ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 12 ขายเนื้อตุ๋น หนทางไปสู่ความร่ำรวยก้าวที่สาม
- Home
- ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70
- บทที่ 12 ขายเนื้อตุ๋น หนทางไปสู่ความร่ำรวยก้าวที่สาม
บทที่ 12 ขายเนื้อตุ๋น หนทางไปสู่ความร่ำรวยก้าวที่สาม
ใบหน้าของจ้าวชิงซงมืดมน และดวงตาหมองคล้ำราวกับว่าเจ็บปวดเป็นอย่างยิ่ง
เมื่อเห็นแบบนี้ ลี่หรงพลันรู้สึกหนักใจขึ้นมา อดไม่ได้ที่จะโน้มตัวไปข้างหน้า ก่อนจูบเบา ๆ ที่ริมฝีปากของจ้าวชิงซง หลังจากจูบอีกฝ่ายแล้ว เธอก็ก้าวถอยหลังออกมา ก่อนจ้องมองเขาอย่างแน่วแน่
“คุณเชื่อฉันไหม”
ริมฝีปากของเธอนุ่มนวลและหอมหวานเหนือความคาดหมาย จ้าวชิงซงรู้สึกได้ถึงความร้อนบริเวณใบหู ขณะที่นัยน์ตาคมสบกับดวงตาคู่สวยของลี่หรง
ด้วยแรงกระตุ้นนี้ เขาจึงคว้าเอวบางของอีกฝ่าย ก่อนก้มจูบเธอ
ริมฝีปากของหญิงสาวนั้นนุ่มนวลมาก จ้าวชิงซงไม่คิดว่าเธอจะทำถึงขนาดนี้ ทำให้ใบหูของเขารู้สึกร้อนผ่าว ขณะจ้องมองดวงตาที่สดใสของลี่หรง จึงอดใจไม่ได้ที่จะพุ่งเข้าไปจูบหญิงสาวอีกครั้ง
การจูบนั้นยาวนานมาก จนลี่หรงเริ่มหายใจไม่ออก จึงยื่นมือออกไปดันตัวของชายหนุ่ม เธอเป็นคนเริ่มจูบก่อน แต่ตอนนี้กลับไม่กล้ามองหน้าเขาเสียแล้ว จนต้องรีบนอนหลับตาด้วยอาการมือไม้สั่น ก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงสั่นเครือว่า
“นอนได้แล้ว”
วันรุ่งขึ้น
ลี่หรงตื่นตอนรุ่งสาง และเริ่มคุ้นเคยกับการตื่นมาไม่เจอกับจ้าวชิงซงแล้ว
เมื่อคืนเธอกับจ้าวชิงซงจูบกัน ทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสองเริ่มดีขึ้น ดังนั้นเช้าวันนี้ลี่หรงเลยทำบะหมี่หมูตุ๋นใส่ไข่ ซึ่งกลิ่นของหมูพะโล้ก็พัดโชยทั่ว และแน่นอนว่ารสชาติของมันนั้นยอดเยี่ยมมาก
เธอหยิบหมูตุ๋นใส่ไว้ในตะกร้า ทันทีที่คนตระกูลจ้าวออกไปทำงาน ลี่หรงก็ไปที่ตัวอำเภอ
แผงขายของใน ‘ตลาดเสรี’ ไม่ได้ตั้งไว้ตายตัว เพราะบางร้านก็เป็นแบบเคลื่อนย้ายได้ บางคนก็จะถือของต่าง ๆ เดินขาย ส่วนเธอนั้นเลือกนั่งอยู่ข้างร้านขายขนมที่เคยซื้อนมมอลต์
วันนี้ลี่หรงใส่เสื้อผ้าหยาบ ๆ ที่เลือกมาอย่างดี และถึงกับต้องใช้ฝุ่นในครัวมาป้ายบนใบหน้า โดยคิดว่าหากปลอมตัวแบบนี้แล้วคงไม่มีใครจำเธอได้
จริง ๆ แล้วเจ้าของร้านขนมจำเธอได้ในทันที เพราะใครบ้างที่ทำงานใน ‘ตลาดเสรี’ ตลอดทั้งปี แล้วจะไม่มีสายตาที่เฉียบคม?
เจ้าของร้านขนมทักทายลี่หรงในระหว่างที่ไม่มีลูกค้า
“สาวน้อย ทำไมคุณถึงมาขายของที่นี่?”
“เอ่อ” ลี่หรงรู้สึกเขินอายเล็กน้อย “คุณจำฉันได้งั้นเหรอ ช่างมีสายตายอดเยี่ยมจริง ๆ”
“หน้าของคุณแค่เปื้อนฝุ่นไม่ใช่เหรอ? เมื่ออยู่ใน ‘ตลาดเสรี’ เป็นเวลานาน สายตาของคุณก็จะดีขึ้นเองแบบนี้แหละ” เจ้าของร้านขนมคลี่ยิ้มแล้วถามว่า “คุณเอาอะไรมาขายล่ะ”
“หืม?” ลี่หรงไม่รู้ว่าการ ‘ขายของ’ ข้างแผงขายขนมของอีกฝ่ายจะเป็นการแย่งลูกค้าหรือเปล่า แต่หลังจากคิดดูแล้ว ของที่เธอขายก็แตกต่างจากของในแผงลอยข้าง ๆ จึงไม่นับว่าเป็นการขโมยธุรกิจ เธอจึงบอกตามความเป็นจริงว่า “ฉันขายพะโล้ค่ะ”
“พะโล้งั้นเหรอ?” เจ้าของร้านขนมเข้ามาดูแล้วถามขึ้น “กลิ่นอาหารนี้หอมดีนี่ แล้วจะขายอย่างไรล่ะ?”
“ไข่พะโล้ลูกละหนึ่งเหมาแปดเฟิน หมูพะโล้ตุ๋นชิ้นละหนึ่งหยวนห้าเหมา และไส้หมูพะโล้ชิ้นละสามเหมา”
“โอ้!”
เจ้าของร้านขนมสูดหายใจเข้าลึก “สาวน้อย ราคาอาหารของคุณค่อนข้างสูงทีเดียวนะ”
เนื้อหมูใน ‘ตลาดเสรี’ ราคาสามหยวนต่อสองจิน แต่หมูตุ๋นที่ปรุงโดยลี่หรงนั้นราคาสามหยวนต่อสองจิน นอกจากนี้ยังมีไข่พะโล้ซึ่งขายราคาฟองละหนึ่งเหมาแปดเฟิน ที่ปกติจะอยู่ที่แปดถึงสิบหยวนต่อจิน ราคาที่ลี่หรงตั้งจึงไม่ถือว่าถูกเลย
ลี่หรงยิ้มไม่พูดอะไร ด้วยราคาดังกล่าวก็ดูเหมือนจะสมเหตุสมผลมากแล้ว ใครก็ตามที่สามารถซื้อขนมใน ‘ตลาดเสรี’ ได้ทุกวัน เธอเชื่อว่าจะมีเงินเพียงพอที่จะซื้อหมูตุ๋นได้เช่นกัน
หากลดราคามากกว่านี้ เธอก็จะได้กำไรไม่เท่าไรจากการขายของพวกนี้เลย
เมื่อเห็นว่าลี่หรงไม่ได้ตื่นตระหนก เจ้าของร้านขนมก็ไม่พูดอะไรอีก เพียงคิดว่าคนหนุ่มสาวเองก็คงมีความกล้าหาญเมื่อได้ทำสิ่งต่าง ๆ แต่ระวังจะนึกเสียใจภายหลังกับผลที่ตามมาเอาเสียเล่า
‘ตลาดเสรี’ มีคนเข้ามามากขึ้นเรื่อย ๆ ลี่หรงจึงเปิดฝาหม้อพะโล้ออก เพื่อเผยให้ลูกค้าเห็นเนื้อตุ๋น พร้อมถือพัดอย่างสบายใจ ราวกับว่าไม่กังวลใจว่าจะมีใครมาขายแข่งเธอ
เนื้อตุ๋นสุกในหม้อส่งกลิ่นหอมโชยกระจายไปไกล แต่เมื่ออาหารเย็นลงกลิ่นจะไม่แรงมากนัก ทำให้คนไม่ค่อยได้กลิ่น เว้นแต่คุณจะเข้ามาดมใกล้ ๆ
เจ้าของร้านขายขนมไปได้หลายชิ้น เพิ่งจะมีเวลาว่างเอ่ยถามลี่หรงว่า
“สาวน้อย ถ้าปล่อยไว้แบบนี้จนมืดเดี๋ยวจะขายไม่ออกเอานะ”
“ฉันไม่รีบค่ะ”
เจ้าของร้านขนมส่ายหน้า ก่อนทักทายลูกค้าที่เข้ามาใหม่ ลูกค้าสั่งนมมอลต์สองกระป๋องและนมผงเด็กอีกสองกระป๋อง ของแพง ๆ ทั้งนั้น
ลี่หรงเหลือบมองลูกค้าจากมุมตาของเธอ ชายคนนั้นแต่งตัวดี แถมใส่นาฬิกาข้อมือ
เมื่อโอกาสมาถึง ลี่หรงก็หยุดชายคนนั้น ก่อนเสนอขายพะโล้ของเธอ
“พี่ชาย คุณต้องการลองเนื้อพะโล้ตุ๋นไหม? ดองตามสูตรบรรพบุรุษเลยนะ ไข่พะโล้ก็อร่อย ส่วนหมูพะโล้มีให้เลือกทั้งแบบเผ็ดและไม่เผ็ด แบบเผ็ดจะอร่อยและมีกลิ่นหอม สดชื่น กลมกล่อม แบบไม่เผ็ดอร่อยเหมือนกันค่ะ รับไหมคะ?”
หลังจากได้ยินคำพูดของลี่หรง ชายคนนั้นก็ได้แต่เหลือบมองมันเท่านั้น
สำหรับเขา ของอย่างพะโล้นั้นไม่มีอะไรน่าสนใจ ชายคนนั้นจึงส่ายหน้า ก่อนบอก “ไม่ล่ะ”
“ฉันบอกความลับให้นะพี่ชาย แม้แต่ร้านอาหารของรัฐก็ยังทำรสชาติแบบนี้ไม่ได้” ลี่หร่งพูดออกไปด้วยความมั่นใจ
“ฉันรับรองว่าคุณจะต้องอยากกินอีก หลังได้ชิมมันแล้ว ลองก่อนแล้วค่อยซื้อค่ะพี่ชาย ชิมครั้งนี้ไม่ต้องเสีย”
ชายคนนั้นแทบไม่เชื่อหู ลังเลครู่ใหญ่ แล้วพูดว่า “คุณไม่ต้องการเงินจริง ๆ เหรอ?”
“ไม่” ลี่หรงเหลือบมองเจ้าของร้านขนม
“มีคนอื่นเป็นพยาน ฉันไม่กล้าโกหกหรอกค่ะ”
ลี่หรงถามชายคนนั้นว่าเขาสามารถกินอาหารรสเผ็ดได้หรือไม่ ก่อนหั่นหมูพะโล้ออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ ให้เขา ชายคนนั้นเอามันเข้าปากอย่างสงสัย
เพราะมีรสเผ็ดแฝงอยู่ในเนื้อ ดังนั้นทันทีที่คุณกัดเข้าไป ความชาของพริกไทยเสฉวนก็จะแทรกซึมเข้าไปในริมฝีปากและฟันของคุณทันที
แม้ว่าชายคนนี้จะคุ้นเคยกับการกินอาหารดี ๆ แต่กลิ่นหอมของหมูตุ๋นยังคงทำให้เขามีรสชาติที่ค้างอยู่ในคอไม่รู้จบ
ยิ่งเคี้ยวยิ่งอร่อย เขาได้แต่กลืนน้ำลายลงคอ
แม้แต่ลิ้นของเขาก็อยากจะกลืนมันลงไป
เขาไม่เคยได้ลิ้มรสหมูพะโล้ที่อร่อยขนาดนี้มาก่อน
หลังจากที่ชายคนนั้นกินเสร็จแล้ว เขาก็ถามลี่หรงอย่างกระตือรือร้นว่าเนื้อนี้ขายอย่างไร
ลี่หรงเสนอราคา แต่ชายคนนั้นไม่ได้คิดถึงเรื่องนี้ด้วยซ้ำ ก่อนจ่ายค่าหมูพะโล้แบบเผ็ดหนึ่งจิน และแบบไม่เผ็ดครึ่งจิน
ลี่หรงยังเสนอขายไข่พะโล้ให้เขา
ชายผู้นี้ปฏิเสธ “ฉันไม่เคยกินมันมาก่อน และเข้าไม่ถึงรสชาติของไข่ ดังนั้นลืมมันไปซะ”
จากข้อเท็จจริงที่ว่าเขาจ่ายเงินไปมากโดยไม่มีการตะขิดตะขวง ลี่หรงจึงมั่นใจว่าชายคนนี้ไม่ได้ขาดแคลนเงิน
สิ่งที่แย่ก็คือแม้รสชาติของไข่จะดี แต่เธอกลับไม่สามารถเสนอไข่พะโล้แก่ชายคนนั้นให้ลองกินก่อนได้
คุณไม่สามารถหั่นไข่ออกเป็นชิ้น ๆ ได้ มีแต่ต้องให้ทั้งฟองเท่านั้น
ลี่หรงจึงยิ้มแล้วพูดว่า “ฉันรับรองว่าอร่อยแน่นอน ไข่นี่แช่ไว้ทั้งคืนเลย คุณได้ลิ้มรสเนื้อแล้วสนใจไข่ด้วยไหมคะ?”
“โอเค งั้นฉันเอาสองฟอง”
ลี่หรงแสร้งสวมบทแม่ค้า ก่อนออกจากร้าน ชายคนนั้นถามลี่หรงว่าจะมาตั้งแผงขายของทุกวันหรือไม่
ลี่หรงไม่กล้ารับรอง เธอเพียงแค่พูดว่า “ฉันจะกลับมาพรุ่งนี้ แต่อาจไม่ได้มาขายของทุกวัน”
เจ้าของร้านขายขนมถึงกับตกใจกับการทำงานของลี่หรงทันที
“คุณจะมาเพื่อซื้อเนื้อนี้จริงเหรอ?”
ด้วยชายผู้นี้มักจะมาซื้อนมมอลต์บ่อย ๆ อยู่แล้ว แม้จะไม่รู้ว่าเขาคือใคร แต่คิดว่าเขาคงคุ้นเคยกับการกินอาหารดี ๆ อย่างแน่นอน
เนื้อพะโล้ตุ๋นของลี่หรงต้องอร่อยขนาดไหนเชียว ถึงทำให้เขาต้องจ่ายค่าเนื้อมากมายขนาดนั้น หลังจากที่ได้ชิมมันเพียงครั้งเดียว
ลี่หรงมองดูความสับสนบนใบหน้าของเจ้าของร้านขนม ก่อนแบ่งเนื้อตุ๋นให้เขาชิม
“คุณเจ้าของร้านขนม ลองชิมได้ค่ะ”
ทันทีที่เจ้าของร้านขนมกัดคำแรก ดวงตาเขาก็ได้เปลี่ยนไป หลังจากเคี้ยวหมูพะโล้จนหมดแล้ว เขาพลันกลืนคำพูดนั้นลงคอ
พร้อมซื้อมันทั้งน้ำตา
หมูตุ๋นรสเผ็ดครึ่งจินและหมูตุ๋นไม่เผ็ดครึ่งจิน
ลี่หรงแกล้งส่งยิ้มให้เจ้าของร้านขนม
จากนั้นหญิงสาวก็มองหาลูกค้าที่คิดว่ามีโอกาสซื้อหมูพะโล้ของเธอ และเริ่มขายมันในลักษณะเดียวกัน ทว่าตอนนี้เนื้อเหลือไม่มากแล้ว และเธอต้องการขยายฐานลูกค้าเพิ่มขึ้น
…ดังนั้นลี่หรงจึงตัดสินใจจะซื้อเนื้อหมูเพิ่มขึ้นอีก