ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 381 พบกันแล้วรู้สึกสนิทสนม
บทที่ 381 พบกันแล้วรู้สึกสนิทสนม
“หืม?” เฉาเหลียงอวี้กะพริบตา “แค่นี้เองเหรอ?”
ลี่หรงถามกลับ “แล้วจะให้เป็นยังไงล่ะ?”
เฉาเหลียงอวี้ลูบแขนตัวเอง ใจในเธอยังไม่อยากไป “ฉันนึกว่าคุณจะพูดถึงเรื่องของเฟิงหงเซี่ยซะอีก”
ลี่หรงที่กำลังแหย่เจ้าตัวน้อยจ้าวซี พลันนั่งตัวตรงมองเฉาเหลียงอวี้อย่างสบาย ๆ จนทำให้อีกฝ่ายก้มหน้าลงเพราะสายตาของเธอ “เฟิงหงเซี่ยคนนั้นขี้อิจฉามาก ชอบพูดจาประชดประชัน ฉันทนไม่ไหวเลยเผลอ…”
ลี่หรงถอนหายใจ “คุณทำงานที่ฝูหรงมาตลอด ประสบการณ์ทางสังคมก็น้อย เจอคนมาไม่มาก พอเวลาผ่านไปนาน คุณจะรู้ว่าไม่ใช่ทุกคนจะเป็นมิตรกับคุณ คุณต้องเรียนรู้ที่จะเผชิญและแก้ไขปัญหาบางอย่างด้วยตัวเอง แต่มีข้อเดียวคือ อย่าใช้อารมณ์มากเกินไป…”
เฉาเหลียงอวี้ “ขอโทษค่ะ พี่ลี่หรง ฉันทำให้คุณลำบากหรือเปล่าคะ?”
“ไม่หรอก”
เรื่องนี้ถ้าพูดออกไป เฉาเหลียงอวี้และเฟิงหงเซี่ย ก็ไม่รู้ว่าใครจะเป็นฝ่ายถูก ดังนั้นคงไม่มีใครทำให้เรื่องบานปลายอยู่แล้ว แต่เดิมลี่หรงไม่ได้ตั้งใจจะพูดถึงเรื่องนี้ แต่เมื่อเฉาเหลียงอวี้พูดขึ้นมาเอง ลี่หรงเลยเตือนเธออย่างจริงใจ
ส่วนทางด้านเฟิงหงเซี่ย ลี่หรงจะไม่ไปพูดอะไรก่อน
นอกจากนี้ เฟิงหงเซี่ยยังมีความกังวลว่า ลี่หรงอาจจะลำเอียงเข้าข้างเฉาเหลียงอวี้ เพราะเฉาเหลียงอวี้อยู่ที่ฝูหรงมานาน แต่ลี่หรงไม่ได้เป็นเช่นนั้น
ลี่หรงเป็นเจ้าของสตูดิโอฝูหรง บางครั้งเมื่อมีกระแสใต้น้ำในหมู่พนักงาน ตราบใดที่ไม่ส่งผลกระทบต่อฝูหรง เธอเลือกที่จะมองข้ามไปบ้าง
นี่แหละคือชีวิตการทำงาน
จ้าวชิงซงยังคงอยู่ที่เมืองหลวง เขาวางแผนจะกลับเมืองหยางหลังจากลี่หรงอยู่ไฟครบเดือน และจัดงานเลี้ยงฉลองเสร็จ
ในช่วงเวลาที่อยู่ในเมืองหลวง เขาไม่ได้อยู่เฉย ๆ เมื่อรู้ว่าลี่หรงได้รับคืนบ้านที่เมืองฝูเจี้ยน และเตรียมจะย้ายฝูหรงไปที่นั่น เขาจึงใช้เวลานี้หาคนมาทำความสะอาดและจัดการบ้านที่เมืองฝูเจี้ยนให้เรียบร้อย
ผู้เช่าที่ย้ายออกไปได้นำข้าวของของตนไปด้วย แต่พวกเขาทำให้บ้านรกรุงรังไปหมด ในห้องโถงมีร่องรอยของกระดาษปะผนังที่ฉีกขาด บางจุดมีคราบเหลืองและดำจากควันน้ำมัน อ่างน้ำส่งกลิ่นเหม็นเน่าเหมือนท่อระบายน้ำ…
โดยสรุปแล้วมันเป็นหายนะ!
เรื่องที่ลี่หรงท้องแก่แล้วต้องมาเจรจากับผู้เช่าหลายครั้งนั้น จ้าวชิงซงไม่ทราบมาก่อน จนกระทั่งเขากลับมาและหาคนมาจัดการบ้าน คุณแม่จ้าวจึงเล่าให้เขาฟัง
เพราะเรื่องนี้ จ้าวชิงซงเลยโกรธจนปวดหัว แต่ก็ไม่กล้าถามลี่หรงว่าทำไมไม่บอกเขา เขาเก็บความรู้สึกไว้ในใจ แล้วจัดการปรับปรุงบ้านใหม่ทั้งหมด จนไม่เหลือร่องรอยของผู้เช่าเลย เขาจึงรู้สึกสบายใจขึ้นบ้าง
พวกผู้เช่าเหล่านั้นตอนนี้ไม่รู้ว่าหนีไปไหนกันหมดแล้ว ความเสียหายที่เกิดจากบ้านที่ถูกทำลายและค่าซ่อมแซมทั้งหมดเลยต้องออกเอง
เพราะลี่หรงอยากจะปรับปรุงบ้านให้เป็นสตูดิโอทำงาน จ้าวชิงซงและทีมก่อสร้างจึงเพียงแค่ปรับปรุงโครงสร้างหลักของบ้านเท่านั้น ส่วนการตกแต่งภายในและเฟอร์นิเจอร์นั้น เก็บไว้ให้ลี่หรงจัดการเองในภายหลัง
เสิ่นรั่วหนิงมาที่บ้านล้อมลาน เพื่อเอาแผนโฆษณาที่ตัวเองทำมาให้ลี่หรง “เธอคิดว่าแบบนี้ได้ไหม? เมืองหลวงมีนักแสดงไม่น้อยเลยนะ หาคนที่เหมาะสมมาใส่เสื้อผ้าของเราถ่ายโปสเตอร์ไปติดหน้าร้าน แล้วจ้างคนไปแปะข้างนอกด้วย”
นี่คือการหาพรีเซนเตอร์นั่นเอง ลี่หรงพยักหน้า “ได้เลย แต่ต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่ล่ะ?”
“ฉันสอบถามมาแล้ว ดาราที่มีชื่อเสียงหน่อยค่าถ่ายโปสเตอร์ห้าพันหยวน ถ้าอยากได้แบบผูกขาดต้องสามหมื่นต่อปี…”
ลวี่สุ่ยเป็นแบรนด์ย่อยของหลานไห่ แต่ลี่หรงและสวีจิ้งตานได้วางแผนไว้แล้วว่า การเงินของลวี่สุ่ยจะแยกออกจากหลานไห่ นอกจากเงินทุนเริ่มต้นแล้ว หากไม่จำเป็นจริง ๆ หลานไห่จะไม่โอนเงินมาให้
ลวี่สุ่ยจะไปได้ไกลและพัฒนาไปถึงระดับใด ไม่สามารถพึ่งพาหลานไห่ได้ทั้งหมด หากต้องทุ่มเงินจากหลานไห่เข้าไปเพื่อจะทำให้ลวี่สุ่ยพัฒนาได้ การก่อตั้งลวี่สุ่ยคงจะไม่มีความหมายอะไร
ตอนนี้รายได้ของลวี่สุ่ยสาขาเมืองหลวงยังไม่น่าพอใจนัก แต่ละเดือนแทบจะพอดีกับค่าเช่าและค่าแรงพนักงาน สุดท้ายทั้งสองคนตัดสินใจจ้างดาราถ่ายโปสเตอร์ โดยดึงเงินมาจากลวี่สุ่ยสาขาเมืองหยาง
ลวี่สุ่ยสาขาเมืองหยางมีรายได้ไม่เลว เพราะตอนแรกติงหลานได้สวมใส่ และยังมีรายงานของต้าฉิน แน่นอนว่ายังมีการออกแบบและคุณภาพที่ดีเยี่ยมของลวี่สุ่ยเอง ทำให้ลวี่สุ่ยมีชื่อเสียงพอสมควรในท้องถิ่น
ถึงขนาดมีคนจากเมืองข้าง ๆ และฮ่องกงตั้งใจมาซื้อ พร้อมกับนำกล้องวิดีโอมาถ่ายภาพด้วย
เมื่อใกล้จะครบกำหนดอยู่ไฟ หวงเซิ่งหนานก็เพิ่งมาถึง ทั้งยังดูอิดโรยมาก
ลี่หรง “เกิดอะไรขึ้นกับเธอหรือ?”
เธอดูแตกต่างจากครั้งก่อนที่พบกันราวกับคนละคน ตอนนั้นเธอดูเปี่ยมไปด้วยพลังและความมั่นใจ
หวงเซิ่งหนานถอนหายใจ “อย่าพูดเลย มีเรื่องวุ่นวายที่บ้านน่ะ ฉันขอโทษนะที่รับปากว่าจะมาอยู่เป็นเพื่อนตอนเธอคลอด แต่กว่าจะมาได้ก็ใกล้จะครบกำหนดอยู่ไฟแล้ว”
“พูดอะไรอย่างนั้น” ลี่หรงไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับหวงเซิ่งหนาน เห็นสภาพของเธอไม่ค่อยดีนัก จึงถามด้วยความเป็นห่วง “ตอนนี้เรื่องทุกอย่างจัดการเรียบร้อยดีแล้วหรือ?”
“คงจะใช่” หวงเซิ่งหนานพูดอย่างคลุมเครือพร้อมรอยยิ้ม “ลูกสาวบุญธรรมของฉันล่ะ? ให้ฉันอุ้มหน่อยสิ โอ้ น่ารักจังเลย! มาดูซิว่าแม่ทูนหัวเอาอะไรดี ๆ มาให้”
หวงเซิ่งหนานนำกล่องเครื่องประดับทองและกำไลเงินมาทั้งกล่อง แล้วสวมกำไลเงินให้เด็กน้อยทันที
นอกจากนี้ หวงเซิ่งหนานยังนำของมาให้ลี่หรง ซึ่งหนึ่งในนั้นคือรังนกมากมาย ลี่หรงเลยพูดขึ้นว่า “เธอซื้อมาเยอะขนาดนั้น เปลืองเงินตายเลย คนไม่รู้ว่ากินรังนก แต่นึกว่ากินเห็ดหูหนูขาว…”
“เธอไม่ต้องสนหรอก ซื้อมาแล้วก็กินสิ ฉันมีเงินเยอะแยะ จะให้เงินเธอโดยตรงก็คงไม่รับ เลยได้แต่ซื้อของพวกนี้มาให้”
ลี่หรงให้อันอันเรียกหวงเซิ่งหนานว่าแม่ทูนหัว
อันอันเจอหวงเซิ่งหนานเป็นครั้งแรก เขายังรู้สึกไม่ชิน แต่เมื่อลี่หรงบอกให้เขาเรียก เขาก็ไม่ลังเลเลยสักนิด
หวงเซิ่งหนานตอบรับ ก่อนจะยิ้มและขยิบตาให้ลี่หรง “ได้เป็นแม่โดยไม่เจ็บตัวเลยนะ”
ลี่หรงส่งเสียงฮึมฮัม “เธอนี่ เป็นแม่ทูนหัวแล้วไม่เตรียมค่าขนมให้หรือไง?”
“เตรียมไว้นานแล้ว” หวงเซิ่งหนานล้วงซองแดงหนา ๆ ออกมาจากกระเป๋า ยัดใส่มืออันอัน “ต่อไปนี้แม่ทูนหัวจะพาหนูไปกินของอร่อย ๆ นะจ๊ะ”
ลี่หรงหัวเราะพรืด “อย่าไปทำให้เด็กเสียนิสัยนะ”
“วางใจเถอะ เขาจะไม่เติบโตมาแบบผิด ๆ หรอก เร็วเข้า! ให้ฉันอุ้มลูกสาวบุญธรรมหน่อย”
ตอนกินข้าว ลี่หรงแนะนำหวงเซิ่งหนานให้ทุกคนรู้จัก
คุณแม่และคุณพ่อจ้าวมองตากันแวบหนึ่ง ‘โอ้! เป็นคนฮ่องกงด้วย’
ในช่วงปี 80 คนฮ่องกงในสายตาของพวกเขาดูเหมือนเป็นนายทุนใหญ่ทั้งนั้น
คุณแม่ลี่แปลกใจมาก “คุณอยู่ฮ่องกง ส่วนลี่หรงอยู่เมืองหยาง พวกคุณสนิทกันได้ยังไง? ทำไมดูเหมือนรู้จักกันมาหลายปีแล้วล่ะ?”
ลี่หรงกะพริบตา “เราสนิทกันตั้งแต่แรกพบเลยนะคะ”
หวงเซิ่งหนานรีบพูดตาม “น่าเสียดายที่เราไม่ได้พบกันเร็วกว่านี้”
พวกเธอต่างเข้าใจว่าหวงเซิ่งหนานเป็นคนที่ลี่หรงรู้จักจากการทำธุรกิจ คุณแม่จ้าวคิดในใจว่า ผู้หญิงคนนี้ดูทันสมัยจริง ๆ แต่งหน้าทาปากสีแดงสด แถมยังมีเงินด้วย อีกฝ่ายเอารังนกมาให้ลี่หรงตั้งมากมาย เธอเคยได้ยินมาว่าของพวกนั้นแพงมากเลยนะ!
ก่อนหน้านี้ลี่หรงบอกว่าเป็นของที่เพื่อนให้มา ตอนแรกคุณแม่จ้าวไม่ค่อยเชื่อ ถึงตอนนี้เธอจะเชื่อแล้ว แต่เธอก็กังวลอีก ไม่ว่าหวงเซิ่งหนานจะรวยหรือไม่ แต่อีกฝ่ายให้ของมีค่าขนาดนี้มาแล้วจะตอบแทนอย่างไรดี?
เมื่อรู้ว่าหวงเซิ่งหนานจะพักอยู่ที่นี่สักพัก คุณแม่จ้าวจึงมีความคิดหนึ่งขึ้นมา ดังนั้น บนโต๊ะอาหารที่บ้านทุกมื้อจะต้องมีอาหารจานเนื้อเพิ่มขึ้นอีกสองจาน!