ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 35 ขายสูตรพะโล้แล้ว
ตอนที่ 35 ขายสูตรพะโล้แล้ว
ลี่หรงพยักหน้า คิดว่าผู้จัดการฝ่ายขนส่งสินค้ามีความรับผิดชอบค่อนข้างมาก
อู๋จื่อกังกล่าวต่อว่า “ผมก็เคยคิดจะซื้อพะโล้สำเร็จรูปจากคุณเหมือนกัน แต่เมื่อพิจารณาว่าโรงงานเหล็กมีพนักงานหลายหมื่นคน จึงต้องใช้ของปริมาณมาก หากจ้างคุณทำพะโล้สำเร็จรูป เกรงว่าเรื่องจัดหาวัตถุดิบจะยากสำหรับคุณ แล้วก็ …”
เขาลดเสียงลงขณะพูดว่า “ผมรู้ว่าคุณมีวิธีซื้อเนื้อสัตว์ใน ‘ตลาดเสรี’ แต่ถ้าหน่วยงานระดับสูงตรวจสอบ แล้วรู้ว่าเราซื้อเนื้อหมูจากข้างนอก อาจจะเกิดปัญหาตามมา”
ลี่หรงเข้าใจ เธอกล่าวว่า “สูตรอาหารราคาไม่ถูกนะคะ”
อู๋จื่อกังกล่าวว่า “คุณบอกราคามาก่อนเถอะ หากไม่เหมาะสมค่อยหารือกันทีหลัง การซื้อขายต่อรองกันได้ครับ”
ลี่หรงกล่าวว่า “ฉันจะกลับบ้านไปหารือเรื่องนี้กับครอบครัวสักพัก มานัดสถานที่พูดคุยกันเถอะค่ะ”
“ได้ครับ” อู๋จื่อกังกล่าว “ผมจะมาหาคุณใหม่พรุ่งนี้”
ในตอนเย็น ลี่หรงคุยกับจ้าวชิงซงว่ามีคนต้องการซื้อสูตรพะโล้จากเธอ แล้วถามเขาว่าควรขายราคาเท่าไหร่
ลี่หรงถามว่าราคาเท่าไหร่จึงจะเหมาะสม ก็หมายความว่าเธอได้ตัดสินใจขายไปแล้ว จ้าวชิงซงไม่ได้ขัดการตัดสินใจของเธอ เขาคิดอยู่พักหนึ่ง ก่อนเสนอราคาโดยประมาณ
จ้าวชิงซงถามว่า “คนคนนั้นเป็นผู้จัดการโรงงานเหล็กจริงเหรอ?”
“ใครจะรู้ว่ามันเป็นเรื่องจริงไหม แต่นั่นคือสิ่งที่เขาบอกค่ะ” ลี่หรงกล่าว “ถ้าอย่างนั้นให้ฉันขายตามราคาที่คุณบอกเลยใช่ไหมคะ?”
จ้าวชิงซงตอบว่า “อืม” ก่อนเสริมว่า “มันขึ้นอยู่กับคุณที่จะตัดสินใจ คุณจะลดลงหน่อยก็ได้ หากต้องการผูกมิตรกับคนแบบนี้ อาจจะมีประโยชน์ในอนาคต”
จ้าวชิงซงไม่รู้ว่าคำพูดธรรมดา ๆ ของเขา จะกลายเป็นคำทำนายในภายหลัง
ลี่หรงพยักหน้า “ได้ค่ะ ฉันจะคุยเรื่องราคากับเขาในวันพรุ่งนี้”
“เดี๋ยวก่อน ผู้ชายคนนั้นอายุเท่าไหร่?”
“น่าจะราวสามสิบ ไม่ได้ถามเขาเลยค่ะ มีอะไรงั้นเหรอ?”
จ้าวชิงซงกอดลี่หรง “ภรรยาของผมแสนดีขนาดนี้ เลยกลัวว่าคุณจะถูกแย่งไป”
ลี่หรงยิ้มกว้างจนปากแทบถึงใบหู เธอยื่นมือออกไปหยิกแก้มของจ้าวชิงซง “คุณคิดว่าภรรยาของคุณเป็นสมบัติเหรอคะ ตอนนี้ผู้จัดการคนนั้นน่าจะเป็นพ่อคนแล้วล่ะค่ะ”
เธอยังจำครั้งแรกที่เธอพบกับอู๋จื่อกังได้ เขาบังเอิญมาซื้อนมผง ดูเหมือนว่าเขาก็น่าจะมีอายุพอที่จะเป็นพ่อคนได้แล้ว
“ภรรยาเป็นสมบัติของผมครับ”
ก่อนที่เธอจะทันได้ตอบ ก็มีร่างสูงมาทับอยู่บนตัวของเธอแล้ว จ้าวชิงซงพลิกตัวก้มหน้าลงก่อนกระซิบข้างใบหูลี่หรง “ผมก็อยากเป็นพ่อเหมือนกัน”
“อืม”
ใบหน้าของหญิงสาวเปลี่ยนเป็นสีดอกกุหลาบ ทั้งห้องราวอบอวลไปด้วยความอบอุ่นของฤดูใบไม้ผลิ เพลงบรรเลงไปครึ่งคืน ก่อนจะค่อย ๆ สงบลง
ลี่หรงที่วางแผนว่าจะพักผ่อนในวันรุ่งขึ้น ค่อยลุกขึ้นมาทำซาลาเปาและขนมโก๋ ยังไงเสียเธอก็ต้องไปที่ ‘ตลาดการค้าเสรี’ อยู่แล้ว จึงจะพกไปขายหาเงินระหว่างทางด้วย
ตอนที่ลี่หรงขายของ เธอกลัวว่าลูกค้าประจำจะผิดหวังเพราะมารอเก้อ จึงบอกพวกเขาว่าเธอจะหยุดขายสักสองสามวัน แน่นอนว่าลูกค้าประจำย่อมผิดหวัง
อู๋จื่อกังมาถึงช้าจนถึงเวลาลี่หรงเริ่มเก็บแผง เธอเผลอคิดว่าอู๋จื่อกังคงเปลี่ยนใจเสียแล้ว
อู๋จื่อกังเหงื่อออกท่วมตัว เสื้อบนหลังเปียกชื้นจนแนบไปบนผิว น้ำเสียงเต็มไปด้วยความสำนึกผิด “ขอโทษจริง ๆ ครับ พอดีผมมีประชุมกะทันหันก็เลยมาสาย ต้องขอโทษด้วยจริง ๆ ”
วันนี้เขาใช้สเปรย์ฉีดผมแต่งทรงผมด้านหลัง และสวมแว่นตาขอบทอง ยิ่งทำให้เจ้าตัวดูเหมือนผู้จัดการมากขึ้น
ลี่หรงจงใจพูดติดตลกว่า “ฉันคิดว่าผู้จัดการอู๋จะเปลี่ยนใจซะแล้วค่ะ”
“ไม่ครับ ไม่ครับ …” อู๋จื่อกังโบกมืออย่างรวดเร็ว “ผมติดประชุมเลยมาสายจริง ๆ ”
พรืด!
ลี่หรงหัวเราะ “ฉันเข้าใจค่ะ ไม่จำเป็นต้องอธิบายหรอก”
อู๋จื่อกังกล่าวว่า “ไปคุยกันที่ร้านอาหารของรัฐกันเถอะครับ ผมจะเลี้ยงอาหารเป็นการชดเชยที่ผมมาสาย”
ลี่หรงยังไม่เคยไปกินข้าวที่ร้านอาหารของรัฐ นี่ก็เกือบจะถึงเวลาอาหารเย็นแล้ว เธอจึงตอบว่า “ได้ค่ะ”
หากเป็นคนอื่นก็จะปฏิเสธก่อนตามมารยาท แต่ลี่หรงนั้นร่าเริงและจริงใจมาก จนอู๋จื่อกังอดหัวเราะไม่ได้ ตนอยู่ในตำแหน่งที่ต้องจัดการกับคนมากมาย นี่เป็นครั้งแรกที่เลยเขาได้พบกับคนอย่างลี่หรง
เมื่อมาถึงร้านอาหารของรัฐ
เมื่อพนักงานเสิร์ฟข้างในเห็นอู๋จื่อกัง จึงกล่าวทักทายด้วยรอยยิ้ม พร้อมเรียกเขาว่าผู้จัดการอู๋
ดูเหมือนว่าอู๋จื่อกังจะเป็นลูกค้าประจำ
น่าเสียดายที่อู๋จื่อกังไม่รู้ว่าลี่หรงกำลังคิดอะไรอยู่ ไม่เช่นนั้นเขาคงอธิบายเหตุผลให้เธอฟังแล้ว
กลุ่มผู้บริหารโรงงานเหล็ก หรือเจ้าหน้าที่ที่มาตรวจสอบ ล้วนมากินอาหารเย็นที่ร้านอาหารของรัฐกันทั้งนั้น เมื่อเวลาผ่านไป ก็ย่อมกลายเป็นลูกค้าขาประจำไปเอง
อาหารในร้านอาหารของรัฐก็มีปริมาณจำกัดเช่นกัน เพราะต้องมีการประทับตราอาหารมาด้วย
อู๋จื่อกังหยิบตราประทับอาหารออกมาจ่ายเงิน จากนั้นเขากับลี่หรงก็หาที่นั่ง สักพักอาหารก็ถูกยกมาเสิร์ฟ
อาหารตรงหน้าล้วนละลานตา จนลี่หรงไม่รู้ว่ามันเป็นปริมาณปกติหรือเพราะอู๋จื่อกังเป็นลูกค้าประจำ ซึ่งน่าจะเป็นอย่างหลังมากกว่า
อู๋จื่อกังมีท่าทางเหมือนสุภาพบุรุษ เขาบอกให้ลี่หรงทานอาหารก่อน แล้วค่อยพูดคุยขณะรับประทานอาหาร
ลี่หรงหยิบตะเกียบขึ้นมา อย่างที่คาดไว้คนจีนชอบคุยเรื่องธุรกิจที่โต๊ะอาหารเย็นมาตั้งแต่สมัยโบราณ
อาหารในร้านอาหารของรัฐรสชาติไม่ได้อร่อยมากสำหรับลี่หรง อย่างน้อยก็อร่อยน้อยกว่าที่เธอทำมาก แต่รับประกันคุณภาพได้ว่าเนื้อและผักล้วนคุ้มค่า ไม่เหมือนร้านอาหารสมัยหลังที่ให้เนื้อเพียงไม่กี่ชิ้น แม้เสิร์ฟเนื้อพร้อมผัก แต่กลับคิดราคาเท่าอาหารจานเนื้อ
ได้ยินมาว่าพนักงานในร้านอาหารของรัฐทุกคน ต้องผ่านการทดสอบก่อน ไม่ใช่ใครก็สามารถทำงานในนี้ได้ หากได้ทำงานที่นี่ จากมุมมองของคนรุ่นหลัง จะถือว่าการทำงานที่มั่นคงเพื่อประเทศชาติ
ขณะเดียวกัน รายได้และชีวิตความเป็นอยู่ของครอบครัวชนชั้นแรงงานก็ค่อนข้างดี สามารถคุยโอ้อวดได้
รับประทานอาหารไปได้ครึ่งหนึ่ง ในที่สุดอู๋จื่อกังก็เริ่มเจรจาธุรกิจ
ลี่หรงก็ไม่คิดจะอ้อมค้อม เธอจึงบอกราคาที่เธอตั้งไว้ในใจ
อู๋จื่อกังยังคงมีรอยยิ้มบนใบหน้าของเขา แต่ไม่ได้ยื่นข้อเสนอตอบโต้ทันที เขาคิดอยู่พักหนึ่ง แล้วต่อรองขอลดจากที่ลี่หรงเสนอไปสามสิบเปอร์เซ็นต์
ราคาที่เขาต่อรองอยู่ในความคาดหมายของลี่หรง ดังนั้นลี่หรงจึงไม่ได้โต้แย้งราคาที่เขาเสนอ หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ ทั้งคู่ก็แยกย้ายกันไป
ราคาสุดท้ายหลังการต่อรองลดลงเพียงสิบห้าเปอร์เซ็นต์
ราคานี้ใกล้เคียงกับราคาที่ลี่หรงคิดไว้แล้ว เธอรู้ดีว่าราคาเสนอเริ่มต้นของเธอ ไม่สามารถเป็นราคาสุดท้ายได้ เธอจึงเริ่มตั้งราคาที่สูงกว่าราคาที่คิดไว้ในใจ
ลี่หรงพอใจกับผลลัพธ์มาก และยังได้พูดคุยกับอู๋จื่อกังหลายเรื่อง
ในขณะที่พูดคุยกัน อู๋จื่อกังกล่าวว่า “คงจะดีไม่น้อย หากคุณสามารถจัดหาซาลาเปาให้ได้ เสียดายที่พวกผมมีพ่อครัวที่รับผิดชอบในการทำอาหารโดยเฉพาะอยู่แล้ว ถ้าผมซื้อซาลาเปาจากคุณ มันจะถือเป็นการจ้างบุคคลภายนอก หากมีใครรู้ เข้า เราสองคนคงจะเดือดร้อนได้”
ลี่หรงไม่ได้บอกเขาว่าในอนาคต โรงงานและโรงเรียนเกือบทั้งหมดจะจ้างคนภายนอกมาทำอาหารเช่นเดียวกัน
แต่แล้วลี่หรงก็เกิดความคิดว่า ถ้าเธอสามารถชักชวนอู๋จื่อกังให้รับอาหารเช้าได้ หรือแม้ว่าจะเป็นอาหารมื้ออื่นก็ตาม เธอก็จะได้ผลประโยชน์จากธุรกิจนี้บ้าง เช่น การสั่งซาลาเปาจำนวนหนึ่ง
พนักงานนับหมื่นคนในโรงงานเหล็ก ต้องกินอาหารจำนวนมาก แม้ว่าเขาจะสั่งซาลาเปาจากลี่หรงเพียงพันลูก แต่เธอก็ยังสามารถทำเงินได้มากมาย
ลี่หรงบอกความคิดของเธอให้ชายคนนั้นฟังอย่างติดตลก
อู๋จื่อกังหัวเราะ แล้วบอกว่าลี่หรงค่อนข้างหัวใส
แต่วินาทีต่อมา เขาก็วางตะเกียบลง ก่อนพูดอย่างจริงจังว่า “การจ้างบุคคลภายนอก ไม่สามารถทำได้ในขณะนี้ เมื่อนโยบายผ่อนปรนมากขึ้น เราค่อยมาร่วมมือกันนะครับ”
ชายคนนี้ดูเหมือนจะจริงใจและภักดี แต่ความจริงแล้วเขามีความลับมากมาย นี่คือสิ่งที่ลี่หรงสรุปได้หลังอาหารมื้อนี้