ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 75 ฉู่อี้พิโรธ
อวิ๋นเจียวรู้สึกเหมือนมีลมเย็นพัดวูบที่หลังราวกับถูกอสรพิษที่กำลังแลบลิ้นสองแฉกจ้องมอง นางหันกลับไปมองแต่ก็ไม่พบใครอยู่ด้านหลัง นางส่ายศีรษะเบาๆ คงเป็นเพราะตกใจกับเหตุการณ์เมื่อครู่เป็นแน่
พอเข้าไปในร้านยาหงฝูถังก็มีศิษย์แพทย์เข้ามาทำแผลที่มือให้อวิ๋นเจียว บาดแผลที่ฝ่ามือนางเป็นเพียงรอยถลอกไม่ได้ร้ายแรงอะไร แค่ทำความสะอาดก็พอแล้ว
แม้ในแคว้นต้าเยี่ยจะไม่มีแอลกอฮอล์แต่ร้านขายยาทุกแห่งล้วนใช้สุราขาวทำความสะอาดบาดแผล ตอนที่แพทย์หญิงเทสุราขาวลงบนฝ่ามือของอวิ๋นเจียว ในชั่วพริบตานั้นความเจ็บปวดแปลบแล่นเข้าไปถึงกระดูกทำให้อวิ๋นเจียวร้องออกมาโดยไม่รู้ตัว
อวิ๋นฉี่เยว่รีบเข้าไปกอดน้องสาวลูบศีรษะปลอบโยนด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เจียวเอ๋อร์ อดทนหน่อยนะอีกประเดี๋ยวก็หายแล้ว” เขาติดตามอวิ๋นโส่วจงฝึกฝนวรยุทธ์มาตั้งแต่เด็กจึงมักจะได้รับบาดเจ็บอยู่เสมอ รู้ดีว่าการใช้สุราขาวทำความสะอาดบาดแผลนั้นเจ็บปวดเพียงใด
ในชั่วขณะนั้นเขารู้สึกราวกับหัวใจแตกสลาย หากไม่ใช่เพราะร้านยาจี้เหรินถัง เจียวเอ๋อร์คงไม่ต้องมาเจ็บตัวเช่นนี้!
แน่นอนว่าเรื่องนี้ก็ต้องโทษเขาด้วยที่ไม่ทันได้ดูชื่อร้านก็พาน้องสาววิ่งเข้าไป หากเขาดูชื่อร้านให้ดีๆ รู้ว่าร้านนั้นคือร้านยาจี้เหรินถัง… เรื่องแบบนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น
บนฝ่ามือของอวิ๋นเจียวมีเศษดินติดอยู่แพทย์หญิงจึงต้องใช้สุราขาวทำความสะอาดหลายครั้งจึงจะสะอาดหมดจด จากนั้นนางก็โรยผงยาสีขาวลงบนฝ่ามือของอวิ๋นเจียว ก่อนจะยื่นขวดยาให้อวิ๋นฉี่เยว่ พร้อมกับกำชับว่า “อย่าให้แผลโดนน้ำ เนื่องจากเป็นเพียงแผลถลอก ไม่ต้องพันแผลเอาไว้จะหายเร็วกว่า”
อวิ๋นฉี่เยว่รับขวดยามาเก็บไว้ในอกเสื้อแล้วเอ่ยขอบคุณ “ขอบคุณขอรับ!” กล่าวจบก็อุ้มอวิ๋นเจียวที่ใบหน้าเปื้อนน้ำตาออกจากร้านขายยาไป ทว่าพอออกมาจากร้านก็เห็นอวิ๋นโส่วจงกับอากุ้ยที่รีบร้อนมาถึงพอดี
เมื่อเห็นอวิ๋นฉี่เยว่อุ้มอวิ๋นเจียวออกมาจากร้านขายยา สีหน้าของอวิ๋นโส่วจงพลันเปลี่ยนไป เขารีบสาวเท้าเข้ามาหา มองสำรวจอวิ๋นเจียวด้วยความร้อนใจพลางเอ่ยถาม “เจียวเอ๋อร์ เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”
อวิ๋นฉี่เยว่ตอบด้วยสีหน้าหม่นหมอง “สะดุดล้มที่พื้น มือถลอกนิดหน่อยขอรับ”
อวิ๋นโส่วจงเห็นฝ่ามือของอวิ๋นเจียวถลอก ก็รู้สึกปวดใจจนถึงกับกระทืบเท้า “แล้วที่อื่นล่ะ? เจียวเอ๋อร์เจ็บตรงไหนอีกหรือไม่?”
อวิ๋นฉี่เยว่ส่ายศีรษะ “ไม่มีขอรับท่านพ่อ พวกเราขึ้นรถม้าก่อน แล้วค่อยว่ากันเถิดขอรับ”
กล่าวจบอวิ๋นโส่วจงก็รีบไปเปิดม่านรถม้า อวิ๋นฉี่เยว่อุ้มอวิ๋นเจียวขึ้นรถม้า ส่วนอวิ๋นโส่วจงก็ก้มตัวเดินตามเข้าไป รถม้าเคลื่อนตัวออกไป อวิ๋นฉี่เยว่เกรงว่าน้องสาวจะรู้สึกไม่สบายตัวจึงอุ้มนางเอาไว้ตลอดทาง
“เจียวเอ๋อร์ ยังเจ็บอยู่หรือไม่?” อวิ๋นโส่วจงมองมือของอวิ๋นเจียว ก่อนจะเอ่ยถามด้วยความเป็นห่วง
อวิ๋นเจียวเงยหน้าขึ้นใบหน้าเล็กๆ ยังคงมีคราบน้ำตา แต่กลับยิ้มให้อวิ๋นโส่วจง “ท่านพ่อ ตอนที่ล้างมือด้วยสุราเมื่อครู่นี้เจ็บมาก ตอนนี้ไม่เจ็บแล้วเจ้าค่ะ” นางรู้สึกผิดเล็กน้อย ทั้งๆ ที่ตนเองไม่ใช่เด็กเล็กๆ แล้ว แต่กลับทนความเจ็บปวดไม่ได้ถึงกับร้องไห้ออกมา ทำให้ท่านพ่อกับพี่ใหญ่เป็นห่วง
อวิ๋นฉี่เยว่ใช้ผ้าเช็ดหน้าซับน้ำตาบนใบหน้าของอวิ๋นเจียวอย่างเบามือ พลางพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “เจียวเอ๋อร์ หากเจ็บก็ไม่ต้องฝืนหรอก ร้องไห้ออกมาก็ได้ พี่ใหญ่ไม่หัวเราะเยาะเจ้าหรอก”
พอคิดว่าน้องสาวที่บอบบางอ่อนหวานต้องมาเจ็บตัวเช่นนี้ อวิ๋นฉี่เยว่ก็โกรธจนแทบอยากจะฆ่าคน
อวิ๋นเจียวได้ยินดังนั้นก็รีบพูดขึ้นว่า “พี่ใหญ่ ไม่เจ็บแล้วจริงๆ เจ้าค่ะ!”
พอเห็นว่าอวิ๋นเจียวไม่เจ็บแล้ว อวิ๋นโส่วจงจึงเอ่ยถาม “ฉี่เยว่ เกิดเรื่องอันใดขึ้น?”
อวิ๋นฉี่เยว่จึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมดให้บิดาฟังคร่าวๆ แต่กลับปิดบังเรื่องที่นักฆ่าร่างแคระต้องการฆ่าอวิ๋นเจียวเอาไว้ หากบอกเรื่องนี้ออกไป เกรงว่าท่านพ่อของเขาคงไม่อาจรับได้ไหว
อวิ๋นโส่วจงขมวดคิ้ว “เรื่องนี้ช่างเป็นเคราะห์กรรมอะไรเช่นนี้! แล้วท่านโหวอะไรนั่นก็จริงๆ เลยเชียว ไม่มีธุระอะไรจะมาเที่ยวที่ชนบทเช่นนี้ทำไม ทั้งๆ ที่เขาต่างหากที่ถูกลอบสังหาร แต่ตัวเขากลับไม่เป็นอะไร ปล่อยให้ชาวบ้านมากมายต้องรับเคราะห์แทน”
อวิ๋นเจียวมองบิดาอย่างเงียบๆ เพียงเพราะนางบาดเจ็บเล็กน้อย บิดาก็โยนความผิดให้ท่านโหวแล้วหรือ?
“แล้วก็ร้านยาจี้เหรินถังนั่นอีก แต่ละคนจิตใจดำมืดแท้ๆ แต่กลับกล้าตั้งชื่อร้านว่า ‘จี้เหรินถัง [1]’ ไม่ละอายใจบ้างเลยหรือ!”
อวิ๋นเจียวคิดว่าพอท่านพ่อเริ่มบ่นขึ้นมาแล้วดูน่ารักไปอีกแบบ ในเมื่อพวกเขาล้วนเป็นคนใจดำอยู่แล้ว เช่นนั้นจะละอายใจได้อย่างไรกัน?
“เจียวเอ๋อร์ ช่วงนี้อย่าออกไปไหน อยู่พักฟื้นที่บ้านให้ดีเสียก่อน”
“เจ้าค่ะ ข้าจะเชื่อฟังท่านพ่อ” อวิ๋นเจียวตอบตกลงอย่างว่าง่าย จากนั้นนางก็เอ่ยถามขึ้นอีกว่า “ท่านพ่อ รู้ได้อย่างไรว่าพวกเราอยู่ที่ร้านยาหงฝูถังเจ้าคะ?”
อวิ๋นโส่วจงตอบ “ตอนนั้นข้าอยู่ในร้านขายเครื่องมือการเกษตร พอดีเห็นคนบนท้องถนนแตกตื่นโกลาหล ข้าจึงออกไปข้างนอกแล้วถามเรื่องราว พอรู้ว่ามีคนฆ่ากันตายที่ถนนข้างๆ ข้าก็ตกใจกลัวว่าพวกเจ้าจะได้รับอันตราย จึงรีบออกตามหาพวกเจ้า”
“จากนั้นก็เห็นว่าร้านยาหงฝูถังเต็มไปด้วยผู้คน จึงรู้ว่าร้านยาหงฝูถังคงกำลังรักษาคนบาดเจ็บ ทั่วทั้งถนนไม่เห็นพวกเจ้าอยู่แถวนั้นเลย ข้าจึงลองเข้าไปดูที่ร้านยาหงฝูถัง ไม่คิดเลยว่าจะเจอพวกเจ้าจริงๆ!”
เขาไม่อยากเห็นลูกๆ อยู่ที่ร้านยาหงฝูถังเลยแม้แต่น้อย ไม่คิดเลยว่าลูกสาวของเขาจะได้รับบาดเจ็บจริงๆ
“ท่านพ่อข้าไม่เป็นอะไรแล้ว แค่แผลถลอกเล็กน้อย สองวันก็หายแล้วเจ้าค่ะ” อวิ๋นเจียวซุกตัวในอ้อมกอดของอวิ๋นฉี่เยว่ ปลอบใจบิดาที่กำลังเศร้าใจ
ไม่นานอวิ๋นเจียวก็อ่อนล้าขึ้นมา ร่างกายนี้ได้รับความตื่นตกใจ แม้จิตวิญญาณของนางจะเป็นผู้ใหญ่ แต่ก็ไม่อาจต้านทานปฏิกิริยาตอบสนองของร่างกายได้ เพียงไม่นาน ขณะที่กำลังคุยกับบิดาและพี่ชาย อวิ๋นเจียวก็ผล็อยหลับไปในอ้อมกอดของอวิ๋นฉี่เยว่
หมู่บ้านข้างเคียงหมู่บ้านไหวซู่ที่ครอบครัวของถังสุ่ยอาศัยอยู่ มีกลุ่มคณะของผู้สูงศักดิ์เดินทางมาถึง พวกเขาคือเจิ้นหย่วนโหว
ที่แท้แล้วจวนของผู้สูงศักดิ์ในหมู่บ้านแห่งนี้ ก็คือจวนเจิ้นหย่วนโหว
รถม้าหยุดอยู่หน้าประตูจวน สาวใช้รีบเปิดม่านรถม้า ชายหนุ่มรูปงามสวมชุดผ้าไหมหรูหรา ศีรษะประดับด้วยกวานหยก [2] ก้าวลงมาจากรถม้า หากอวิ๋นเจียวอยู่ที่นี่ นางจะต้องจำได้อย่างแน่นอนว่าชายหนุ่มผู้นี้ก็คือฉู่อี้!
จากนั้นก็มีชายวัยกลางคนอายุราวๆ ห้าสิบปีเดินลงมาจากรถม้าด้านหลัง
ชายผู้นี้ก็สวมอาภรณ์หรูหรา ศีรษะประดับกวานหยกเช่นกัน ทว่าเขามีรูปร่างกำยำบึกบึน แต่บนใบหน้ากลับมีรอยยิ้มไร้เดียงสาเหมือนเด็กน้อย เขามองไปรอบๆ ด้วยความสนใจ ก่อนจะกระโดดตบมืออย่างตื่นเต้น “ดีจริงๆ ดีจริงๆ ที่นี่สนุกดีจัง!”
“แล้วจิ้งหรีดของข้าเล่า? ข้าจะเล่นกับจิ้งหรีดของข้า!”
ฉู่อี้เดินเข้ามาหาชายผู้นั้น ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “ท่านพ่อ จิ้งหรีดยังอยู่ขอรับ รอเข้าไปในห้องก่อน ข้าค่อยเอามาให้ท่าน ตอนนี้ปล่อยออกมา หากมันวิ่งหนีไปคงจะจับมันไม่ได้อีก”
ใบหน้าของชายผู้นั้นแสดงความผิดหวังออกมาเล็กน้อย แต่ก็ยอมเชื่อฟัง เดินตามฉู่อี้เข้าไปในจวน
หลังจากเข้าไปในจวนและจัดการที่พักให้ฉู่เผยเหวินเรียบร้อยแล้ว จางหลิงก็เข้ามาในห้องหนังสือของฉู่อี้ เพื่อรายงานเรื่องต่างๆ เด็กหนุ่มร่างสูงสง่ายืนหันหลังให้จางหลิงอยู่ข้างหน้าต่างด้วยบุคลิกเย็นชาและน่าเกรงขาม
จางหลิงประสานมือคารวะ “ท่านโหว บาดแผลที่มือของคุณหนูอวิ๋นไม่ได้ร้ายแรงอะไรขอรับ”
ฉู่อี้หันกลับมาสั่งการ “ให้อวิ๋นเหนียงส่งยาลบรอยแผลเป็นไปให้ตระกูลอวิ๋นเดี๋ยวนี้”
จางหลิงโค้งคำนับ “ขอรับ!” จากนั้นก็รายงานต่อ “เดิมทีคุณชายอวิ๋นฉี่เยว่ตั้งใจจะพาคุณหนูอวิ๋นไปหลบที่ร้านขายยาแห่งหนึ่งที่ชื่อว่าจี้เหรินถัง แต่กลับถูกลูกจ้างของร้านผลักออกมา จึงทำให้ทั้งสองคนพบกับนักฆ่าร่างแคระคนนั้นขอรับ”
ฉู่อี้ขมวดคิ้ว “จี้เหรินถังหรือ?”
จางหลิงรีบรายงาน “ข้าน้อยได้สืบมาอย่างละเอียดแล้ว เจ้าของร้านยาจี้เหรินถังเป็นพี่ชายของอนุภรรยาคนโปรดของนายอำเภอเตียวซวี่อัน มีนามว่าอูเล่อ”
ฉู่อี้แสยะยิ้มเย็นชา “มีนายอำเภอหนุนหลังอยู่สินะ… ไปส่งจดหมายแจ้งผู้ว่าการชุยหมิงเสวีย ให้รวบรวมความผิดของเตียวซวี่อันมาห้าสิบข้อหา”
ชุยหมิงเสวียคือผู้ว่าการเมืองจิ้งอันเป็นหัวหน้าของเตียวซวี่อัน
“ขอรับท่านโหว” จางหลิงขนลุกซู่… รวบรวมความผิดห้าสิบข้อหา นี่คงตั้งใจจะเล่นงานเตียวซวี่อันจนไม่สามารถพลิกตัวได้อีกแล้วสินะ?
เชิงอรรถ
[1] จี้เหรินถัง (济仁堂) มีความหมายว่า ช่วยเหลือผู้คนด้วยความเมตตา
[2] กวานหยก (玉冠) คือ เครื่องประดับศีรษะที่ทำจากหยก ซึ่งเป็นเครื่องประดับศีรษะที่บุรุษในสมัยโบราณมักสวมใส่