ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 49 คุณเข้าใจการทำฟาร์มสุกรไหม?
ตอนที่ 49 คุณเข้าใจการทำฟาร์มสุกรไหม?
จ้าวชิงซงเรียกพวกเขาให้หยุด
โม่เซิง “มีอะไรเหรอเหล่าจ้าว?”
จ้าวชิงซงถามด้วยสีหน้าเรียบเฉยว่า “พี่โม่ คุณเข้าใจการทำฟาร์มสุกรไหม?”
“หา!” โม่เซิงตกตะลึง เมื่อเขาเห็นจ้าวชิงซงมองตนด้วยดวงตาที่ลุกเป็นไฟ หัวใจของเขาก็เต้นรัว ก่อนจะรีบส่ายหน้าอย่างรวดเร็ว “ไม่เลย… ผมไม่เข้าใจการทำฟาร์มสุกรเลยแม้แต่น้อย”
จ้าวชิงซงพยักหน้าแล้วยิ้ม “งั้นพี่โม่ก็ค่อย ๆ เดินเถอะ”
หลังจากออกจากกระท่อม โม่เซิงและพี่หยานก็เดินออกจากฟาร์มสุกร ทั้งคู่ถอนหายใจด้วยความโล่งอกพร้อมกัน
ความกดดันของจ้าวชิงซงเมื่อครู่นั้นราวกับต้องการหยั่งเชิง ทว่าโม่เซิงไม่รู้ว่าอีกฝ่ายหมายถึงอะไร และคิดการจะทำอะไรต่อไปอีกในอนาคต
ทั้งสองออกจากการเป็นหุ้นส่วน การพิสูจน์ความสำเร็จหรือความล้มเหลวในอนาคตของฟาร์มสุกรไม่เกี่ยวอะไรกับพวกเขาอีกต่อไป
พี่หยานรู้สึกเสียใจทันทีที่ได้เงิน รู้สึกหดหู่ใจอย่างบอกไม่ถูก ก่อนพูดว่า “โม่เซิง ถ้าในตอนนี้เราสองเลี้ยงลูกหมูเหล่านั้นอยู่ เราก็น่าจะได้เงินปันผลแล้วใช่หรือเปล่า?”
โม่เซิงพูดเหน็บแนมว่า “จะไปรอดได้อย่างไร ดูอย่างเจ้าของคนเดิมที่เป็นญาติของผมสิ เขาเพิ่งส่งต่อฟาร์มให้จ้าวชิงซง เพราะตัวเองทำต่อไม่ได้แล้วไม่ใช่เหรอ เด็กคนนี้เหมือนลูกวัวเพิ่งเกิดจึงไม่คิดกลัวเสือ ปล่อยจ้าวชิงซงไปเถอะ เราทำเพียงแค่รอดูจุดจบของละครเรื่องนี้กันต่อไปก็เท่านั้น”
ในกระท่อมฟาร์มสุกร
สวีฟู่พูดด้วยความโกรธว่า “ชิงซง คุณใจดีเกินไปหรือเปล่า พวกเขาเข้ามาหาประโยชน์จากคุณ แล้วก็วิ่งหนีไปทันทีที่มีเรื่องเกิดขึ้น”
จ้าวชิงซงยิ้มเยาะ “ปล่อยให้พวกเขาทำอย่างที่ต้องการเถอะ วันนี้ผมเรียกพวกคุณมาที่นี่ เพราะมีเรื่องจะปรึกษาหารือ”
แม้ว่าจ้าวชิงซงจะดูแลฟาร์มสุกร แต่เมื่อมีปัญหาใหญ่เกิดขึ้น เขาจะแจ้งให้สมาชิกคนอื่นทราบด้วยเช่นกัน
ตัวอย่างเช่น จ้าวชิงซงบอกพวกเขาถึงความยากลำบาก ที่ฟาร์มกำลังเผชิญในตอนนี้
เจิ้งเต๋อหยางมีสีหน้าเคร่งขรึม “หมูใน ‘ตลาดเสรี’ มีคนขายประจำอยู่แล้ว ถ้าเราไปที่นั่น เราจะต้องถูกคนอื่นกดราคาอย่างเลี่ยงไม่ได้แน่”
จ้าวชิงซงกล่าวว่า “ทำไปทีละขั้นเถอะ ผมจะลองไปถามราคาดูก่อน ถ้ามันค่อนข้างต่ำก็ไม่เป็นอะไร แค่ทยอยขายบางส่วนออกก่อน เพื่อให้ผ่านสถานการณ์ปัจจุบันไปได้ แต่ถ้าราคาต่ำเกินไปก็ไว้ค่อยคุยกันทีหลัง”
จ้าวชิงซงส่งสหายทั้งสามออกไป ก่อนเข้าไปดูลูกหมูในคอก
ลูกหมูเหล่านั้นถูกเลี้ยงมาประมาณสามเดือนและมีขนาดตามที่กำหนด แต่หมูป่วยบางตัวกลับน้ำหนักลดลงมา
“หัวหน้าจ้าว” ชายวัยกลางคนสวมเสื้อกั๊กสีน้ำเงินกรมท่า ยืนอยู่ตรงหน้าเขา ขณะกำลังอุ้มลูกหมูและให้อาหารมันด้วยกระบอกไม้ไผ่ พอเห็นจ้าวชิงซงจึงรีบทักทาย
จ้าวชิงซงโบกมือให้เขาป้อนอาหารลูกหมูต่อไป
ลูกหมูที่ถูกบังคับป้อนอาหาร น่าจะถูกหลอดไม้ไผ่แทงเข้าไปในลำคอจึงส่งเสียงร้องดัง
คนเลี้ยงหมูวางลูกหมูลงบนพื้น พลางตบก้นมัน จากนั้นลูกหมูก็ร้อง “อี๊ดอี๊ด” แล้วเดินจากไป
“อาจารย์เจิ้ง วันนี้เป็นยังไงบ้าง?”
คนที่บังคับให้อาหารหมูเมื่อกี้คืออาจารย์เจิ้ง
อาจารย์เจิ้งเติมอาหารหมูในกระบอกไม้ไผ่เปล่าแล้วพูดว่า “หลังฉีดยา รู้สึกว่าอาการดีขึ้นนิดหน่อย แต่ยังกินได้ไม่เยอะมากนัก ต้องป้อนก่อนจึงจะกินได้ เดี๋ยวต้องฉีดยาอีกเพื่อดูว่าจะดีขึ้นไหม หัวหน้าจ้าว เข็มชุดที่สองจะมาถึงตอนไหนเหรอ?”
จ้าวชิงซงนั่งยอง ๆ แตะลูกหมูในกรงที่ยังไม่ถูกป้อนอาหาร แล้วพูดว่า “เร็ว ๆ นี้ครับ”
เขาเดินไปรอบ ๆ คอกหมู มองดูหมูที่กำลังป่วย แล้วสุดท้ายก็ไปดูหมูตัวใหญ่ที่เกือบจะพร้อมสำหรับการขายแล้ว
ในใจพลางคิดถึงอนาคตฟาร์มสุกร
ลูกหมูป่วยเป็นโรคเบื่ออาหารและไม่สามารถรอการฉีดยาได้ จ้าวชิงซงจึงไปที่ ‘ตลาดเสรี’ ใกล้ ๆ หลายแห่งในวันรุ่งขึ้น
โรคหมูนี้ไม่ได้พบเฉพาะในฟาร์มสุกรของจ้าวชิงซงเท่านั้น แต่ยังพบในฟาร์มสุกรอื่น ๆ ด้วย
แต่สำหรับหมูในฟาร์มสุกรอื่น สถานการณ์อาจไม่ร้ายแรงมากนัก เนื่องจากมีหมูโตเต็มไวมากกว่าลูกหมูตัวเล็ก
ปริมาณเนื้อหมูที่พวกเขาจัดหาให้กับ ‘ตลาดเสรี’ ทุกวัน จึงไม่ได้แตกต่างจากเมื่อก่อนมากนัก
ส่งผลให้พ่อค้าเนื้อหมูที่นั่นไม่ต้องการแหล่งเนื้อหมูเพิ่ม
จ้าวชิงซงเดินไปหลายแห่ง แต่ก็ได้คำตอบเหมือนกันหมด
มีพ่อค้าใน ‘ตลาดเสรี’ บอกว่าเขาสามารถช่วยซื้อหมูของจ้าวชิงซงได้บางส่วน แต่ราคาจะถูกกดจนต่ำ
ไม่มีเงินก็ต้องพยายามหา จ้าวชิงซงยังคงต้องหาทางขายหมูเพิ่มอีก
จ้าวชิงซงผิดหวัง เขาต่อรองอีกสองสามคำ ชายคนนั้นก็ยังคงดูเหมือนไม่แยแส ชายหนุ่มจึงต้องปฏิเสธด้วยรอยยิ้มฝืดเฝื่อน
อีกฝ่ายกดราคาต่ำเกินไป จ้าวชิงซงจึงเดินออกมา มองขึ้นไปบนท้องฟ้าสีเทา ก่อนใช้มือปิดตา
เมื่อลืมตาขึ้นอีกครั้ง นัยน์ตาเขาฉายแววเหนื่อยล้า แต่เต็มเปี่ยมไปด้วยความไม่เต็มใจที่จะยอมรับความพ่ายแพ้
เขาลูบหน้าอย่างแรง ให้กำลังใจตัวเอง แล้วนั่งเทียมเกวียนวัวกลับบ้าน
เกือบจะถึงเดือนพฤศจิกายน อากาศเริ่มหนาวจัด ลี่หรงได้สวมเสื้อโค้ตแล้ว
วันนี้อารมณ์ของจ้าวชิงซงยังคงตึงเครียด ลี่หรงจึงรู้สึกว่าปัญหาดังกล่าวยังคงไม่ได้รับการแก้ไข
ซุปไก่กำลังเดือดปุ ๆ อยู่ในหม้อ ลี่หรงทำบะหมี่ไก่ฉีกไว้สำหรับจ้าวชิงซง ชายหนุ่มเหนื่อยจากการออกไปตากแดดตากลมข้างนอกมาทั้งวัน ลี่หรงจึงอยากให้เขารู้สึกสบายใจมากขึ้นเมื่ออยู่บ้าน
อาหารอร่อยจะช่วยเยียวยาจิตใจที่เหนื่อยล้า
คืนหนึ่งผ่านไป อุณหภูมิภายนอกก็ลดลงอีกครั้ง
เมื่อจ้าวชิงซงตื่นมา ความหนาวเย็นก็เข้ามาถึงเตียง ลี่หรงยุกยิกพลางขดตัวอยู่บนเตียง เธอตื่นแล้วแต่ยังไม่อยากลืมตา
เมื่อชายหนุ่มช่วยห่มผ้าให้ภรรยา อีกฝ่ายจึงถามด้วยเสียงอู้อี้ว่า “นี่กี่โมงแล้วคะ?”
จ้าวชิงซงแตะนาฬิกาที่เธอวางไว้บนตัวเตียง แล้วมองเข็มนาฬิกาในแสงสลัว “เพิ่งจะหกโมงเช้า คุณนอนต่ออีกหน่อยเถอะครับ”
วันนี้จ้าวชิงซงออกเดินทางไปไกลกว่านั้น แต่ก็พบว่าสถานการณ์ยังคงเหมือนเดิม
เมื่อเป็นเช่นนั้น จ้าวชิงซงจึงถือโอกาสกดราคาลง
เขาพยายามทำทุกวิถีทางที่คิดออก ทั้งนิสัยกาารบริโภคของลูกค้า และการรับซื้อของร้าน ก็มีปริมาณที่กำหนดไว้แน่นอนเช่นกัน
มันจะไม่เพิ่มขึ้นกะทันหัน
มีใครกินเนื้อหมูเยอะ ๆ ได้ในคราวเดียวบ้าง?
จ้าวชิงซงรู้สึกหดหู่เล็กน้อย ก่อนขับเทียมเกวียนวัวกลับบ้าน
ที่บ้าน ลี่หรงกำลังเย็บเสื้อผ้าด้วยจักรเย็บผ้า
ผ้าฝ้ายที่แม่ลี่ซื้อในเมืองหลวง ลี่หรงจึงวางใจแล้วนำผ้ามาทำเสื้อผ้าให้ลูกในท้อง
วันครบกำหนดคลอดคือในฤดูใบไม้ผลิ ดังนั้นลี่หรงจึงไม่จำเป็นต้องทำเสื้อผ้าหนา ๆ และทำเพียงเสื้อผ้าแขนยาวตัวบางแทน
เมื่อจ้าวชิงซงกลับมาถึงบ้าน เธอกำลังเย็บกางเกงตัวหนึ่งอยู่ เมื่อได้ยินการเคลื่อนไหวก็รู้ว่าสามีกลับมาแล้ว เธอจึงขยับตัวแล้วลุกออกไปข้างนอก
“วันนี้เป็นยังไงบ้างคะ?” ลี่หรงถาม
จ้าวชิงซงจิบน้ำร้อนแล้วส่ายหน้า “เดี๋ยวผมจะไปฟาร์มนะครับ พรุ่งนี้จะกินอะไรดี ผมจะได้ไปบอกคนขายเนื้อหมู”
ขณะที่ลี่หรงกำลังจะพูด ก็มีคนเคาะประตูด้านนอกลานบ้าน ตามมาด้วยเสียงของซ่งเสี่ยวซานที่ดังขึ้นพร้อมกัน “พี่ชิงซง! พี่ชิงซง! อยู่บ้านหรือเปล่า?”
“มาแล้ว!” จ้าวชิงซงตะโกนตอบข้างนอก ลูบหลังลี่หรง แล้วออกไปเปิดประตู
ซ่งเสี่ยวซานเดินตามเขาเข้ามา แล้วถามว่า “พี่ชิงซง ช่วงนี้พี่ยุ่งอะไรหรือเปล่า เราไม่ค่อยได้เจอกันเลย”
“มีเรื่องวุ่นนิดหน่อยน่ะ” จ้าวชิงซงนั่งบนเก้าอี้ “มาหาฉันมีอะไรหรือเปล่า”
ซ่งเสี่ยวซานหัวเราะ “ปีที่แล้วพี่ไม่ได้ทำธุรกิจกุนเชียงเหรอ พวกเถ้าแก่ต่างก็สงสัยว่าทำไมปีนี้พี่ไม่ทำ พวกเขากำลังรอซื้ออยู่น่ะ เลยบอกให้ผมมาถาม”
จ้าวชิงซงพูดโดยไม่ได้คิดอะไรว่า “พี่สะใภ้ของนายท้องอยู่ ฉันไม่อยากให้ภรรยาทำงานเท่าไหร่ เธอรู้สึกไม่สบายใจที่ได้กลิ่นเนื้อ เลยไม่ได้ทำกุนเชียงแล้วน่ะ”
“พี่ชิงซง พี่ใส่ใจภรรยาจริง ๆ” ซ่งเสี่ยวซานยกนิ้วให้ด้วยรอยยิ้ม จากนั้นสีหน้าของเขาก็จริงจังขึ้น