ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 414 เปิดฉาก
บทที่ 414 เปิดฉาก
ลี่หรงแบ่งสิทธิ์ให้เสิ่นรั่วหนิงและเซี่ยซินอี๋ “พวกคุณลองดูสิว่า มีลูกค้าฐานะดีคนไหนที่เราสามารถเชิญมาชมแฟชั่นโชว์ได้บ้าง”
เสิ่นรั่วหนิงถาม “แบบนี้พวกเขาจะไม่รู้สึกว่าเราแค่ดึงพวกเขามาซื้อของเหรอ? พวกเขาจะไม่พอใจหรือเปล่า?”
ลี่หรงครุ่นคิดครู่หนึ่ง “ไม่หรอก แต่ถ้ากังวล คุณสามารถบอกพวกเขาล่วงหน้าได้ว่าไม่มีการบังคับให้ใช้จ่าย และถ้าต้องการสั่งตัดเสื้อผ้า ต้องรอหลังจากแฟชั่นโชว์จบก่อน” แล้วเสริมอีกว่า “เราเชิญพวกเขามาดูแฟชั่นโชว์เป็นหลัก แต่ถ้ากังวลจริง ๆ ไม่ต้องให้บัตรเชิญพวกเขาก็ได้”
เสิ่นรั่วหนิงเข้าใจแล้ว เธอจึงพูดถึงลวี่สุ่ยว่า “เนื่องจากโฆษณาปีที่แล้ว ยอดขายของลวี่สุ่ยพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อไม่นานมานี้ฉันได้ยินป้าของฉันพูดว่า โฆษณาเชิญชวนที่โพสต์บนอินเทอร์เน็ตดูเหมือนจะได้ผล มีคนโทรมาสอบถามเกี่ยวกับการเข้าร่วมแฟรนไชส์ประมาณสิบกว่าคนเชียวละ”
“เรื่องนี้น้าตานเล่าให้ฉันฟังแล้ว แต่ดูเหมือนว่ายังไม่ได้ตกลงกันสักที ทุกคนมาดูได้ไม่นานก็วิ่งหนีกันไปหมด”
เสิ่นรั่วหนิง “จะเป็นไปได้ไหมว่าค่าแฟรนไชส์แพงเกินไป?”
ลี่หรงขมวดคิ้วครุ่นคิดสักครู่ “แพงเหรอ? น่าจะไม่แพงนะ”
ค่าแฟรนไชส์นี้ ลี่หรงกำหนดขึ้นตามยุคสมัยหลัง กับการที่สวีจิ้งตานลงไปศึกษาตลาดในช่วงนี้ ยิ่งไปกว่านั้น แบบแปลนการตกแต่งของลวี่สุ่ย และการจัดส่งสินค้าก็หักเปอร์เซ็นต์ไม่มาก ส่วนใหญ่ให้กับผู้รับแฟรนไชส์เกือบทั้งหมด
ลี่หรงทุ่มเงินมากมายไปกับการโฆษณา และยังเป็นหนึ่งในสามโฆษณาเสื้อผ้าชั้นนำอีกด้วย ผู้ร่วมทุนแทบไม่ต้องเสียเงินในการประชาสัมพันธ์เลย เพียงแค่แขวนเสื้อผ้าของลวี่สุ่ยไว้ก็จะมีคนมาซื้อ
ในยุค 80 การทำธุรกิจเสื้อผ้านั้นทำเงินได้จริง ๆ แม้ว่าลวี่สุ่ยจะเป็นเสื้อผ้าสำเร็จรูประดับกลางถึงสูง แต่ในปัจจุบันคู่แข่งยังมีน้อย แม้ราคาจะสูงหน่อยก็ยังมีตลาดรองรับ
แต่ทำไมผู้ร่วมทุนที่มาเจรจาถึงไม่มีใครตกลงสักคนเดียว?
ลี่หรงคิดอย่างไรก็คิดไม่ออก แต่ช่างเถอะ ตอนนี้ลี่หรงต้องพุ่งความสนใจไปที่งานแฟชั่นโชว์เป็นหลัก
ยังเหลือที่ว่างไม่มาก ลี่หรงไม่รู้ว่าเหล่าดาราจะยินดีมาหรือไม่ ถ้าพวกเขามาถือเป็นกำไร แต่ถ้าไม่มาก็ไม่ได้ขาดทุนอะไร เธอจึงส่งบัตรเชิญไปให้ติงหลาน ซ่างกวนเจียซิน และซ่งจู่หนิง
ติงหลานตอบกลับมาทันที “โอ้! ฉันติดตามมาตลอดเลยนะ ก่อนหน้านี้ฉันถามเฉาเหลียงอวี้แล้ว เธอบอกว่าดูเหมือนจะเชิญแต่ลูกค้าเก่า ฉันคิดว่าตัวเองคงไม่มีคุณสมบัติพอ เลยไม่กล้าถาม ตอนหลังพอรู้ว่าต้าฉินได้รับเชิญด้วย ฉันก็คิดว่าตัวเองคงไม่มีหวังแน่ ๆ”
ลี่หรงหัวเราะเบา ๆ พลันคิดในใจว่า ยอดสั่งซื้อของเธออาจจะไม่ถึงมาตรฐานลูกค้าเก่า แต่เธอมีชื่อเสียงพอตัวเลยนะ!
เมื่อถึงเวลานั้น นักข่าวที่มาก็จะช่วยประชาสัมพันธ์ด้วย!
แม้ซ่างกวนเจียซินและซ่งจู่หนิงไม่ได้ตอบกลับทันที แต่ไม่กี่วัน พวกเธอได้บอกว่าจะมาร่วมงานเช่นกัน
ลี่หรงขมวดคิ้ว “สถานที่จัดงานรองรับผู้ชมได้ไม่มาก ถ้าเป็นไปได้ ฉันหวังว่าคุณจะให้คำตอบที่แน่นอน เพื่อหลีกเลี่ยงการมีที่นั่งว่างมากเกินไปบนรันเวย์ ซึ่งจะดูไม่ค่อยดีนัก”
ซ่งจู่หนิงเป็นนักแสดงหญิงอารมณ์ร้อน พอได้ยินคำพูดของลี่หรง เธอรู้สึกว่าลี่หรงกำลังบีบบังคับให้ตัดสินใจ เลยรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาทันที “งั้นก็ไม่ต้องเชิญฉันสิ แค่แฟชั่นโชว์เท่านั้นเอง มีอะไรน่าดูกัน? ถ้าก่อนหน้านี้เจียซินไม่ได้ชวนฉันไปสั่งตัดชุดด้วย ฉันคงไม่สนใจโรงงานเล็ก ๆ ของพวกคุณหรอก”
คำพูดซ่งจู่หนิงไม่ธรรมดาเลย ลี่หรงขมวดคิ้ว ทำไมซ่งจู่หนิงคนนี้ถึงแตกต่างจากตอนที่เจอกันครั้งก่อนมากขนาดนี้นะ?
นี่คือความแตกต่างระหว่างการแสดงออกต่อหน้าและลับหลังที่เล่าลือกันใช่ไหม?
หยิ่งจองหองอย่างนั้นหรือ?
ลี่หรงวางสายทันที เธอไม่ยอมตามใจอีกฝ่ายแบบนี้แน่!
ช่วงนี้ซ่งจู่หนิงงานน้อย เงินก็น้อยตามไปด้วย เธอรู้สึกว่ามีคนกำลังกลั่นแกล้งเธออยู่ เมื่อลี่หรงพูดแบบนี้ ซ่งจู่หนิงเลยอดไม่ได้ที่จะพูดประชดประชันไปหลายประโยค เมื่อพบว่าลี่หรงวางสายไปตั้งแต่เมื่อไหร่ไม่รู้ เธอก็ยิ่งโมโหกว่าเดิม แล้วรีบโทรหาซ่างกวนเจียซินทันที
ซ่งจู่หนิงค่อนข้างสนิทกับซ่างกวนเจียซิน ไม่เช่นนั้นพวกเธอคงไม่มาที่สตูดิโอฝูหรงด้วยกัน
ซ่งจู่หนิงรู้สึกว่าลี่หรงแสดงพฤติกรรมไม่น่าพอใจ เธอจึงไปบ่นกับซ่างกวนเจียซิน เธอคิดว่าลี่หรงจะต้องเชิญซ่างกวนเจียซินแน่นอน ซ่งจู่หนิงจึงหวังให้อีกฝ่ายปฏิเสธที่จะไปร่วมงานแฟชั่นโชว์อะไรนั่นของลี่หรงเช่นกัน
แต่ซ่างกวนเจียซินไม่รู้สึกว่าลี่หรงทำอะไรล่วงเกินซ่งจู่หนิง และในการติดต่อครั้งที่สาม เธอได้ตอบตกลงกับลี่หรงแล้วว่าจะเข้าร่วมงานนี้
ซ่างกวนเจียซินได้ยินซ่งจู่หนิงบ่นเรื่องลี่หรงตลอด เธอเลยไม่รู้จะพูดกับอีกฝ่ายอย่างไร
ซ่งจู่หนิงพูดจนเสียงแหบแห้ง ก่อนจะถามว่า “เธอไม่ได้ตอบตกลงใช่ไหม? นิสัยแย่ขนาดนั้น ทำเหมือนคนอื่นเป็นลูกน้องไปหมด พอเชิญปุ๊บก็ต้องตอบตกลงทันทีเลยหรือไง?”
“…ฉันตกลงไปแล้ว” ซ่างกวนเจียซินพูดความจริงออกมา
“หา?” ซ่งจู่หนิงรู้สึกผิดหวังและไม่พอใจ “เธอตกลงไปได้ยังไง? ไม่รู้เหรอว่านิสัยของผู้หญิงคนนั้นแย่แค่ไหน ฉันพูดแค่สองประโยค ผู้หญิงคนนั้นก็วางสายฉันไปเลย!”
ซ่างกวนเจียซินรอจนกระทั่งซ่งจู่หนิงหยุดพูด จึงกล่าวว่า “ฉันคิดว่านิสัยของคุณลี่ไม่ได้แย่อย่างที่เธอพูดหรอก งานครั้งนี้คุณลี่ยังอุตส่าห์นำบัตรเชิญมาให้ด้วยตัวเอง ถือว่ามีความจริงใจมากทีเดียว ลองถามดูสิว่ามีเจ้าของสตูดิโอไหนที่มาเชิญแขกด้วยตัวเองแบบนี้บ้าง?”
ซ่งจู่หนิงเงียบไปครู่หนึ่ง แต่เธอยังรู้สึกไม่พอใจนัก “แต่ฉันปฏิเสธไปแล้ว!”
สิ่งที่เธอไม่ได้พูดคือ หลังจากที่ถูกลี่หรงวางสาย เธอก็ไม่กล้าไปร่วมงานแฟชั่นโชว์แล้ว
ซ่างกวนเจียซินพูดอย่างจนปัญญา “ฉันบอกแล้วว่า เธอต้องปรับนิสัยของเสียใหม่ อีกอย่างเธออาจจะถูกที่บ้านตามใจมากเกินไป พอเข้าบริษัทก็มีคนคอยดูแล และตัวเธอเองไม่คิดจะทำความเข้าใจเกี่ยวกับแฟชั่นด้วย” ซ่างกวนเจียซินหยุดพูดชั่วครู่ แล้วพูดต่อ “แต่ถ้าเธอสนใจ เธอจะรู้ว่าฝูหรงเป็นสตูดิโอที่ดีมาก แบรนด์ดัง ๆ จากต่างประเทศหลายแบรนด์ก็เริ่มต้นแบบนี้ แฟชั่นโชว์ครั้งนี้สำคัญสำหรับสตูดิโอมาก การที่พวกเขาจะเข้มงวดในบางเรื่องก็ควรจะเข้าใจ”
ซ่งจู่หนิงหน้าแดง ไม่รู้จะพูดอะไรต่อดี เธอยังอยากจะเกลี้ยกล่อมซ่างกวนเจียซินไม่ให้ไปงานแฟชั่นโชว์ แต่ตอนนี้กลับพูดไม่ออกแล้ว พลันคิดว่าตัวเองดูเหมือนคนเรื่องมาก ขี้งอน และไม่รู้เรื่องอะไรเลย
ซ่งจู่หนิงกลับไปบริษัทและหาข่าวแฟชั่นมาอ่าน จึงพบว่ามีข่าวเกี่ยวกับฝูหรงอยู่มากมาย เธอรู้สึกเสียใจอยู่บ้างที่ตอนนั้นไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้ ตอนนี้แม้แต่โอกาสที่จะไปดูแฟชั่นโชว์ครั้งแรกของแบรนด์ในประเทศก็ไม่มีแล้ว
แถมยังมีนักข่าวอีกไม่น้อยที่คอยปล่อยข่าว ทำให้ความอยากรู้อยากเห็นของประชาชนเกี่ยวกับแฟชั่นโชว์เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อถึงวันงาน แน่นอนว่าจะต้องมีนักข่าวจำนวนมากถือกล้องมานั่งรอ
ซ่งจู่หนิงรู้สึกว่าตัวเองอาจจะพลาดโอกาสดี ๆ ไปแล้ว! บรรดานักแสดงที่ไปร่วมงาน คงจะได้รับการสัมภาษณ์จากสื่อและได้ขึ้นข่าว หากกระแสมาแรง อาจมีผู้กำกับและผู้จัดคนอื่น ๆ สนใจ และเชิญพวกเธอไปแสดงภาพยนตร์ด้วย