ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 369 ยุ่งเหยิงวุ่นวาย
บทที่ 369 ยุ่งเหยิงวุ่นวาย
อาจเป็นเพราะกลัวว่าลี่หรงจะไม่สะดวก เมื่อเธอไปที่บ้านในเมืองฝูเจี้ยน คุณแม่จ้าวจึงตามไปด้วย พร้อมกับสัญญาเช่าบ้าน
เมื่อมาถึงบ้านในเมืองฝูเจี้ยน ลี่หรงใช้กุญแจเปิดประตูใหญ่เข้าไป ข้างในมีผู้อยู่อาศัยหลายครอบครัว การที่ลี่หรงเปิดประตูใหญ่โดยตรงจึงไม่ได้ละเมิดความเป็นส่วนตัวของใคร
แต่พอเข้าไปถึง ลี่หรงพลันชะงักงัน คุณแม่จ้าวเบิกตากว้าง “โอ้โห! เกิดอะไรขึ้น! ทำไมมันสกปรกขนาดนี้ บ้านที่ดี ๆ ถูกทำลายจนเป็นอย่างนี้ได้ยังไงกัน…”
ลี่หรงขมวดคิ้วแน่น เธอรู้สึกอยู่โกรธไม่น้อย
บ้านหลังนี้เธอซื้อมาตอนที่มีเงินเก็บบ้างแล้ว พอเข้ามาก็เป็นลานกว้างขวาง ภายในมีห้องรวมกันถึงสิบห้าห้อง
หากลี่หรงจำไม่ผิด ในสวนยังมีภูเขาจำลอง สระบัวเล็ก ๆ และมีพื้นที่สำหรับปลูกดอกไม้
เจ้าของบ้านคนเดิมปลูกดอกไม้ไว้มากมาย ดูแล้วไม่เลวทีเดียว แต่ตอนนี้กลับไม่เห็นแม้แต่ต้นกล้าดอกไม้สักต้น พื้นที่เหล่านั้นถูกแทนที่ด้วยผักและพริก อีกทั้งยังมีรั้วปักไว้ราวกับต้องการแบ่งอาณาเขต
จะปลูกผักก็ช่างเถอะ ในเมื่อให้เช่าไปแล้วคงไม่หวังให้คนอื่นมาปลูกดอกไม้หรือเลี้ยงหญ้าให้ใช่ไหมล่ะ?
แต่ในสวนยังมีเชือกขึงไว้สำหรับตากเสื้อผ้า แขวนไว้จนทำให้คนมองแล้วตาลาย แม้แต่ภูเขาจำลองก็ไม่รอดพ้น บนนั้นยังมีผ้าห่มของใครสักคนวางตากอยู่ด้วย…
สิ่งที่ทำให้ลี่หรงรู้สึกหดหู่ที่สุดคือสระบัวเล็ก ๆ น้ำในนั้นขุ่นมัว ท่านกลางแสงอาทิตย์ยังเห็นเป็นคราบน้ำมันอยู่บนผิวน้ำอีกด้วย…
ในลานบ้านมีเด็กประมาณเจ็ดแปดคน พวกเขากำลังนั่งยอง ๆ เล่นอะไรสักอย่าง เมื่อเห็นลี่หรงและคุณแม่จ้าว พวกเขาก็เพียงแค่มองดูสองสามครั้งแล้วก้มหน้าลงไปเล่นต่อ
ลี่หรงสูดหายใจ เดินผ่านลานบ้านใหญ่เข้าไปยังห้องโถง ห้องกว้างใหญ่ เป็นพื้นที่ส่วนกลางของบ้าน ตอนนี้ในนั้นมีโต๊ะเก้าอี้เล็ก ๆ หลายตัวและเตาไฟ เพียงแค่ยืนอยู่ที่ประตูก็ยังได้กลิ่นควันน้ำมัน เห็นได้ชัดว่าที่นี่ถูกใช้เป็นห้องครัวไปเสียแล้ว!
ผนังถูกติดด้วยโปสเตอร์และหนังสือพิมพ์สารพัด คาดว่าใช้เพื่อป้องกันควันน้ำมัน
แต่ในลานบ้านก็มีห้องครัวโดยเฉพาะอยู่แล้ว ทำไมพวกเขาถึงทำให้ห้องโถงกลายเป็นแบบนี้ไปได้!
ลี่หรงเริ่มมีสีหน้าเคร่งเครียด ไม่ว่าใครก็คงไม่อาจยอมรับได้ที่บ้านของตัวเองถูกทำให้กลายเป็นแบบนี้
คุณแม่จ้าวอยู่ในเมืองหลวงตลอด แต่แทบไม่เคยเข้ามาดู เธอเลยไม่รู้ว่าลานบ้านถูกทำลายขนาดนี้แล้ว เธอรู้สึกเจ็บปวดใจจนต้องร้องออกมา “เกิดอะไรขึ้นนี่!”
ในตอนนั้นมีคนกำลังทำอาหารอยู่ในห้องครัวด้วย แต่เมื่อเห็นลี่หรง พวกเขาไม่ได้สนใจมากนัก คิดว่าเป็นผู้เช่าคนอื่น แต่พอเห็นคุณแม่จ้าวที่อยู่ข้าง ๆ ก็ดูตกใจไปชั่วขณะ แล้วฝืนยิ้มออกมา “พี่จ้าว วันนี้มาทำอะไรเหรอ? หรือว่าถึงเวลาจ่ายค่าเช่าแล้ว?”
คุณแม่จ้าวมองไปที่ลี่หรง แล้วพูดว่า “ซิ่วเฟิง นี่คือลูกสะใภ้ของฉัน พวกเธอทำไมถึงทำให้บ้านกลายเป็นแบบนี้ล่ะ?”
อู่ซิ่วเฟิงอายุน้อยกว่าคุณแม่จ้าวเล็กน้อย แต่ก็เป็นคุณยายแล้วเหมือนกัน พอลูกชายเช่าบ้านได้ก็พาเธอมาเลี้ยงหลาน เธอคิดว่าคุณแม่จ้าวถามว่าทำไมถึงทำให้ห้องโถงเป็นแบบนี้
เธอเลยหัวเราะแห้ง ๆ สองครั้ง “เพราะห้องครัวไม่พอใช้น่ะสิ พวกเราเลยต้องมาทำอาหารที่นี่กันเอง”
คุณแม่จ้าวสีหน้าไม่ค่อยดีนัก ลูกชายคนที่สองกับภรรยาวางใจให้เธอช่วยเก็บค่าเช่า ไม่คิดว่าเพราะเธอไม่ได้มาดู บ้านจึงถูกทำให้เละจนเป็นแบบนี้ ทั้งที่ตอนแรกบ้านยังดีอยู่เลย
คนที่กำลังทำอาหารไม่ได้มีแค่อู่ซิ่วเฟิงคนเดียว ยังมีอีกสองสามคน แต่อายุไม่มากขนาดนั้น พวกเธออายุราว ๆ สามสิบปี คาดว่าน่าจะเป็นแม่ของเด็กคนไหนสักคนที่อยู่ข้างนอก
แต่เดิมเมื่อเห็นคุณแม่จ้าว พวกเธอก็ตกใจอยู่บ้าง แต่พออู่ซิ่วเฟิงพูดออกมาแบบนั้น พวกเธอต่างพากันเห็นด้วย “ใช่แล้ว ห้องครัวห้องเดียวจะพอที่ไหน มีคนอยู่ตั้งสิบกว่าครอบครัวเชียวนะ”
ลี่หรงรู้สึกมึนงง สิบกว่าครอบครัว? มีมากขนาดนั้นเลยหรือ?
เธอถามคุณแม่จ้าวด้วยความไม่อยากเชื่อ “แม่คะ ก่อนหน้านี้ไม่ได้บอกว่ามีแค่เจ็ดแปดครอบครัวหรอกหรือคะ?”
“โอ้! สะใภ้คนนี้ยังเด็กเกินไปสินะ บางครัวเรือนมีญาติพี่น้องมาอาศัยอยู่ด้วย ทั้งพี่น้องชายหญิง ถ้าแยกครอบครัวก็ต้องเพิ่มทะเบียนบ้านขึ้นมาอีกไม่ใช่หรือ?” อู่ซิ่วเฟิงมองลี่หรงด้วยสีหน้าเหมือนมองเด็กสาวที่ไม่เคยผ่านอะไรมาก่อน
ลี่หรงรำคาญที่สุดเวลาคนอื่นสั่งสอนเธอแบบนี้ แต่ตอนนี้เธอไม่สนใจอู่ซิ่วเฟิง เพราะเธอกำลังรอคำตอบจากคุณแม่จ้าว
คุณแม่จ้าวพยักหน้า “ใช่แล้ว มีแปดครัวเรือน สัญญาที่ให้เซ็นก่อนหน้านี้ก็มีอยู่นะ”
เธอหยิบสัญญาออกมา ลี่หรงพลิกดูเล็กน้อย บางคนเช่าสองห้อง บางคนเช่าหนึ่งห้อง จริง ๆ แล้วมีเพียงแปดครัวเรือนเท่านั้น บางทีอาจจะเป็นอย่างที่หญิงผู้นั้นพูดไว้ พอมีคนเช่าบ้านแล้วแบ่งให้คนอื่นอยู่อาศัย…
ทำไมอู่ซิ่วเฟิงถึงรู้เรื่องนี้ชัดเจนนัก ก็เพราะบ้านของเธอเป็นแบบนั้นนั่นเอง ลูกชายคนโตเช่าบ้านสามห้อง แล้วรับเธอมาจากชนบทเพื่อดูแลเด็กและทำอาหาร
โอกาสได้มาอยู่เมืองใหญ่ อู่ซิ่วเฟิงที่ใช้ชีวิตในชนบทมาเกือบทั้งชีวิตก็รีบมาทันที นอกจากนั้นเธอยังป่าวประกาศในหมู่บ้านไว้อีกว่า ลูกชายคนโตประสบความสำเร็จ จึงรับเธอมาอยู่ในเมืองหลวงด้วย และที่บ้านยังมีครอบครัวของลูกชายคนเล็กอีก เธอจึงพาพวกเขามาด้วยเลย เพราะถึงอย่างไรลูกชายคนโตก็บอกว่าบ้านมีที่พออยู่
เมื่อมาถึงเมืองหลวง ครอบครัวของลูกชายคนเล็กต้องอยู่กันอย่างแออัดในห้องเดียว แต่อย่างน้อยก็เป็นเมืองใหญ่และมีห้องเป็นของตัวเอง พวกเขาจึงรู้สึกว่าดีมากแล้ว
ต่อมาด้วยเหตุผลบางประการ ลูกชายคนเล็กจึงแยกครอบครัว พวกเขายังคงอาศัยอยู่ที่นี่ แต่ไม่ได้กินข้าวด้วยกัน
มีหลายครอบครัวที่คล้ายกันแบบนี้ บางครอบครัวยังมีญาติมาอาศัยอยู่ด้วย เดิมทีมีคนอาศัยอยู่เพียงยี่สิบกว่าคน แต่ตอนนี้มีประมาณสี่สิบถึงห้าสิบคนแล้ว!
แน่นอนว่าคุณแม่จ้าวไม่รู้เรื่องพวกนี้
พวกเขาคิดว่าตัวเองจ่ายค่าเช่าแล้วสามารถทำอะไรกับบ้านได้ตามใจชอบ และรู้สึกว่าคุณแม่จ้าวเป็นคนใจดี พูดง่าย นานวันเข้าเลยกลายเป็นแบบนี้
อู่ซิ่วเฟิงมีทัศนคติว่า แม้จะเห็นผู้หญิงที่แต่งตัวและมีบุคลิกดีเยี่ยมอย่างลี่หรง เธอก็ไม่ได้สนใจอะไร เพราะเมื่อครู่คุณแม่จ้าวบอกว่านั่นคือลูกสะใภ้ เท่ากับว่าคุณแม่จ้าวเป็นแม่สามี และลูกชายของเธอเคยบอกว่าบ้านหลังนี้คุณแม่จ้าวเป็นคนให้พวกเขาเช่า เพราะทุกครั้งเขาจะให้เธอนำเงินไปให้ คุณแม่จ้าวตลอด ดังนั้น บ้านหลังนี้ก็ต้องเป็นของคุณแม่จ้าวนั่นแหละ
ลี่หรงเป็นเพียงลูกสะใภ้ บนโลกนี้จะมีลูกสะใภ้คนไหนยิ่งใหญ่กว่าแม่สามีอีกหรือ?
แค่โน้มน้าวคุณแม่จ้าวได้ก็ไม่ต้องกลัวคนอื่นแล้ว
อู่ซิ่วเฟิงตัดสินใจได้ดังนั้น ก็เอามือเช็ดผ้ากันเปื้อน เดินเข้ามาด้วยสีหน้าประจบประแจง “พี่สาวคนสวย พวกเราแค่มาทำอาหารไม่กี่มื้อเท่านั้น พอย้ายออกไปแล้วจะทำให้เป็นเหมือนเดิมเองค่ะ…”
คุณแม่จ้าว “แล้วลานด้านนอกทำไมเป็นแบบนั้น…”
ลี่หรงแค่นเสียง “หึ! ทำอาหารกี่มื้อกัน? ทำจนหนังสือพิมพ์ดำไปหมดแล้ว! ในเมื่อบอกว่าพอย้ายออกแล้วจะทำให้เป็นเหมือนเดิม งั้นตอนนี้คุณก็ทำให้มันกลับไปเป็นเหมือนเดิมเลย ฉันให้เวลาเจ็ดวัน เตรียมตัวย้ายออกไปซะ!”
อู่ซิ่วเฟิงสีหน้าเปลี่ยนไป อ้าปากจะพูดอะไรบางอย่าง แล้วใช้สายตาแบบผู้ใหญ่มองเด็กที่กำลังงอแง พลางพูดว่า “เด็กคนนี้จะให้คนย้ายออกเลยได้ยังไง แล้วจะให้พวกเราไปอยู่ที่ไหน…”
ลี่หรงพูดแทรก “ฉันไม่ได้บอกให้คุณย้ายออกทันที ฉันให้เวลาเจ็ดวัน นั่นเพียงพอที่จะหาบ้านใหม่ได้แล้ว ขอร้องละ ช่วยทำให้บ้านหลังนี้เป็นเหมือนตอนแรกด้วย ไม่งั้นต้องเสียเงินจ้างคนมาทำความสะอาดอีก”
อู่ซิ่วเฟิงมองไปที่คุณแม่จ้าว “พี่สาว ลูกสะใภ้ของคุณไม่เกินไปหน่อยเหรอ? บ้านนี้ไม่ใช่ของคุณหรอกเหรอ? ทำไมปล่อยให้เด็กมาข้ามหัวคุณแบบนี้ล่ะ? ลูกสะใภ้ของฉันไม่กล้าทำแบบนี้กับฉันหรอกนะ…”
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………