ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 52 แบกหมูป่าออกไป
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 52 แบกหมูป่าออกไป
ผู้ดูแลจางรีบเอ่ยประจบด้วยรอยยิ้ม “คุณหนูน้อยพูดถูก เป็นหนี้ก็ต้องชดใช้ เป็นเรื่องธรรมดา! ถังสุ่ย เจ้าได้ยินหรือไม่ รีบใช้หนี้ซะ หากไม่มีเงินก็เอาของมีค่าในบ้านมาชดใช้!”
เขาสืบเรื่องของบ้านของถังสุ่ยมาอย่างละเอียดแล้ว สิ่งเดียวที่มีค่าก็คือโสมภูเขาที่เขาขุดได้เมื่อไม่กี่วันก่อน!
เขาแน่ใจว่าถังสุ่ยเป็นคนซื่อสัตย์ หากไม่มีอะไรมาชดใช้จริงๆ ก็คงต้องเอาโสมภูเขามาใช้หนี้ ตอนที่เขาเข้ามาในบ้านก็สังเกตเห็นแล้ว เหยื่อที่ถังสุ่ยพูดถึงก็มีเพียงกระต่ายป่าและไก่ป่าไม่กี่ตัว มีราคาแค่ไม่กี่ตำลึงเงินเท่านั้น
“เจียวเอ๋อร์…” อวิ๋นฉี่ซานรู้สึกว่าน้องสาวจะทำให้ถังสุ่ยเดือดร้อนเสียแล้ว จึงรู้สึกผิดขึ้นมาทันที จริงๆ แล้วเขาก็อยากจะช่วยถังสุ่ยใช้หนี้เงินยี่สิบห้าตำลึงเงินนั่น แต่น่าเสียดายเงินที่พี่ใหญ่กับเจียวเอ๋อร์ให้เขานั้น เขาเอาไปซื้อเครื่องมือจนหมดแล้ว
เมื่อมองดูบ้านของถังสุ่ยที่บ้านมีเพียงสี่ผนัง [1] ยากจนข้นแค้น จะมีของมีค่าอะไรมาหักล้างหนี้เล่า คาดว่าคงต้องเอาโสมภูเขาที่พวกเขาพูดถึงก่อนหน้านี้มาชดใช้เสียแล้ว
อวิ๋นเจียวส่งสายตาให้กับอวิ๋นฉี่ซานบอกเป็นนัยว่าให้วางใจได้ จากนั้นก็หันมองไปที่ถังสุ่ย ส่งสายตาบอกให้เขาสบายใจ
ถังสุ่ยที่กำลังตื่นตระหนกไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทว่าพอเห็นสายตาของอวิ๋นเจียวกลับรู้สึกสบายใจขึ้นมาอย่างน่าประหลาด ไม่รู้สึกดูถูกนางเพราะนางเป็นเพียงเด็กหญิงวัยหกขวบเลยแม้แต่น้อย
บางครั้งความไว้วางใจของคนเราสามารถสร้างขึ้นมาได้โดยไร้เงื่อนไขเช่นนี้ ไม่เกี่ยวกับเพศ ไม่เกี่ยวกับอายุ กล่าวโดยสรุปคือ ความไว้วางใจที่ถังสุ่ยมีต่ออวิ๋นเจียวนั้นคล้ายดั่งปริศนา
อวิ๋นเจียวเงยหน้าถาม “ท่านลุงผู้ดูแล ท่านบอกว่าพี่ถังสุ่ยสามารถใช้ของที่มีมูลค่าเท่ากันมาหักล้างค่ายารักษาได้ใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
คำพูดของอวิ๋นเจียวเข้าทางผู้ดูแลพอดี ก่อนหน้านี้เขาคิดว่าเจอศัตรูตัวฉกาจอย่างเด็กน้อยผู้นี้เข้าให้แล้ว นางคงต้องให้เขาขยายเวลาการชำระหนี้ไปอีกสองสามวัน หรือไม่ก็ใช้เงินจำนวนมากมาช่วยเจ้าหนูนี่ชำระหนี้เสียเลย
หากเป็นเช่นนั้น เขาก็จะไม่มีโอกาสหลอกเอาโสมภูเขาร้อยปีของครอบครัวนี้ไปน่ะสิ “แน่นอน ข้าเป็นคนใจอ่อนอยู่แล้ว”
ทันทีที่ผู้ดูแลจางพูดจบ อวิ๋นเจียวก็หันไปบอกกับถังสุ่ย “เช่นนั้นพี่ถังสุ่ยก็เอาของที่อยู่ในบ้านมามอบให้ท่านลุงผู้ดูแลไปเถิด!”
กล่าวจบอวิ๋นเจียวยังไม่ลืมขยิบตาให้ถังสุ่ย แต่ถังสุ่ยไม่เข้าใจความหมายของอวิ๋นเจียว เด็กหนุ่มจึงร้อนใจขึ้นมาเล็กน้อย
เฮ้อ… ช่างเถอะ ถ้าไม่ได้จริงๆ เขาก็เอาโสมภูเขาไปชดใช้ก็แล้วกัน
เมื่อเห็นถังสุ่ยทำท่าทางเจ็บปวด ผู้ดูแลจางก็ยิ้มแก้มปริ คุณหนูน้อยคนนี้คงไม่รู้ตัวว่ากำลังช่วยให้ถังสุ่ยซวยหนักขึ้น
แต่เขาชอบแบบนี้ เด็กน้อยที่ไม่เคยลำบากเช่นนี้ จะไปรู้เรื่องราวซับซ้อนในโลกภายนอกได้อย่างไร ถูกเลี้ยงดูอยู่ในบ้านจนโง่เขลา แต่ยังหลงคิดว่าตนเองฉลาดนักหนา
ไม่ต่างอะไรกับฮ่องเต้โง่งมที่บ้านเมืองล่มสลาย ประชาชนอดอยากไม่มีข้าวกิน กลับถามว่า ‘เหตุใดไม่กินข้าวต้มเนื้อ?’ [2] ช่างเป็นคำถามที่น่าขันเสียนี่กระไร
ผู้ดูแลจางกอดอก ยืนยิ้มแป้นรอให้ถังสุ่ยเข้าไปหยิบโสมภูเขาในบ้าน แต่อวิ๋นเจียวกลับเรียกถังสุ่ยเอาไว้ “พี่ถังสุ่ย ท่านจะไปไหนหรือ? เนื้อหมูป่าอยู่บนเกวียนนู้น ท่านไปยกเนื้อหมูป่าลงมาให้ท่านลุงผู้ดูแลสิ ท่านลุงผู้ดูแลจะได้นำไปหักล้างค่ายารักษาของท่านไงเจ้าคะ”
“น้องสาว…” ถังสุ่ยมองนางอย่างไม่เข้าใจ เนื้อหมูป่า นางหมายความว่าอย่างไร?
ทันใดนั้นอวิ๋นฉี่ซานก็เข้าใจความหมายของอวิ๋นเจียว จึงรีบเข้าไปดึงถังสุ่ย “พี่ถังสุ่ย ท่านลืมไปแล้วหรือ เมื่อวานท่านกับท่านพ่อช่วยกันฆ่าหมูป่ามาได้หนึ่งตัว เมื่อคืนท่านพ่อข้าก็บอกแล้วว่าวันนี้จะแบ่งเนื้อหมูป่ามาให้ท่านครึ่งหนึ่งไง”
“แต่ว่า…” ถังสุ่ยกำลังจะปฏิเสธตามสัญชาตญาณ แต่อวิ๋นเจียวไม่ยอมให้เขามีโอกาส
“พี่ถังสุ่ย ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะมาเกรงใจกัน หมูป่าตัวนี้เป็นเหยื่อที่ท่านกับท่านพ่อของข้าร่วมมือกันล่ามาจริงๆ”
“ขอบใจน้องสาวมาก!” ถังสุ่ยยกมือคำนับอวิ๋นเจียวอย่างจริงใจ อวิ๋นโส่วเย่าเห็นเช่นนั้นก็รีบช่วยยกเนื้อหมูป่าครึ่งตัวลงมา แล้ววางไว้ที่ปลายเท้าของผู้ดูแลจางที่กำลังตกตะลึง
บัดซบ! เขาต้องการโสมภูเขา ไม่ใช่เนื้อหมูป่า!
เมื่อเห็นรอยยิ้มบนใบหน้าของผู้ดูแลจางแข็งค้างบนใบหน้า สีหน้าก็เริ่มมืดมนลงทันที บรรดาลูกน้องที่ผู้ดูแลจางพามาต่างก็จ้องมองเนื้อหมูป่าบนพื้นอย่างตกตะลึงเช่นกัน ไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรไปชั่วขณะ
“ท่านลุงผู้ดูแล ท่านบอกว่าสามารถใช้ของมาชดใช้แทนได้ไม่ใช่หรือเจ้าคะ?”
ผู้ดูแลจางรู้สึกอึดอัดใจอย่างยิ่ง เหตุใดถึงมีเนื้อหมูป่าโผล่มาแบบนี้เล่า? เขาต้องการโสมภูเขา!
“ผู้ดูแล หรือเราจะ…” หัวหน้าลูกน้องกำลังจะบอกว่าให้ใช้กำลังแย่งมา!
ถังสุ่ยก็ไม่ใช่คนโง่ พอเห็นสีหน้าของผู้ดูแลจางที่มืดครึ้ม เขาก็รู้ว่าอีกฝ่ายคงคิดไม่ซื่อ จึงรีบคว้ามีดโค้งที่ใช้ล่าสัตว์มาจากมุมห้อง จ้องมองผู้ดูแลจางด้วยสายตาเย็นชา
ถังสุ่ยเป็นคนซื่อสัตย์ หากในบ้านไม่มีของมีค่าอะไรมาจำนำให้ผู้ดูแลจางจริงๆ สุดท้ายเขาก็คงยอมเอาโสมภูเขาออกมา เพราะเป็นเขาที่เป็นหนี้ค่ายารักษา เขาเป็นฝ่ายผิด!
แต่ตอนนี้เนื้อหมูป่าครึ่งตัวนี้ หากนำไปขายที่โรงเตี๊ยมย่อมได้ราคามากกว่ายี่สิบห้าตำลึงเงินอย่างแน่นอน มีแต่จะได้ราคามาก ไม่มีทางได้น้อยกว่านี้แน่!
“อย่างไรเล่า ผู้ดูแลจางจะกลับคำหรือ?” น้ำเสียงแฝงความเย็นชาของถังสุ่ย พร้อมทั้งมีดโค้งที่ลับจนคมกริบในมือของเขา ทำให้ผู้ดูแลจางหวาดกลัวขึ้นมา เมื่อบวกกับเด็กน้อยที่รู้ทุกเรื่องไปหมดเช่นนี้ หลังจากคิดไตร่ตรองอย่างถี่ถ้วน ผู้ดูแลจางก็ตัดสินใจยอมแพ้
“ยืนเฉยอยู่ทำไม ยังไม่รีบแบกเนื้อหมูป่านั่นออกไปอีก!” เขาตะคอกใส่พวกลูกน้อง เหล่าชายร่างกำยำจึงรีบเข้าไปแบกเนื้อหมูป่า เดินตามผู้ดูแลจางออกจากประตูบ้านไป
หลังจากที่เงาของคนกลุ่มนั้นหายลับไปจากสายตาแล้ว ถังสุ่ยก็โค้งคำนับขอบคุณอวิ๋นเจียวด้วยความจริงใจ “ขอบใจน้องสาวที่ยื่นมือเข้ามาช่วย”
หากไม่ใช่เพราะคำพูดของอวิ๋นเจียว เขาที่เติบโตในหุบเขาลึกเช่นนี้คงไม่รู้ว่าการปล่อยเงินกู้นอกระบบนั้นผิดกหมาย และอย่าว่าแต่เขาเลย แม้แต่อวิ๋นโส่วเย่าก็ยังไม่รู้
หลังจากผ่านเรื่องราวเมื่อครู่นี้ มุมมองที่อวิ๋นโส่วเย่ามีต่ออวิ๋นเจียวก็เปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้นอย่างมาก จนกระทั่งต่อมา ไม่ว่าอวิ๋นเจียวจะพูดอะไร เขาในฐานะอาสามของนาง กลับเชื่อฟังนางโดยไม่มีเงื่อนไข แน่นอนว่า นี่เป็นเรื่องราวในภายหลัง
อวิ๋นเจียวโบกมือปฏิเสธ “พี่ถังสุ่ยไม่ต้องขอบคุณข้าหรอกเจ้าค่ะ ข้าก็แค่พูดไปอย่างนั้นเอง”
พอตกเย็นถังสุ่ยก็พูดด้วยท่าทางกระอักกระอ่วน “บ้านข้าเป็นเช่นนี้… ท่านปู่ก็ป่วยอยู่ อีกทั้งบ้านข้ายังไม่มีแม้แต่ที่ต้อนรับแขก คิดจะชงชาให้พวกท่านสักถ้วยก็ไม่อาจทำได้”
อวิ๋นโส่วเย่าเอ่ย “พวกเราเป็นคนกันเอง สุ่ยหยาจื่อ เจ้าพูดเช่นนี้ก็เห็นพวกเราเป็นคนอื่นคนไกลแล้ว”
เขาได้ยินพี่รองเล่าให้ฟังว่า เมื่อวานหากไม่ใช่เพราะสุ่ยหยาจื่อยิงธนูลูกสุดท้ายใส่หมูป่าตัวนั้น พี่รองอาจจะได้รับบาดเจ็บ
ดังนั้นอวิ๋นโส่วเย่าจึงรู้สึกขอบคุณถังสุ่ยมาก หากเมื่อวานพี่รองได้รับบาดเจ็บ คงไม่มีเวลามาจัดการเรื่องของบ้านใหญ่ เขาก็คงไม่ได้รับผลประโยชน์จากการแยกบ้าน
“ท่านปู่ถังป่วยเป็นอะไรหรือเจ้าคะ?” อวิ๋นเจียวก็รู้สึกขอบคุณถังสุ่ยเช่นเดียวกับอวิ๋นโส่วเย่า หนึ่งคือเขาช่วยบิดาของนาง ทำให้บิดาไม่ตกอยู่ในอันตราย สองคือเสี่ยวไป๋ที่เขามอบให้ เมื่อวานตอนค่ำมันคอยปกป้องนาง กัดเถาซื่อจนเลือดอาบหน้า
ดังนั้นนางจึงเอ่ยถาม คิดว่าหากเป็นโรคทั่วๆ ไป นางสามารถซื้อยารักษาโรคมาจากร้านขายยาในเถาเป่าได้ เพราะในเทียนเฉา หากคนเราป่วยเล็กๆ น้อยๆ ก็มักจะไปซื้อยามากินเองเท่านั้น
ถังสุ่ยพูดด้วยความกังวล “ข้าพาท่านปู่ไปหาหมอแล้ว ตอนแรกเป็นหวัด ต่อมาก็มีแผลพุพองขึ้นเต็มปาก ป่วยมานานกว่าหนึ่งถึงสองเดือนแล้ว กินยามาตลอด แต่ก็ยังไม่ดีขึ้น ทั้งยังอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ อีก”
พอได้ยินถังสุ่ยพูดเช่นนั้น อวิ๋นเจียวก็รู้แล้วว่านี่คือไข้หวัดใหญ่จากเชื้อไวรัส [3] ร่วมกับอาการลำคออักเสบและมีหนอง
ไข้หวัดในยุคปัจจุบันเป็นเพียงโรคเล็กๆ น้อยๆ ซื้อยามากินก็หายแล้ว แต่ในยุคโบราณเนื่องจากเทคโนโลยีทางการแพทย์และการรักษายังไม่พัฒนาก้าวหน้า แค่โรคไข้หวัดธรรมดาๆ ก็สามารถคร่าชีวิตผู้คนได้
เชิงอรรถ
[1] บ้านมีเพียงสี่ผนัง (家徒四壁) หมายถึง ยากจนข้นแค้น เปรียบว่ามีเพียงผนังสี่ด้าน ไม่มีสิ่งของมีค่าใดๆ
[2] เหตุใดไม่กินข้าวต้มเนื้อ (为何不食肉糜) มาจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์สมัยราชวงศ์จิ้น สมัยจิ้นฮุ่ยตี้ บ้านเมืองเกิดภัยแล้ง ประชาชนไม่มีจะกิน อดอยากล้มตาย แต่จิ้นฮุ่ยตี้ตรัสว่า ‘เหตุใดไม่กินข้าวต้มเนื้อ?’
[3] ไข้หวัดใหญ่จากเชื้อไวรัส (病毒性感冒) เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสบริเวณทางเดินหายใจ เช่น จมูก คอ โดยเชื้อที่ก่อให้เกิดไข้หวัดมักเป็นเชื้อไวรัสชนิดไม่รุนแรง