ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 48 แยกบ้านกันเสียที
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 48 แยกบ้านกันเสียที
คำตอบของอวิ๋นโส่วเย่าทำเอาทุกคนตกตะลึง ทุกคนคิดว่าเขาคงเสียสติไปแล้ว ที่ดินสองหมู่ ในบ้านมีแรงงานชายเพียงคนเดียว เขาจะหาเงินสิบตำลึงเงินมาจากไหนกัน?
ส่วนครอบครัวของอวิ๋นโส่วจงกลับมองอวิ๋นโส่วเย่าด้วยความชื่นชม คาดไม่ถึงเลยว่าน้องสาม (ลุงสาม) ผู้เงียบขรึมคนนี้ จะกล้าตัดสินใจเช่นนี้
รู้จักฉวยโอกาส และกล้าตัดสินใจอย่างเด็ดเดี่ยว เขาเป็นคนฉลาด ยิ่งไปกว่านั้นนับตั้งแต่ครอบครัวของพวกเขาย้ายกลับมาจากเมืองหลวง บ้านสามก็แสดงความเป็นมิตรต่อพวกเขามาโดยตลอด
อวิ๋นเจียวคิดว่าในอนาคต หากครอบครัวของนางมีกำลังทรัพย์มากพอ ก็สามารถช่วยเหลือบ้านสามได้
เมื่อเห็นว่าบิดายังคงลังเล อวิ๋นฉี่ชิ่งกับอวิ๋นฉี่เสียงก็ร้อนรนใจ “ท่านพ่อ บ้านท่านอาสามมีแรงงานชายเพียงคนเดียว เขายังกล้ารับปาก บ้านเรามีแรงงานชายตั้งสามคน เหตุใดถึงไม่กล้ารับปากเล่า?”
“ใช่แล้วท่านพ่อ หากที่ดินไม่พอพวกเราก็เช่าที่ดินของคนอื่นมาทำกินได้ หากเงินไม่พอข้ากับพี่ใหญ่ก็เข้าไปหางานทำในตำบลได้ ค่าแรงของพวกเรารวมกัน ปีหนึ่งเก็บเงินสิบตำลึงเงินจะไม่ได้เลยหรือ?”
อวิ๋นโส่วกวงมองลูกๆ ทั้งสองคนด้วยแววตารู้สึกผิด ก่อนจะหันไปมองจ้าวซื่อ
จ้าวซื่อก็เอ่ยชักชวนด้วยความคาดหวังเช่นกัน “พ่อเจ้า ลูกพูดถูกแล้ว ข้าก็สามารถรับงานซักผ้าจากบ้านเศรษฐีได้ ปีหนึ่งสิบตำลึงเงิน พวกเราประหยัดหน่อย ยังไงก็คงเก็บรวบรวมได้ครบ”
ที่สำคัญคือต่อให้ลำบากยากจนแค่ไหน ครอบครัวของพวกเขาก็ได้ใช้ชีวิตของตัวเอง ไม่ต้องถูกใครกดขี่ข่มเหงอีกต่อไปแล้ว
อวิ๋นโส่วจงพูดกระตุ้นอวิ๋นโส่วกวงอีกครั้ง “พี่ใหญ่ พี่สะใภ้กับพวกเด็กๆ พูดถูกแล้ว ยิ่งไปกว่านั้น หากลำบากจริงๆ พี่ยังมีข้าเป็นน้องชายอยู่ทั้งคน!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ในที่สุดอวิ๋นโส่วกวงก็ไม่ลังเลอีกต่อไป เขากัดฟันกรอด ก่อนจะตัดสินใจ “ท่านพ่อ ทำตามที่ท่านพูดก็แล้วกัน!”
ผู้เฒ่าอวิ๋นไม่คิดเลยว่าบุตรชายทั้งสองคนของตนจะยืนกรานที่จะแยกบ้านกันอย่างเด็ดเดี่ยวเช่นนี้ จึงได้แต่เอ่ยด้วยความผิดหวังว่า “เอาล่ะ เช่นนั้นก็เขียนสัญญาแยกบ้านกันเลย!”
อวิ๋นโส่วจงเอ่ยขึ้น “ถ้าเช่นนั้น ขอเชิญผู้ใหญ่บ้านกับหัวหน้าตระกูลเข้าไปนั่งข้างในเถิด พวกเราเข้าไปเขียนสัญญาในห้องโถงกัน ฉี่เยว่ เจ้าเป็นคนเขียน”
อวิ๋นฉี่เยว่ตอบรับอย่างสงบ “ขอรับ ท่านพ่อ!”
ทุกคนเดินเข้าไปที่ห้องโถงของบ้านอวิ๋นโส่วจง เถาซื่อก็เดินตามมาติดๆ แต่อวิ๋นเจียวกลับปล่อยให้เสี่ยวไป๋ลงจากมือ
เสี่ยวไป๋ยืนเฝ้าอยู่ที่ประตูบ้าน แยกเขี้ยวขู่คำรามด้วยเสียงต่ำ เถาซื่อที่ใบหน้าเต็มไปด้วยบาดแผลจึงไม่กล้าก้าวเท้าเข้าไปอีกแม้แต่ก้าวเดียว การที่นางถูกสุนัขตัวเล็กๆ ข่มขู่เช่นนี้ ท่าทางของเถาซื่อทำให้ชาวบ้านที่มามุงดูต่างหัวเราะเยาะ
หลังจากหัวเราะเยาะจนพอใจแล้ว ชาวบ้านก็ทยอยกันแยกย้ายกลับบ้าน พวกเขาไปเขียนสัญญาแยกบ้านกันแล้ว เรื่องราววุ่นวายก็ถือว่าจบลงเสียที
ส่วนเถาซื่อยังคงไม่ยอมแพ้ ตะโกนใส่เข้าไปในบ้านเสียงดัง “ตาแก่ สั่งให้พวกมันจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูประจำปีมาเดี๋ยวนี้ มิเช่นนั้นก็ไม่ต้องเอาที่ดินไป!”
“และไม่ให้บ้านพวกเขาอยู่ด้วย!” อวิ๋นเหมยเอ๋อร์ที่อัดอั้นมาทั้งคืนรีบเสริมขึ้นมา ทว่าทั้งสองคนต่างก็กลัวเสี่ยวไป๋ หลังจากตะโกนเสร็จก็รีบถอยหลัง ไม่กล้าเข้าใกล้
ในห้องโถง อวิ๋นฉี่เยว่เขียนสัญญาแยกบ้านสี่ฉบับเสร็จเรียบร้อยแล้วโดยมีเงื่อนไขตามที่ผู้เฒ่าอวิ๋นต้องการ หลังจากให้ผู้ใหญ่บ้านอ่านและเป็นพยานแล้ว ทั้งสองฝ่ายก็ลงนามประทับตรา และประทับลายนิ้วมือ ผู้ใหญ่บ้านกับหัวหน้าตระกูลก็ลงนามประทับลายนิ้วมือในช่องพยาน
เช่นนี้ก็ถือว่าบ้านใหญ่กับบ้านสามได้แยกตัวออกจากบ้านตระกูลอวิ๋นอย่างเป็นทางการแล้ว
ทุกคนได้ยินคำพูดของเถาซื่อที่ตะโกนอยู่ข้างนอก หัวหน้าตระกูลจึงหันไปพูดกับผู้เฒ่าอวิ๋นว่า “ภรรยาของเจ้านี่ก็จะทำเกินไปแล้วนะ เจ้าใหญ่กับเจ้าสามเพิ่งแยกบ้านออกมา จะเอาเงินที่ไหนมาจ่าย?”
“หากจะเก็บเงินค่าเลี้ยงดูก็รอปลายปีก่อนค่อยว่ากันเถอะ เรียกเก็บตอนนี้จะให้พวกเขาไปหาเงินสิบตำลึงเงินมาจากที่ใดกัน?”
ผู้เฒ่าอวิ๋นหน้าแดงก่ำ นับแต่วันนี้เป็นต้นไป ชื่อเสียงของเขาที่ชอบกดขี่ข่มเหงลูกหลานคงแพร่สะพัดไปทั่วหมู่บ้านแล้ว
“ท่านพ่อ งั้นก็เอาเช่นนี้เถิด เงินค่าเลี้ยงดูของบ้านพี่ใหญ่กับบ้านสามปีนี้ก็หักจากเงินค่ารถม้าก็แล้วกัน”
“ตอนแรกว่าจะหักเงินค่ารถม้าหกปี ตอนนี้รวมกับเงินค่าเลี้ยงดูของบ้านพี่ใหญ่กับบ้านสาม ก็หักไปอีกสามปีก็แล้วกัน” อวิ๋นโส่วจงชิงพูดขึ้นก่อนที่ผู้เฒ่าอวิ๋นจะตอบคำถามของหัวหน้าตระกูล
ภายใต้สายตาของผู้ใหญ่บ้านกับหัวหน้าตระกูล ผู้เฒ่าอวิ๋นได้แต่พยักหน้า “งั้นทำตามที่เจ้าพูดก็แล้วกัน ขอให้หัวหน้าตระกูลกับผู้ใหญ่บ้านเป็นพยานให้พวกเราด้วย”
ผู้ใหญ่บ้านพยักหน้า “เอาล่ะ พวกเราจะเป็นพยานให้ วางใจเถอะ!”
ผู้เฒ่าอวิ๋นพูดด้วยน้ำเสียงเศร้าสร้อย “เช่นนั้นข้ากลับก่อนแล้ว เจ้ารอง พรุ่งนี้อย่าลืมไปพาน้องสี่ของเจ้าออกมาจากศาลาว่าการ เรื่องนี้เจ้าสัญญากับพ่อต่อหน้าทุกคนแล้วนะ”
อวิ๋นโส่วจงเอ่ยขึ้น “ท่านพ่อ ท่านวางใจเถิด พรุ่งนี้ข้าจะไปอธิบายเรื่องราวให้ชัดเจนที่ศาลาว่าการ ส่วนทางศาลาว่าการจะปล่อยตัวหรือไม่… ข้าคงทำได้แต่พยายามอย่างเต็มที่เท่านั้น”
คำพูดของอวิ๋นโส่วจงถูกต้องแล้ว จะอย่างไรเขาก็ไม่ใช่นายอำเภอ เรื่องของศาลาว่าการ เขาตัดสินใจไม่ได้เสียหน่อย
“เจ้าทำตามสำนึกของเจ้าก็พอแล้ว!” ผู้เฒ่าอวิ๋นมองอวิ๋นโส่วจงด้วยสายตาล้ำลึก จากนั้นกล่าวลาผู้ใหญ่บ้านและหัวหน้าตระกูล ก่อนจะหันหลังออกจากห้องโถง เดินออกจากบ้านไปเพียงลำพัง
เขาเพิ่งเดินออกจากบ้านอวิ๋นโส่วจงไปได้ไม่นาน ทุกคนในห้องโถงก็ได้ยินเสียงกรีดร้องราวสุกรถูกเชือดของเถาซื่อดังลั่น
“อะไรนะ? เจ้ามันตาแก่ไร้ประโยชน์! แม้แต่เงินสักอีแปะก็ไม่ได้หรือ? หักจากค่ารถม้าหรือ? หักอะไรของมันกัน ตาแก่ไม่ตายอย่างเจ้านี่สมองถูกลาถีบ [1] หรือยังไง…”
“โส่วกวง โส่วจู ในเมื่อพวกเจ้าสองคนแยกบ้านออกมาแล้วก็ใช้ชีวิตให้ดี พยายามทำให้ดีที่สุด! อย่างน้อยก็อย่าให้น้ำใจของโส่วจงสูญเปล่า!”
“ต่อไปนี้จะใช้ชีวิตอย่างไร พวกเจ้าพี่น้องก็ลองปรึกษากันดู พวกเราขอตัวก่อน” ผู้เฒ่าทั้งสองกล่าวเตือนพี่น้องทั้งสามก่อนจะขอตัวกลับ
ฉี่เยว่กับฉี่ซานก็ออกจากห้องโถงอย่างรู้กาลเทศะ ไปหาฉี่ชิ่งกับน้องชาย
หลังจากเถาซื่อจากไป อวิ๋นเจียวให้สองพี่น้องอวิ๋นเหลียนเอ๋อร์เข้ามานั่งในห้องของนาง
สิ่งที่ทำให้อวิ๋นเจียวรู้สึกยินดีก็คือ คาดไม่ถึงเลยว่าอวิ๋นหลานเอ๋อร์ที่มักจะสกปรกอยู่เสมอจะเชื่อฟังคำพูดของพี่ใหญ่ อาบน้ำล้างตัวเองให้สะอาดเรียบร้อยแล้ว
“พี่หญิงรอง พี่หญิงสาม พวกท่านยังไม่ได้กินข้าวใช่หรือไม่เจ้าคะ?” อวิ๋นเจียวถามหลังจากที่ทั้งสามคนนั่งลงบนเตียงอุ่น
พี่น้องไล่ลำดับกันดังนี้ นับจากอวิ๋นฮวาเอ๋อร์บุตรสาวบ้านลุงใหญ่ อวิ๋นเหลียนเอ๋อร์บุตรสาวบ้านลุงสามเป็นพี่หญิงรอง อวิ๋นหลานเอ๋อร์เป็นพี่หญิงสาม และอวิ๋นเจียวเป็นน้องหญิงสี่
อวิ๋นเหลียนเอ๋อร์ยังไม่ทันเอ่ยปาก อวิ๋นหลานเอ๋อร์ก็รีบพยักหน้า “ยังไม่ได้กินข้าวเลย ไม่รู้ว่าวันนี้ย่าเป็นอะไร ตั้งแต่เช้าก็ให้ท่านพ่อไปช่วยคนอื่นทำงานที่หมู่บ้านอื่น พอท่านพ่อออกไปก็ยังให้พวกข้ากับท่านแม่ทั้งสามคนไปส่งข่าวที่บ้านเดิมของนาง”
“บ้านเดิมของนางอยู่ไกลมาก ต้องข้ามภูเขาไปอีกลูกหนึ่ง พอไปถึงยังไม่ทันได้ดื่มน้ำอุ่นเลยสักแก้ว ก็ต้องรีบกลับ กว่าจะถึงบ้านก็มืดค่ำแล้ว พอถึงบ้านท่านปู่ท่านย่าก็ให้พวกเรามาที่นี่ทันทีอีก”
อวิ๋นเจียวเยาะเย้ยในใจ เรื่องวันนี้เถาซื่อต้องมีส่วนเกี่ยวข้องแน่นอน! เพียงแค่ส่งข่าวก็ใช้งานคนทั้งบ้าน นางนี่ช่างทุ่มเทความคิดนัก!
“ชุนเหมย ไปทำบะหมี่ให้พี่หญิงรองกับพี่หญิงสามคนละชาม อย่าลืมใส่น้ำมันงาแล้วก็ทอดไข่ดาวด้วย”
“เจ้าค่ะ!”
“เดี๋ยวก่อน ทำหลายๆ ชามเลย ท่านลุงใหญ่กับคนอื่นๆ ก็ยังไม่ได้กินข้าว”
“เจ้าค่ะ!”
หลังจากอวิ๋นเจียวสั่งชุนเหมยเสร็จ อวิ๋นเหลียนเอ๋อร์ก็รีบกล่าวขอบคุณด้วยใบหน้าแดงก่ำ “เจียวเอ๋อร์ ข้าไม่มีความสามารถอะไร แค่พอมีฝีมือเย็บปักถักร้อยแบบง่ายๆ เล็กน้อยเท่านั้น”
“หากเจ้ามีงานเย็บปักถักร้อยอะไรก็บอกข้าได้เลย อย่างไรเสียตอนนี้ก็แยกบ้านกันแล้ว ข้าไม่ต้องดูแลงานเย็บปักถักร้อยให้ท่านย่ากับท่านอาอีกแล้ว มีเวลาว่างเยอะเลย”
อวิ๋นหลานเอ๋อร์ไม่ยอมน้อยหน้า พูดขึ้นว่า “เจียวเอ๋อร์ ข้าทำอะไรไม่เป็นหรอก มีแต่แรงเยอะ ต่อยตีก็เก่ง หากมีไอ้โง่คนไหนในหมู่บ้านบังอาจมารังแกเจ้า บอกข้าได้เลย ข้าจะซ้อมมันให้น่วมเลย!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น อวิ๋นเจียวก็นึกอะไรบางอย่างออก สองพี่น้องคู่นี้น่าจะช่วยนางได้
เชิงอรรถ
[1] สมองถูกลาถีบ (脑子被驴踢) หมายถึง คนที่ทำอะไรโง่เขลา หรือไร้เหตุผลมาก ๆ