่วจงเอ่ยปาก ก็รีบพูดแทรกขึ้นมาว่า “เจียวเอ๋อร์ เจ้ายังไม่เข้าใจอีกหรือ? นางกลัวว่าถ้าบ้านลุงใหญ่แยกออกไป พวกงานในบ้านก็จะไม่มีคนทำให้แล้ว”
“อ้อ ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้นี่เอง ข้าเข้าใจแล้ว” อวิ๋นเจียวพยักหน้าอย่างครุ่นคิด จากนั้นนางก็มองไปที่อวิ๋นโส่วจง “ท่านพ่อ พวกเราเข้าบ้านกันเถิดเจ้าค่ะ ข้าง่วงนอนแล้ว”
อวิ๋นโส่วจงรีบก้มตัวลงอุ้มนางขึ้น พูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนว่า “ได้สิ พวกเราเข้าบ้านกัน”
จากนั้นก็หันไปขอโทษผู้ใหญ่บ้านกับหัวหน้าตระกูล “ท่านผู้ใหญ่บ้าน ท่านหัวหน้าตระกูล คืนนี้ทำให้พวกท่านลำบากแล้ว ดึกดื่นป่านนี้ยังต้องรบกวนพวกท่านให้มาถึงที่นี่”
ทั้งสองคนรีบโบกมือปฏิเสธ “ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เป็นหน้าที่ของพวกเราอยู่แล้ว”
พวกเขาดูถูกอวิ๋นโส่วจงมากเกินไป เดิมทีพวกเขาคิดว่าอวิ๋นโส่วจงคงถูกผู้เฒ่าอวิ๋นควบคุมอยู่หมัด แต่ไม่คิดเลยว่าเขาจะมีแผนเช่นนี้อยู่
เด็กคนนี้มีน้ำใจจริงๆ ยอมปล่อยอวิ๋นโส่วจู่ที่คิดจะฆ่าเขาให้รอด เพื่อช่วยให้พี่ใหญ่ของตนหลุดพ้นจากขุมนรกอย่างตระกูลอวิ๋น
ส่วนอวิ๋นเจียว เด็กน้อยผู้นั้นก็ฉลาดหลักแหลมนัก แม้ตลอดเวลาจะไม่ค่อยพูดอะไร แต่กลับรู้ว่าควรพูดอะไรในเวลาใดจึงจะเหมาะสมที่สุด
ยิ่งไปกว่านั้น นางแสร้งทำเป็นง่วงนอน ช่างเป็นจังหวะที่เหมาะเจาะจริงๆ ภายนอกดูเหมือนง่วงนอน แต่จริงๆ แล้วกำลังบังคับให้ผู้เฒ่าอวิ๋นตัดสินใจโดยเร็ว ในขณะเดียวกันก็ไม่ทำให้บิดาต้องแบกรับชื่อเสียงที่ไม่ดี
เป็นอย่างที่พวกเขาคิด เมื่ออวิ๋นโส่วจงพาครอบครัวหันหลังกลับเข้าไปในบ้าน ในที่สุดผู้เฒ่าอวิ๋นก็ตัดสินใจ “ตกลง แยกก็แยก!”
อวิ๋นโส่วจงหยุดเดิน ส่วนอวิ๋นโส่วเย่าก็ลุกขึ้นยืน “ท่านพ่อ หากจะแยกบ้าน ก็ควรปฏิบัติต่อทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่แยกบ้านให้แค่พี่ใหญ่คนเดียว หากจะแยกก็แยกกันให้หมดเลยเถิดขอรับ!”