ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี - ตอนที่ 8 รถม้าหายไปแล้ว
- Home
- ทะลุมิติพร้อมแอปเถาเปา โอ้ตาเฒ่า องค์หญิงอย่างเราขอเป็นเศรษฐี
- ตอนที่ 8 รถม้าหายไปแล้ว
เช้าวันรุ่งขึ้น อวิ๋นเจียวตื่นแต่เช้าตรู่ พอนางเห็นฟางซื่อกับอวิ๋นโส่วจงก็รีบพูดขึ้นทันทีว่า “ท่านพ่อ ท่านแม่ ข้าอยากไปเที่ยวในตัวอำเภอเจ้าค่ะ!”
สาเหตุที่เลือกไปในตัวอำเภอแทนที่จะเป็นในตำบลนั้น เหตุผลแรกเป็นเพราะพวกเขามีรถม้า การเดินทางไปอำเภอจึงไม่ใช่เรื่องยาก ส่วนเหตุผลที่สองเป็นเพราะนางกลัวว่าเครื่องประทินผิวแบบนี้ ในตำบลจะขายไม่ค่อยดี ต่อให้มีพ่อค้าที่รู้จักของดี ก็เกรงว่าจะให้ราคาสูงไม่ไหว
“เจียวเอ๋อร์ พวกเราเดินทางมาหลายวันแล้ว… หากเจ้าอยากไปในอำเภอ รอพักผ่อนสักสองวันแล้วค่อยไปดีหรือไม่?” ตัวฟางซื่อเองไม่ได้รู้สึกเหนื่อยอะไร แต่นางกลัวว่าบุตรสาวสุดที่รักจะเหนื่อยจากการเดินทาง
“ท่านแม่ ข้าไม่กลัวเหนื่อยหรอกเจ้าค่ะ!” อวิ๋นเจียวพูดออดอ้อนพลางเขย่าแขนฟางซื่อเบาๆ เรื่องหาเงินเช่นนี้ นางไม่อยากเสียเวลาแม้แต่วันเดียว
ก่อนหน้านี้พวกเขาเดินทางผ่านหลายอำเภอ อวิ๋นเจียวได้ไปเที่ยวร้านค้าต่างๆ มากมาย นางจึงพอมีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับราคาของเครื่องประดับ เครื่องประทินผิว และอื่นๆ มาบ้าง
เครื่องประดับนั้น นางคงไม่สามารถนำมาขายได้ ซื้อจากเถาเป่ามาใส่เองยังพอไหว แต่ซื้อแล้วนำมาขายต่อคงไม่ได้ เด็กสาวตัวเล็กๆ เช่นนาง จะทำของพวกนั้นขึ้นมาได้อย่างไร? เรื่องนี้คงไม่มีใครเชื่อแน่
ส่วนเครื่องประทินผิวนั้น เป็นเพราะในยุคนี้ตราบใดที่ครอบครัวไหนมีฐานะร่ำรวยขึ้นมาหน่อย เด็กสาวก็มักจะชอบปรุงเครื่องประทินผิวและชาดทาแก้มแบบต่างๆ ด้วยตนเอง หากนางนำออกมาขายก็คงไม่น่าแปลกใจเท่าไรนัก
“หากเจียวเอ๋อร์อยากไปก็ไปเถิด พอดีเลย ข้าเองก็จะเข้าไปทำธุระในอำเภอเหมือนกัน!”
เดิมทีวันนี้อวิ๋นโส่วจงนัดกับผู้ใหญ่บ้านไว้ว่าจะไปในอำเภอเพื่อจัดการเรื่องทะเบียนบ้านให้แล้วเสร็จ เมื่อบุตรสาวอยากไปด้วยก็ไปเถิด
“แต่…”
พอเห็นฟางซื่อลังเล อวิ๋นเจียวจึงรีบคว้ามือของนางมาเขย่าเบาๆ พลางออดอ้อนว่า “ท่านแม่ ท่านให้ข้าไปเถิดนะเจ้าคะ ข้าไม่เหนื่อยเลยจริงๆ เจ้าค่ะ!”
ฟางซื่อยิ้มๆ ใช้นิ้วจิ้มหน้าผากนางเบาๆ “เจ้าเด็กคนนี้ อยู่ไม่สุขเสียจริง! ไปก็ได้ ไปก็ได้ ให้พี่ชายทั้งสองคนของเจ้าไปเป็นเพื่อนแล้วกัน ส่วนแม่กับชุนเหมยและอากุ้ยอยู่เฝ้าบ้าน”
ก่อนหน้านี้เจียวเอ๋อร์เป็นเด็กเงียบๆ นางกับอวิ๋นโส่วจงอดเป็นห่วงไม่ได้ แต่หนนี้ตอนอยู่ระหว่างการเดินทาง จู่ๆ นางก็มีไข้สูงจนเกือบเอาชีวิตไม่รอด ทำให้นางเป็นกังวลแทบแย่ โชคดีที่พระโพธิสัตว์คุ้มครอง อาการป่วยครั้งนี้ที่ดูเหมือนจะรุนแรงแลดูอันตราย แต่โชคดีที่เจียวเอ๋อร์หายดีอย่างรวดเร็ว
เรื่องที่ทำให้นางกับอวิ๋นโส่วจงดีใจยิ่งกว่าก็คือ หลังจากที่เจียวเอ๋อร์หายป่วย นางก็เปลี่ยนเป็นเด็กร่าเริงขึ้นมา ฉะนั้นหากเจียวเอ๋อร์อยากออกไปเดินเล่น ก็ให้นางไปเถิด ตราบใดที่นางมีความสุขก็เพียงพอแล้ว
“ขอบคุณท่านแม่เจ้าค่ะ!” อวิ๋นเจียวยิ้มกว้างให้ฟางซื่อ ก่อนจะหันหลังกลับไปปีนขึ้นเตียงเพื่อค้นหาเสื้อผ้าในหีบ
ฟางซื่อเอ็ดอย่างเอ็นดู “กินข้าวก่อนสิ กินข้าวเสร็จแล้วค่อยเปลี่ยนเสื้อผ้า ดูเจ้าสิรีบร้อนไปได้”
เนื่องจากพวกเขาไม่มีห้องครัว และหลังจากเกิดเรื่องเมื่อคืน พวกเขาคงไม่หวังจะไปกินข้าวที่บ้านใหญ่อีก ดังนั้นอาหารเช้านี้จึงเป็นเพียงขนมที่ซื้อติดมือมาจากระหว่างทางกับโจ๊กร้อนที่ชุนเหมยต้มให้
สามพี่น้องกินข้าวเช้าเสร็จอย่างเร่งรีบ อวิ๋นเจียวเลือกสวมชุดกระโปรงผ้าฝ้ายเนื้อดีสีฟ้าอ่อน ทั้งคอเสื้อ แขนเสื้อ และสาบเสื้อปักลวดลายดอกไม้ที่พันสลับกันไปมา ส่วนชายกระโปรงปักลวดลายดอกกุหลาบเฉียงเวย
ในความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม ชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวอวิ๋นโส่วจงในเมืองหลวงนั้นนับว่าธรรมดา พวกเขาเช่าบ้านหลังเล็กๆ ที่อยู่ห่างไกล ปกติแล้วทั้งสองสามีภรรยาใช้ชีวิตอย่างประหยัด เสื้อผ้าของฟางซื่อกับอวิ๋นโส่วจงนั้น สองสามปีถึงจะซื้อใหม่สักครั้ง
เพียงแต่ไม่ว่าสองสามีภรรยาจะประหยัดเพียงใด ก็ไม่เคยละเลยลูกๆ ทั้งสาม โดยเฉพาะอวิ๋นเจียวนั้น ไม่เพียงแต่คนรับใช้สองคนในบ้านจะขึ้นตรงกับนาง แม้แต่เสื้อผ้าเครื่องแต่งกายในแต่ละฤดูกาล ฟางซื่อจะตัดเย็บให้นางอย่างน้อยสี่ชุด
แม้จะไม่ใช่ผ้าไหมชั้นดี แต่ฟางซื่อก็ยังคงตั้งใจตัดเย็บอย่างประณีต ลวดลายปักอันงดงามบนชุดของนาง ล้วนเป็นฝีมือของฟางซื่อทั้งสิ้น
ส่วนพี่ชายทั้งสองคนของนางนั้น อวิ๋นฉี่เยว่พี่ชายคนโต จะได้เสื้อผ้าใหม่เอาไว้ผลัดเปลี่ยนสองชุดต่อหนึ่งฤดูกาล ส่วนอวิ๋นฉี่ซานพี่ชายคนรอง จะได้เพียงหนึ่งชุด จากนั้นก็รับช่วงต่อจากอวิ๋นฉี่เยว่
แม้ว่าการปฏิบัตินี้จะมีความแตกต่างไม่น้อย แต่พี่ชายทั้งสองคนไม่เคยใส่ใจ กลับทำตัวเหมือนบิดามารดา รักและตามใจอวิ๋นเจียวราวกับแก้วตาดวงใจ
ในสังคมที่ชายเป็นใหญ่เช่นนี้ การที่นางถูกทุกคนในครอบครัวรักและเอ็นดูราวกับสมบัติล้ำค่า อวิ๋นเจียวคิดว่าชาติที่แล้วนางคงไปกอบกู้โลกมาแน่ๆ…
ชุนเหมยยังคงเกล้าผมมวยสองข้างให้อวิ๋นเจียวเช่นเคย แต่เปลี่ยนมาประดับมวยผมด้วยปิ่นเงินรูปดอกกุหลาบเฉียงเวยที่พันสลับกันไปมา เข้ากับลวดลายดอกกุหลาบเฉียงเวยบนชายกระโปรงของนางอย่างพอดี
เมื่อนางแต่งตัวเช่นนี้ออกมา ทำให้อวิ๋นโส่วจงและพี่ชายทั้งสองคนที่รออยู่ด้านนอก ต่างมองจนตาเป็นประกาย มุมปากก็ยกยิ้มขึ้นโดยไม่รู้ตัว เด็กน้อยแก้มยุ้ย ดวงตากลมโตเป็นประกาย ใบหน้ากลมๆ แดงระเรื่อ ชวนให้อยากบีบแก้มนางยิ่งนัก
“เอาล่ะ พวกเราออกเดินทางกันเถอะ ออกจากบ้านแต่เช้า จะได้กลับมาเร็วหน่อย” อวิ๋นโส่วจงพูดพลางก้าวเข้าไปอุ้มอวิ๋นเจียว แล้วเปิดม่านประตูเดินออกไป
แคว้นต้าเยี่ยไม่ได้เคร่งครัดเรื่องข้อบังคับของสตรีมากนัก แต่บุรุษที่ชอบอุ้มบุตรสาวไปไหนมาไหนเช่นอวิ๋นโส่วจงนั้นนับว่าหาได้ยากยิ่ง อวิ๋นเจียวเริ่มต้นออกจากบ้านไปกับท่านพ่อโดยไม่ต้องเดินเองเช่นนี้ ในใจทั้งรู้สึกอบอุ่นและหวานชื่นยิ่งนัก
ทว่าเมื่อมาถึงลานบ้านตระกูลอวิ๋น ความสุขนั้นก็หายวับไปในทันที รถม้าของพวกเขาหายไปแล้ว! รถม้าทั้งสองคันหายไปอย่างไร้ร่องรอย!
“นายท่าน รถม้าถูกนายท่านสี่ขับออกไปแล้วขอรับ!” อากุ้ยรายงานด้วยใบหน้าแดงก่ำ เขาควรจะออกมาเร็วกว่านี้…
“พี่รอง เรื่องรถม้านั้น ท่านแม่เป็นคนสั่งเอง!” พอได้ยินเสียงดัง หลิ่วซื่อภรรยาของอวิ๋นโส่วจู่ก็รีบออกมาจากห้องครัวมาเพื่ออธิบาย
ทันทีที่นางพูดจบ ก็ได้ยินเสียงดุด่าของเถาซื่อดังมาจากห้องโถง “เจ้าคนขี้เกียจนี่! ยังไม่รีบยกข้าวมาอีก มัวยืนพูดพล่ามอะไรอยู่ตรงนั้น?”
อวิ๋นโส่วจงพาลูกๆ เดินเข้าไปในห้องโถง ก็เห็นผู้เ่าอวิ๋นที่นั่งอยู่บนเก้าอี้ประธานเอ่ยตำหนิ “เจ้าให้เจ้าสี่เอารถม้าไปทำอะไร? เหตุใดไม่ถามเจ้ารองก่อนเล่า?”
เถาซื่อมองอวิ๋นโส่วจงและครอบครัวด้วยหางตา ก่อนจะพูดจาประชดประชันว่า “ข้าจะไปถามเขาทำไมล่ะ? ข้าวของในบ้านตระกูลอวิ๋น ยังต้องไปถามเขาก่อนหรืออย่างไร? ช่างเถอะ ไม่ต้องมาเรียกข้าว่าท่านแม่แล้ว ข้าจะเรียกเขาว่าท่านพ่อเอง!”
ผู้เ่าอวิ๋นรู้สึกละอายใจจนไม่กล้าสบตาอวิ๋นโส่วจง ได้แต่ก้มหน้าเคาะกล้องยาสูบกับโต๊ะเสียงดัง “ข้ากำลังถามเจ้าอยู่ว่า ให้เจ้าสี่ขับรถม้าไปทำไม? เจ้าอย่าพูดเรื่องไร้สาระ!”
เถาซื่อตวาดด้วยความโกรธ “ทำไมหรือ? จะทำอะไรได้อีกเล่า? ก็ขายรถม้าไปหนึ่งคันเพื่อเอาเงินไปจ่ายค่าเล่าเรียนให้โส่วหลี่ไงเล่า อีกอย่างคราวก่อนโส่วหลี่ฝากคนมาบอกข่าวว่าอีกไม่นานเขาจะต้องเข้าสอบ ต้องไปถึงในตัวเมือง ไม่มีรถม้า ไม่มีเงินจะไปได้ยังไงเล่า! ไม่ใช่ข้าใช้เงินเองสักหน่อย! ยายเ่าเช่นข้าตรากตรำทำงานหนักไปเพื่อใคร? ก็เพื่อตระกูลอวิ๋นของพวกเจ้ามิใช่หรือ? ตระกูลอวิ๋นของพวกเจ้าในที่สุดก็มีคนเป็นบัณิต! รอให้โส่วหลี่สอบได้เป็นขุนนาง สร้างชื่อเสียงให้วงศ์ตระกูล คนในตระกูลอวิ๋นก็ได้มีหน้าไปด้วยไม่ใช่หรือไง? เจ้ารองรีบเอาเงินออกมาให้หมดเลยนะ! รอให้น้องห้าของเจ้าสอบได้เป็นจอหงวน [1] เจ้าจะได้รับผลประโยชน์มากมาย!”
พอได้ยินเถาซื่อพูดถึงอวิ๋นโส่วหลี่ ความรู้สึกผิดเพียงน้อยนิดที่ผู้เ่าอวิ๋นมีต่ออวิ๋นโส่วจงก็พลันมลายหายไปในพริบตา
เขากลืนก้อนน้ำลายลงคอ แม้สีหน้าจะดูไม่เป็นธรรมชาตินัก แต่ก็ยังคงพูดกับอวิ๋นโส่วจงว่า “เจ้ารอง สิ่งที่แม่เจ้าพูดก็มีเหตุผล รถม้าไม่สำคัญเท่ากับชื่อเสียงน้องห้าของเจ้า รอให้น้องห้าของเจ้าสอบได้…”
อวิ๋นโส่วจงขัดจังหวะผู้เ่าอวิ๋นด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ยี่สิบปีก่อน ข้าเพิ่งจะออกจากบ้านไปไม่ทันไร พวกท่านก็ขายฮวาเอ๋อร์ไปแล้ว! ตอนนี้พวกท่านยังแอบขายรถม้าของข้าอีก! หรือว่าตอนนี้หากข้าก้าวขาออกจากบ้านตระกูลอวิ๋น พวกท่านจะขายภรรยาและลูกๆ ของข้าทิ้งอีกงั้นหรือ?”
เชิงอรรถ
[1] จอหงวน (状元) คือ ตำแหน่งผู้สอบได้อันดับหนึ่งในการสอบคัดเลือกขุนนางของจีนในสมัยโบราณ