ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 65 ไปบ้านเจิ้งเต๋อหยาง
ตอนที่ 65 ไปบ้านเจิ้งเต๋อหยาง
จัดการเรื่องบัญชีของฟาร์มสุกร
จ้าวชิงซงจ่ายค่าจ้างและอั่งเปาปีใหม่ให้กับคนงาน จากนั้นจึงจัดการประชุมเพื่ออธิบายเรื่องนี้
“ก็อย่างที่ทุกคนทราบกันดีนะครับ ปีนี้ผมเอาลูกหมูมาเลี้ยงเยอะมาก ทำให้เรามีงานต้องทำในช่วงปีใหม่ ใครอยากอยู่เลี้ยงหมูก็บอกได้นะครับ เพราะเราต้องให้อาหารหมูในวันปีใหม่ด้วยครับ”
เนื่องจากประสบการณ์ที่ได้จากปีที่แล้ว จ้าวชิงซงจึงซื้อลูกหมูชุดหนึ่งก่อนปีใหม่ปีนี้ เพื่อให้แน่ใจว่าเขาจะขายเนื้อหมูได้ตลอดทั้งปี
มีหมูก็หมายถึงมีงานต้องทำ
มีงานต้องทำก็หมายถึงมีเงิน
คนงานหลายคนพร้อมทำงาน
นั่นหมายถึงต้องเลี้ยงหมูช่วงปีใหม่
หลังจากทำงานหนักมาทั้งปี ในที่สุดก็ต้องรอจนถึงปีใหม่ถึงจะได้พักผ่อน ไม่ว่าใครก็อยากอยู่บ้านกับครอบครัวทั้งนั้น
คนงานที่มีอายุมากไม่ได้สนใจเรื่องนี้เลย เพราะเลือกกลับบ้านไปเฉลิมฉลองปีใหม่
ส่วนพวกที่อายุน้อย ก็เฝ้ารอให้ถึงปีใหม่ เพราะจะได้พักผ่อนให้เต็มที่
จ้าวชิงซงเข้าใจพวกเขาดีและไม่ได้บังคับอะไร เขาบอกว่าเป็นเรื่องของความสมัครใจ แล้วยังบอกด้วยว่า “ค่าจ้างสำหรับคนที่อยู่ทำงานในช่วงปีใหม่ เป็นสามเท่าของค่าจ้างปกติครับ”
สามเท่า!
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้หลุดออกมา ทุกคนก็ตกตะลึง
ความตกใจบนใบหน้าของคนงาน ฉายให้เห็นได้ชัดเจน
จ้าวชิงซงยิ้ม “แค่ประมาณสิบวันเท่านั้น ว่ายังไงครับ มีใครอยากอยู่ทำต่อบ้าง”
“ผมจะอยู่ครับ!” คนงานวัยสามสิบตอบเป็นคนแรก
จากนั้นหลายคนก็ดีใจที่จะได้อยู่ทำงานต่อ
จ้าวชิงซงจดชื่อของพวกเขาไว้ ส่วนคนที่ไม่อยู่ก็สามารถกลับบ้านก่อนได้
จ้าวชิงซงจำเป็นต้องจัดหน้าที่ใหม่ให้คนที่จะอยู่ทำงานต่อ…
มีการจ่ายค่าจ้างให้พวกลูกน้อง แล้วส่วนหนึ่งก็แบ่งไว้เป็นค่าใช้จ่ายรายวัน สำหรับการดำเนินกิจการฟาร์มสุกร ส่วนที่เหลือแบ่งให้จ้าวชิงซงและเพื่อน ๆ ที่เป็นหุ้นส่วนหลายคน
สวีฟู่ได้รับมากกว่าเจ็ดพัน ซึ่งเยอะกว่าปีที่แล้วสามพัน เขามีความสุขมากจนอดพูดไม่ได้ว่า “พี่จ้าว พี่คือสวรรค์มาโปรดของผมเลยครับ!”
จ้าวชิงซงยิ้ม “ช่วงครึ่งปีแรกไม่มีหมู ไม่งั้นเราคงจะทำเงินได้เยอะกว่านี้ แล้วหมูรุ่นก่อนก็ยังได้ร่วมมือจากคนมีอำนาจด้วย ก็เลยทำให้หมูขายได้ราคาดีครับ”
เจิ้งเต๋อหยางพยักหน้าด้วยความชื่นชม “ถูกต้องแล้วน้องจ้าว โลงศพของผมประดับด้วยทองคำได้แล้ว มองคนไม่ผิดจริง ๆ อีกไม่นานก็จะปีใหม่แล้ว พรุ่งนี้ทุกคนมากินมื้อเย็นที่บ้านผมกันเถอะ ผมจะเตรียมอาหารอร่อยไว้ให้”
“ได้เลยครับ”
“ฮิ ๆ ทำเงินได้เยอะขึ้นในปีหน้าอีกงั้นเหรอ…” สวีฟู่ฝันหวานขณะนับเงินในมือ
จ้าวชิงซง “แน่นอนอยู่แล้ว ขอแค่กล้าที่จะลงมือ เงินทองก็จะหลั่งไหลเข้ามา”
“อ๋อ! ใช่แล้ว พวกคุณพาครอบครัวมาทานอาหารเย็นด้วยกันได้นะ”
จ้าวชิงซงกล่าวว่า “ผมจะกลับไปคุยกับภรรยาที่บ้านก่อนนะครับ ผมมีลูกเล็กที่บ้าน ปล่อยให้เขาอยู่ที่บ้านคนเดียวไม่ได้น่ะครับ”
“จะเป็นอะไรไป ก็พาเด็กน้อยมาด้วยเลยสิครับ”
สวีฟู่เกาหัวด้วยความเขินอาย “ลูกของพี่จ้าวคลานได้แล้ว แต่ผมยังไม่มีใครเลย”
“ฮ่า ๆ ๆ ถ้าอย่างนั้นคุณก็ยิ่งต้องมาเลยครับ” เจิ้งเต๋อหยางตบไหล่สวีฟู่ “ผมจะแนะนำสาวให้รู้จัก”
ดวงตาของสวีฟู่เป็นประกาย “งั้นก็ขอบคุณล่วงหน้าครับคุณอา!”
เมื่อกลับถึงบ้าน จ้าวชิงซงก็บอกลี่หรงว่าเกิดอะไรขึ้น
ลี่หรงกำลังเล่นกับลูกน้อยในอ้อมแขนของเธอ หลังจากได้ฟังแล้ว เธอก็เหลือบมองเขา แล้วถามว่า “ทำไมคุณไม่ชวนเพื่อน ๆ ของคุณมาทานอาหารเย็นที่บ้านเราล่ะคะ?”
“มีคนเยอะเกินไปครับ ทุกคนในฟาร์มสุกรจะมากินข้าวร่วมกันทั้งที จะไม่เหนื่อยแย่เหรอครับ?” จ้าวชิงซงเล่นกับอันอัน “คุณจะไปด้วยไหมครับ?”
“ไปสิคะ ทำไมจะไม่ไป” ลี่หรงลูบหน้าอกของเด็กน้อย “พาอันอันของเราไปด้วยค่ะ”
ก่อนออกจากบ้าน ลี่หรงขอให้จ้าวชิงซงเตรียมของฝากด้วย ใช้กระดาษมันห่อกุนเชียงตากแห้งที่บ้านหลายจิน แล้วเพิ่มนมมอลต์ไปอีกหนึ่งกระป๋อง ก็เป็นอันเรียบร้อย
หมู่บ้านที่ครอบครัวของเจิ้งเต๋อหยางอาศัยอยู่นั้น อยู่เกือบจะถึงอำเภอ แต่ไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของอำเภอ และอยู่ค่อนข้างไกลจากหมู่บ้านต้าเจียง
รถโดยสารมาไม่ถึง
จ้าวชิงซงจึงตัดสินใจเอาเทียมเกวียนวัวไป
ลี่หรงห่อเด็กน้อยไว้แน่น ผ้าทั้งด้านในและด้านนอกรวมเป็นสามชั้น เพื่อป้องกันไม่ให้โดนลมหนาวทำให้ใบหน้าอันอ่อนโยนของเขาแตก และเธอยังทาครีมให้เขาด้วย
หลังจากแต่งตัวเสร็จ เธอก็หอมแก้มเด็กชายตัวน้อย ที่ยอมให้แต่งตัวอย่างเชื่อฟัง
ลี่หรงทาครีมให้ตัวเอง สักพักจึงสังเกตว่าใบหน้าของชายหนุ่มนั้นแห้งแตก เธอจึงทาให้เขาด้วย
เด็กน้อยถูกผ้าห่อไว้แน่น จึงไม่เข้าใจถึงความหนาวเย็น แม้ว่าลี่หรงจะกอดเขาไว้ เขาก็ยังเตะขาไปมา พยายามจะเอื้อมมือไปแตะวัว
ลี่หรงกล่อมเขาให้อยู่นิ่ง ในขณะที่ทำความรู้จักกับเจิ้งเต๋อหยางผ่านจ้าวชิงซง
“เรียกว่าอาเจิ้งเหมือนผมก็ได้ครับ พวกเขาสองคนคงจะชอบอันอันมาก” จ้าวชิงซงหยุดไปครู่หนึ่ง “อาเจิ้งใจดีกับผมมาก เขาช่วยเหลือผมไว้สมัยที่ยังเป็นทหาร ต่อมาเขาก็เอาเงินมาช่วยลงทุนทำฟาร์มสุกรด้วยครับ”
เมื่อครอบครัวของจ้าวชิงซงมาถึง สวีฟู่และซ่งเซียนผิงก็มาถึงแล้วเช่นกัน ตอนนี้พวกเขากำลังนั่งอยู่บนเตียงเตาในห้องโถงกับเจิ้งเต๋อหยาง พลางดื่มชาร้อน
ภรรยาของเจิ้งเต๋อหยางออกมาจากห้องครัวพอดี จึงเปิดประตูต้อนรับพวกเขา ขณะเดียวกัน เธอก็ตะโกนเข้าไปในห้องด้านหลัง “เหล่าเจิ้ง เสี่ยวจ้าวมาแล้ว”
เจิ้งเต๋อหยางและคนอื่น ๆ ได้ยินเสียง จึงพูดออกมาเสียงดัง “มาแล้วเหรอ?”
จ้าวชิงซงทักทายพวกเขา และพบว่าพวกเขามาช้าที่สุด เขารีบพยุงภรรยากับลูกลงมาก่อน จากนั้นจึงกล่าวขอโทษเจิ้งเต๋อหยาง “อาเจิ้ง ขอโทษนะครับ ผมมาสายซะแล้ว”
“ยังไม่สายเกินไป ๆ ยิ่งมีลูกน้อยยิ่งต้องเดินทางระวัง”
“นี่คือพี่สะใภ้เหรอครับ?” สวีฟู่ที่อายุน้อยกว่าถามตามตรงไม่อ้อมค้อม “พี่สะใภ้สวยมากครับ ไม่น่าแปลกใจเลยที่พี่จ้าวเก็บซ่อนไว้อย่างดี”
ลี่หรงยิ้ม “พูดชมเกินไปแล้วค่ะ”
จ้าวชิงซงเหลือบมองสวีฟู่ “ฉันไม่ได้ซ่อนซะหน่อย”
“ฮ่า ๆ ๆ ใช่แล้ว” สวีฟู่มองเข้าไปในอ้อมแขนของลี่หรง “นี่คือหลานชายของผมใช่ไหม เขาหลับอยู่หรือเปล่าครับ?”
“ไม่หลับค่ะ ฉันกลัวเขาถูกลมพัดก็เลยเอาผ้ามาคลุมเอาไว้ค่ะ”
ลี่หรงเปิดผ้าคลุมเด็กน้อยออก เผยให้เห็นใบหน้าเล็ก ๆ น่ารักน่าชัง
เด็กชายตัวน้อยดูดนิ้วหัวแม่มือตัวเอง แล้วมองคนตัวสูงด้วยตาแป๋วสดใส
ลูกชายของอาสะใภ้เจิ้งยังไม่ได้แต่งงาน แต่ก็ไม่ได้อยู่กับพวกเธอ เขาอาศัยอยู่ในเมือง จะกลับมาทานอาหารเย็นในช่วงวันหยุดเท่านั้น สองสามีภรรยาจึงคิดถึงลูกชายอยู่เป็นทุนเดิม
หลายคนเข้ามาดูเด็กน้อยในห่อผ้า ตากลมโตสีดำของอันอันจ้องมองกลับมา ขณะยิ้มยิงฟันน้ำนมที่กำลังงอกให้ผู้ใหญ่ที่จ้องมองเขา เจ้าตัวน้อยไม่กลัวคนแปลกหน้าเลย
“เด็กน้อยคนนี้น่ารักจริงเชียว” อาสะใภ้เจิ้งขยับมือ เธออยากจะอุ้มเด็กน้อยเหลือเกิน แล้วพูดว่า “เข้ามากันก่อนเถอะ เดี๋ยวจะยกอาหารเย็นมาแล้ว”
สวีฟู่ยังคงสนใจเด็กน้อย เขาถามลี่หรงว่าให้เขาอุ้มได้หรือเปล่า
ลี่หรงตอบว่าแน่นอน แล้วส่งอันอันเข้าไปในอ้อมแขนของสวีฟู่ ปล่อยให้พวกเขาพูดคุยหยอกล้อกัน จากนั้นจึงไปช่วยงานในห้องครัว
จะให้แขกทำอาหารเองได้อย่างไร?
เจิ้งเต๋อหยางหยุดลี่หรงไว้ แต่ถูกจ้าวชิงซงขัด “ไม่เป็นอะไรหรอกครับ อาสะใภ้ต้องเหนื่อยถ้าทำงานคนเดียว ให้เธอช่วยเถอะครับ”
“โถ่! สาวน้อย เธอเข้ามาทำไมกัน?” อาสะใภ้เจิ้งถาม เมื่อเห็นลี่หรงพับแขนเสื้อขึ้นแล้วเดินเข้ามา
“ฉันมาดูว่าจะช่วยหยิบจับอะไรได้บ้างค่ะ ยังไงฉันก็ไม่ได้เข้าไปร่วมสนทนากับพวกผู้อาวุโสอยู่แล้วค่ะ”
อาสะใภ้เจิ้งขัดเธอไม่ได้ จึงขอให้หญิงสาวช่วยใส่ฟืนในเตา
ลี่หรงมีใบหน้าอ่อนเยาว์ ดูไม่เหมือนผู้หญิงที่มีลูกแล้ว เธอทำงานด้วยมือเท้าที่คล่องแคล่วว่องไว ถูกใจอาสะใภ้เจิ้งมาก
หลังจากใส่น้ำลงในหม้อและเคี่ยวผักแล้ว อาสะใภ้เจิ้งก็ปิดฝาไว้ เพื่อที่จะได้พักสักหน่อย แล้วถามลี่หรงว่า “ได้ยินมาว่าเธอคือยุวชนที่มาอยู่ชนบทเหรอ แล้วมาจากไหนล่ะ?”
“เมืองหลวงค่ะ”