ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70 - บทที่ 72 บทบาทของผู้ใหญ่บ้านที่ค่อย ๆ จางลง
- Home
- ทะลุมิติมาช่วยสามี (ว่าที่เศรษฐี) ในยุค 70
- บทที่ 72 บทบาทของผู้ใหญ่บ้านที่ค่อย ๆ จางลง
บทที่ 72 บทบาทของผู้ใหญ่บ้านที่ค่อย ๆ จางลง
เดิมทีการจับกุมลี่หรงเป็นเรื่องกะทันหัน ไม่ได้พูดกับหวงซิ่งจื้อมาก่อน เดิมทีหลังจากหญิงสาวจับตัวคนทำผิดได้แล้ว เมื่อพิจารณาถึงความผิดแล้วเสร็จ ถึงจะรายงานขึ้นไป
สมองของจ้าวเจี้ยนสุ่ยได้แต่เบลอ ไม่รู้ว่าจะตอบสนองอย่างไร
ชายหนุ่มด้านข้างเริ่มหักหลังก่อน แล้วปรายตามองหลี่เฉิงจวิน “ผมจะไปเรียกหัวหน้าหวง”
หลังจากการ ‘ทำการค้า’ มีให้จับกุมลดน้อยลงทุกวัน บทบาทของผู้ใหญ่บ้านจึงค่อย ๆ จางลง หวงซิ่งจื้อในฐานะคนดูแลในด้านนี้ ก็อ่อนแอเช่นกัน
ทว่าถึงอย่างไรเขาก็เป็นหัวหน้า ไม่มีอะไรทำก็ไม่ต้องทำ อย่างไรเสียก็ไม่กระทบเขา ทว่าตนก็รู้ดีว่าจะเป็นแบบนี้ต่อไปไม่ได้ ช่วงระยะเวลาที่ผ่านมานี้จึงคิดหาหนทางอื่น
หวงซิ่งจื้อที่กำลังนั่งทุกข์ใจอยู่ในห้องทำงาน ก็ถูกใครบางคนเข้ามาเรียกสติด้วยน้ำเสียงร้อนรน เขาปรายตามองชายหนุ่มอย่างไม่พอใจ “เสียวหลี่ ครั้งหน้าต้องเคาะประตูด้วย”
“ผมเคาะไปสองรอบแล้ว…” ชายหนุ่มที่ถูกเรียกว่าเสียวหลี่พูด “หัวหน้าครับ มีคนบอกว่าต้องการพบคุณอยู่ด้านนอกครับ”
“ใครกัน” หวงซิ่งจื้อพิงเก้าอี้ พลิกสมุดดู
“ไม่ทราบครับ ดูเหมือนกับสันติบาลเลย”
หวงซิ่งจื้อนั่งตัวตรงทันที “สันติบาลจะมาทำไม?”
‘กองจับกุมและสอบสวน’ ของพวกเขาไม่เคยคลุกคลีกับสันติบาล
หลังจากเสียวหลี่อธิบายต้นสายปลายเหตุให้เขาฟังคร่าว ๆ หวงซิ่งจื้อก็ขมวดคิ้วแน่น ด่าพวกไม่ดูตาม้าตาเรือที่ยั่วยุสันติบาลให้มาถึงที่
ทว่าคิดอีกที นี่ก็เป็นโอกาสไม่ใช่เหรอ
ถ้านี่เป็นเรื่องจริง แล้วตนสามารถสร้างผลงานจากเรื่องนี้ได้ ไม่แน่ว่าเขาอาจจะได้เลื่อนตำแหน่ง หากทำไม่ดีก็ได้ไม่คุ้มเสีย
ไม่ว่าจะพูดอย่างไร เขาก็ให้คนตากลมอยู่ด้านนอกไม่ได้
จึงลุกขึ้นยืนจัดปกเสื้อ หวงซิ่งจื้อพูด “ออกไปดูหน่อยดีกว่า”
หวงซิ่งจื้อเห็นคนมามากมาย มองแวบเดียวก็รู้ว่าหลี่เฉิงจวินคือสันติบาลที่สวมชุดลำลอง เมื่อเห็นดังนั้น ก็รู้ได้ทันทีว่าเรื่องในวันนี้อีกฝ่ายไม่ได้คิดจะมาพบในนามของสันติบาล
ดูเหมือนอีกฝ่ายก็ไม่ได้คิดจะสร้างเรื่องใหญ่โต
หวงซิ่งจื้อฉีกยิ้ม แล้วยื่นมือไปหาหลี่เฉิงจวิน “สหายสันติบาล ไม่ทราบว่ามาจากสังกัดไหนเหรอ?”
หลี่เฉิงจวินมาแล้วก็ไม่ได้ปิดบัง จึงพูด “หลี่เฉิงจวิน”
หวงซิ่งจื้อกะพริบตา ในตัวอำเภอมีอยู่หลี่เฉิงจวินเดียวเท่านั้น เขาจ้องหญิงสาวกับจ้าวเจี้ยนสุ่ยข้างกายเขม็ง เอาแต่ก่อเรื่องให้เขา กระทั่งไปอัญเชิญคนผู้นี้มาได้อย่างไร
เขาฉีกยิ้มอีกครั้ง แล้วถามหยั่งเชิง “รองอธิบดีหลี่ ท่านมาได้อย่างไร”
หลี่เฉิงจวินโบกมือ “ไม่ใช่งานราชการอะไร อย่าเรียกแบบนี้เลย ที่มาในวันนี้ก็เพราะน้องสะใภ้ของฉัน ได้ยินว่าถูกพวกคุณจับมาโดยไม่รู้อีโหน่อีเหน่ พวกเรารับใช้ประชาชน ทำอะไรจำต้องมีหลักฐานไม่ใช่เหรอ?”
จ้าวชิงซงพูดเสริมอีกหนึ่งประโยคด้วยเสียงทุ้ม “นี่จับคนมาโดยไม่สนถูกสนผิด เป็นพฤติกรรมโจรในยุคเก่าดี ๆ นี่เองไม่ใช่เหรอ?”
แม้หลี่เฉิงจวินจะพูดปาว ๆ ว่าไม่ใช่งานราชการ ทว่าก็ใช่จะไม่จริงจัง
อีกฝ่ายก็บอกเป็นนัย ใช่ว่าจะไม่กดดันพวกหวงซิ่งจื้อ
พวกเขา ‘กองจับกุมและสอบสวน’ สร้างผลงานจากการจับ ‘พวกหัวขบถ’ ทั้งต่อสู้กับพวกพฤติกรรมไม่ดีในยุคเก่า ทว่าตอนนี้กลับถูกชายหนุ่มตราหน้าว่าเป็น ‘พฤติกรรมโจร’
หวงซิ่งจื้อตกใจจนเหงื่อแตกพลั่ก ยิ้มแหยก่อนจะรีบพยักหน้า “ใช่ครับ! ใช่… ต้องมีหลักฐาน เรื่องนี้พวกลูกน้องจัดการเองทั้งนั้น”
เขาหันไปจ้องพวกจ้าวเจี้ยนสุ่ยเขม็ง “ใครใช้ให้พวกนายจับกุมกันเองโดยไม่รายงาน”
จ้าวเจี้ยนสุ่ยไม่กล้าพูด หญิงสาวกลับมั่นใจมากว่า เธอพบ ‘หลักฐาน’ จึงตัดสินเรื่องนี้ไปเอง “หัวหน้าคะ คุณยังไม่ได้เห็น ที่นั่นซ่อนไข่ไก่ตะกร้าใหญ่ไว้ ไม่มีที่มาที่ไปชัดเจน ถ้าไม่ใช่ ‘ทำการค้า’ แล้วจะเป็นอะไรได้อีก?”
จ้าวชิงซงหรี่ตามองเธอด้วยสายตาโหดเหี้ยมมาก หญิงสาวได้แต่เบนสายตาออก และได้ยินจ้าวชิงซงถามเสียงทุ้ม “คุณถามที่มาที่ไปของไข่ไก่พวกนั้นแล้วเหรอ คุณเล่นตรงเข้ามาจับตัวเลยไม่ใช่หรือไง?”
หญิงสาวสะอึก ไม่ได้พูดอะไร
“เอาแบบนี้ พาคนออกไปก่อน พวกคุณตรวจสอบให้แน่ชัดค่อยว่ากันทีหลัง” หลี่เฉิงจวินพูด
หวงซิ่งจื้อตาเป็นประกาย แม้หลี่เฉิงจวินจะไม่ได้ผิดใจกับเขา ทว่าดูจากท่าทางแข็งกร้าวของหญิงสาว อาจจะมีหลักฐานจริง ๆ ก็เป็นได้
เขาหัวเราะเสียงดัง “พวกเราจะตรวจสอบเรื่องนี้กันภายใน ทำไมพวกคุณไม่กลับไปก่อนล่ะ ผมรับรองว่าจะไม่มีการปรักปรำคนบริสุทธิ์”
จ้าวชิงซงพูดเสียงเย็นเยียบ “ใครจะรู้ว่าพวกคุณจะบีบให้คนบริสุทธิ์รับสารภาพหรือเปล่า! กล้าลงมือกับเธอ พวกคุณได้เห็นดีแน่ ”
หลี่เฉิงจวิน “หัวหน้าหวง ตอนนี้พวกคุณก็สอบถามที่มาที่ไปให้ชัดเจนไปเลย ถ้าไม่เชื่อค่อยติดตามกลับไปสอบสวนทีหลัง เอาอย่างนี้เถอะ เพื่อเลี่ยงสถานการณ์อย่างที่จ้าวชิงซงพูด ให้เลิกสงสัย ผมจะสอบถามลี่หรงต่อหน้าพวกคุณเอง”
เขาใช้คำว่า ‘สอบถาม’ ซึ่งต่างกับ ‘สอบสวน’ มากโข
ทว่าพวกจ้าวเจี้ยนสุ่ยก็ไม่กล้าแย้ง อย่างไรเสียพวกเขาก็พูดปาว ๆ ว่ามีหลักฐาน ซึ่งอันที่จริงก็คือแหล่งที่มาของข้อมูลพร้อมกับตะกร้าไข่ไก่
นอกจากนี้ก็ไม่มีแล้ว
หลี่เฉิงจวิน หวงซิ่งจื้อ จ้าวเจี้ยนสุ่ย และหญิงสาวทั้งสี่คนนั่งอยู่ในห้องเล็กที่ปิดสนิท ลี่หรงนั่งอยู่ตรงข้ามพวกเขา
ลี่หรงสวมนาฬิกาข้อมืออยู่ตลอด คนที่จับตัวเธอไม่ได้เก็บออกไป หญิงสาวได้แต่มองนาฬิกาข้อมือ ผ่านไปสองชั่วโมงกว่าแล้ว ไม่รู้ว่าพวกเขาเตรียมตัว ‘สอบสวน’ เธออย่างไร
การนั่งประจันหน้าแบบนี้ ลี่หรงมองว่า พวกเขาคิดการ ‘สอบสวน’ ไว้เรียบร้อยแล้ว
ลี่หรงเม้มปาก มีผู้มาใหม่สองคน เธอกะพริบตา รอเขาเปิดปากพูดก่อน
หวงซิ่งจื้อแค่อยากออกหน้า ทว่าไม่ได้เข้าร่วมสอบสวนด้วยตัวเอง อีกอย่างเขาก็ยังไม่เข้าใจเรื่องของลี่หรงมากนัก ย่อมต้องผลักภาระไปให้จ้าวเจี้ยนสุ่ยสอบถามกับหญิงสาวแทน
อย่างไรเสียเขาก็เป็นหัวหน้า เมื่อมีคุณงามความดีอะไรเขาก็รับได้หมด หากทำพลาดขึ้นมา ก็ยังผลักไปให้พวกจ้าวเจี้ยนสุ่ยได้
หญิงสาวชื่อว่าเจิ้งสุ่ยฟาง เป็นหัวหน้าฝ่ายสตรี แล้วเป็นสมาชิกอาวุโสของ ‘กองจับกุมและสอบสวน’ ทว่าผู้ชายของเธอเป็นหัวหน้าตัวเล็ก ๆ ในโรงงานเหล็ก
หวงซิ่งจื้อหวังว่าข้อมูลของเธอจะพึ่งได้
เจิ้งสุ่ยฟาง หัวหน้าฝ่ายสตรีถามอย่างจริงจังด้วยสีหน้าเยือกเย็น “ลี่หรง มีไข่ไก่ตะกร้าหนึ่งในบ้านเธอ แต่กลับเลี้ยงแม่ไก่เพียงสองสามตัวเท่านั้น เก็บเยอะขนาดนี้ในเวลาอันสั้นไม่ได้หรอก เธอพูดมาเร็วเถอะ ว่าไข่ไก่พวกนี้มาจากที่ไหน?”
ลี่หรงน้ำเสียงเอื่อยเฉื่อย ดูไม่ตื่นตระหนกแม้แต่น้อย ราวกับตอบความจริง “รับมาจากพวกคุณป้าในหมู่บ้าน”
เจิ้งสุ่ยฟางนึกไม่ถึงว่าเธอจะตรงไปตรงมาขนาดนี้
จ้าวเจี้ยนสุ่ยกระแอมไอ “ตามข้อมูลที่มีคนรายงาน ไข่ไก่ของเธอทั้งหมดถูกนำไปขาย ไม่ว่าจะพฤติกรรมการเก็ง ‘กำไร’ หรือ ‘ทำการค้า’ ส่วนตัวก็ไม่ได้ คุณยอมรับไหม?”
ถ้าลี่หรงยอมรับก็ผิดปกติแล้ว
เธอยิ้ม ก่อนจะพูดเยาะเย้ย “พวกคุณแค่เข้ามาค้นเจอไข่ไก่ตะกร้าหนึ่งในบ้านฉัน จะอธิบายอะไรได้ล่ะ น่าขำซะจริง คุณจับได้ว่าฉันทำธุรกิจกับใครบางคนตรงนั้นเลยเหรอคะ?”
“เธอรับไข่ไก่มาเป็นเวลานาน บนจดหมายรายงานระบุไว้อย่างชัดเจน เธอลอบซื้อขายไข่ไก่กับอู๋จื่อกังเป็นการส่วนตัว ละโมบเงินและอาหารของส่วนกลาง” เจิ้งสุ่ยฟางถามด้วยน้ำเสียงคล้ายเหยียดหยาม
พูดถึงอู๋จื่อกังงั้นเหรอ?
ลี่หรงหรี่ตาลง ซ่อนความจริงที่แตกต่างไว้ข้างใน เธอต้องคิดให้ดีว่าควรพูดอย่างไร จะเปิดเผยเรื่องของอู๋จื่อกังออกมาไม่ได้เด็ดขาด
เธอสงบใจพร้อมพูด “หลักฐานล่ะคะ?”
ถ้ามีหลักฐาน เจิ้งสุ่ยฟางก็คงไม่ต้องอุตส่าห์ตรากตรำขนาดนี้ เธอร้อนใจขึ้นเล็กน้อย “งั้นเธอก็พูดมาสิ ว่าเอาไข่ไก่มาใช้ทำอะไร พวกเรามีหลักฐานว่าเธอรับไข่ไก่มาตลอด รับสารภาพแล้วโทษหนักจะได้เป็นเบา คิดให้ดีก่อนจะพูดดีกว่า”
สายตาของลี่หรงไม่หวาดกลัวแม้แต่น้อย แล้วพูด “ไข่ไก่ครึ่งหนึ่งไว้กินในบ้าน อีกครึ่งหนึ่งส่งกลับไปที่บ้าน ในบ้านมีพี่สะใภ้สองคน หลายชายอีกตั้งหลายคน รวมพ่อกับแม่ของฉันด้วย เป็นครอบครัวใหญ่ ฉันก็ไม่ได้หาเงินจากเรื่องนั้นด้วย เพียงส่งไข่ไก่กลับไปให้ครอบครัวกิน ไม่ได้เหรอคะ?”
เมื่อเห็นว่าเจิ้งสุ่ยฟางจะพูดต่อ ลี่หรงก็พูดขึ้นอีก “หลังจากฉันแต่งงานก็ไม่ได้ทำงานเลย ทว่าครอบครัวมักจะส่งตั๋วเงินมาให้ ฉันในฐานะลูกสาวก็อยากส่งไข่ไก่ของท้องถิ่นให้พวกเขาคงไม่มีปัญหาใช่ไหม?”
“มีหลักฐานยืนยันว่าเธอส่งกลับบ้านไหม?”
“มีค่ะ” ลี่หรงตอบอย่างเฉียบขาด “ทุกเดือนฉันจะส่งของไปที่บ้าน ไปถามที่ทำการไปรษณีย์ได้เลย ไม่ก็จะไปหาครอบครัวฉันก็ได้”
เจิ่งสุ่ยฟางไม่เชื่อสักประโยคหนึ่ง สีหน้าเต็มไปด้วยความรังเกียจ “ครอบครัวอะไรจะกินไข่ไก่ได้ทุกวัน?”
ลี่หรงยิ้ม “จะตรวจสอบเบื้องหลังครอบครัวด้วยไหมล่ะคะ?”
หลี่เฉิงจวินมองอยู่ด้านข้าง เคยคิดว่าภรรยาของจ้าวชิงซงเป็นเด็กสาวธรรมดาคนหนึ่ง กลัวว่าหญิงสาวจะประหม่า ตนจึงคิดจะเข้าช่วยเหลือบ้างเมื่อยามจำเป็น
นึกไม่ถึงว่าลี่หรงเหมือนจะไม่ต้องการความช่วยเหลือจากเขา
เมื่อเผชิญกับคนมากมายก็ไม่ได้ขัดแข้งขัดขาตัวเองแต่อย่างใด
ไม่ต้องพูดถึงอย่างอื่น เพียงความคิดความอ่านก็ไม่แปลกที่จ้าวชิงซงจะสนใจเธอขนาดนั้น
ผู้ชายของเจิ้งสุ่ยฟางเป็นถึงระดับหัวหน้าในโรงงานเหล็ก หมู่นี้ก็มีแววจะได้เลื่อนตำแหน่ง เธอยังเป็นหัวหน้าฝ่ายสตรีของหมู่บ้านอีกด้วย หลายปีมานี้จึงกลายเป็นคนหยิ่งผยองขึ้นมา
เห็นลี่หรงพูดดีไม่ชอบ ชอบให้บังคับ ก็โมโหแทบทนไม่ไหว จึงขึ้นเสียงถาม “ตรวจสอบงั้นเหรอ ฉันขอดูหน่อยว่าจะเล่นลิ้นไปถึงขั้นไหน ครอบครัวของเธอทำอาชีพอะไรกัน?”
“ชาวนาตามทำนองคลองธรรม” ลี่หรงทำหน้างง แล้วพูดถึงบ้านตระกูลจ้าว
จ้าวเจี้ยนสุ่ย “หัวหน้าเจิ้งถามถึงบ้านของแม่เธอนะ”
“อ้อ!” ลี่หรงครุ่นคิด “พ่อของฉันอยู่ที่ธนาคาร แม่อยู่ในโรงงานทอผ้า พี่ใหญ่อยู่ในกองทัพ ไม่ค่อยสะดวกพูดถึง พี่รองอยู่ที่โรงงานแปรรูปเนื้อสัตว์”
นี่ไม่ใช่ครอบครัวธรรมดาแล้ว
อย่าว่าแต่กินไข่ไก่ทุกวัน กินเนื้อหมูทุกวันก็ไม่เกินความคาดหมาย
เจิ้งสุ่ยฟางเถียงไม่ขึ้นแล้ว
หวงซิ่งจื้อเห็นความผิดปกติ จึงยอมเปิดปากในที่สุด “ไว้เท่านี้ก่อน ฉันจะให้คนไปตรวจสอบที่ทำการไปรษณีย์ตอนนี้ ถ้าเป็นจริงเหมือนกับที่ลี่หรงพูด พวกเขาก็ทำพลาดแล้ว รองอธิบดีหลี่ คุณคิดเห็นอย่างไร?”
“ทำตามนี้เถอะ ยุติธรรมไม่ลำเอียง อย่าปรักปรำคนดีล่ะ หัวหน้าหวง” ประโยคสุดท้ายของหลี่เฉิงจวินพูดได้ลึกซึ้งกินใจ
เหงื่อซึมออกมาจากหน้าผากหวงซิ่งจื้อบาง ๆ ไม่ใช่แค่หลี่เฉิงจวิน ยังมีลี่หรงอีก เขาไม่เคยคิดเลยว่าคนที่พวกจ้าวเจี้ยนสุ่ยจับตัวมานั้น เบื้องลึกเบื้องหลังจะใหญ่โตขนาดนี้
ไม่นานนักคนที่เขาส่งไปก็กลับมา แม้แต่บันทึกของจดหมายที่ลี่หรงส่งไปทุกฉบับก็นำกลับมาด้วย
ที่ทำการไปรษณีย์ส่งของ ต้องกรอกชื่อสิ่งของเพียงเท่านั้น ไม่จำเป็นต้องระบุจำนวน และในรายชื่อสิ่งของที่ลี่หรงส่ง มีไข่ไก่ระบุอย่างชัดเจนทุกครั้ง
เจิ้งสุ่ยฟางยังคิดจะพูดอะไรสักอย่าง ก็ถูกหวงซิ่งจื้อจ้องเขม็งกลับมา
เธอแสดงหลักฐานที่ลี่หรง ‘ทำการค้า’ ไม่ได้ ทว่าลี่หรงกลับมีหลักฐานว่าเธอไม่ได้ทำการค้า
อีกอย่าง หวงซิ่งจื้อก็ไม่อยากผิดใจกับลี่หรงและหลี่เฉิงจวินด้วย
ท้ายที่สุด เขาก็เป็นแค่หัวหน้ากองจับกุมและสอบสวน ‘ในอดีต’ เท่านั้น
ไม่มีเหตุผลที่จะกักตัวลี่หรงอีก
หลังจากลี่หรงได้รับอิสระอีกครั้งก็ไม่ได้ออกไปในทันที กลับยืดหลังตรง แล้วขอความยุติธรรมจากหวงซิ่งจื้อด้วยสีหน้าจริงจัง “ตอนกลางวัน ผู้ใหญ่บ้านกับหัวหน้าฝ่ายสตรี… คนนี้ ใช่ไหม? พวกเขาเข้าไปทำลายไข่ไก่ที่บ้านของฉัน ต้องชดใช้ความเสียหายนี้ให้ฉันใช่ไหมคะ?”
หวงซิ่งจื้อ “พวกนายทำลายไข่ไก่ของสหายลี่หรงด้วยเหรอ?”
เจิ้งสุ่ยฟางเบือนหน้าหนีไม่พูดอะไร จ้าวเจี้ยนสุ่ยก้มหน้าเม้มปาก วันนี้หน้าแตกไม่เหลือชิ้นดีจริง ๆ
“เสียวหลี่ นายพูดสิ”
เสียวหลี่หัวเราะอย่างเก้อเขิน “เป็นความผิดพลาดน่ะครับ พะ… พี่ฟางเป็นคนทำ”
ลี่หรงมองพวกเขาพยายามเฉไฉ จึงพูดออกไปตรง ๆ “อย่างแรก พวกคุณพาตัวฉันมาอยู่ที่นี่ครึ่งค่อนวัน ทั้งยังสร้างความเจ็บปวดสาหัสต่อจิตใจของฉันและลูกชาย ฉันต้องการคำขอโทษ อย่างที่สอง ไข่ไก่พวกนี้ก็ไม่ได้ลมพัดปลิวมา ทั้งหมดแลกด้วยเงิน ฉันและสามีของฉันก็ไม่มีแต้มงาน รายได้ก็น้อย ความเสียหายที่เกิดขึ้นนี้ไม่น้อยเลย ฉันก็ไม่ต้องการอะไรมากมาย คิดเป็นสามร้อยฟองตามที่ฉันรับไข่ไก่มา หนึ่งฟองเป็นเงินห้าเฟิน ทั้งหมดก็เป็นเงินสิบห้าหยวน พวกคุณใครจะเป็นคนจ่ายคะ?”
จ้าวเจี้ยนสุ่ยไม่มีเงินแน่นอน เขาออกตัวก่อนว่าไม่เกี่ยวกับตัวเอง “ฉันไม่ได้เป็นคนทำ หัวหน้าเจิ้งเป็นคนลงมือต่างหาก”
เสียวหลี่กับผู้ชายคนอื่นหยิบไข่ไก่ออกมา ทว่าพวกเขาไม่ได้เป็นคนทำลาย
เกิดกลัวกันขึ้นมาว่าพวกเขาจำเป็นต้องชดใช้ ทั้งสองจึงพูดพร้อมกันโดยไม่ได้นัด “เป็นคำสั่งของพี่ฟาง พวกเราไม่ได้ทำลายไข่ไก่ เป็นพี่ฟางที่เทตะกร้า…”
“พวกแก!” เจิ้งสุ่ยฟางถลึงตาด้วยความโกรธ นึกไม่ถึงว่าคนพวกนี้จะโยนเรื่องทุกอย่างมาให้ตน ใบบนหน้าสั่นสะท้าน ถ้าสามีที่บ้านรู้ว่าเธอจัดการเรื่องไม่ดี ทั้งยังต้องชดใช้เงินสิบห้าหยวนอีก ไม่รู้ว่าจะโกรธมากแค่ไหน
เธอกำลังปัดภาระ ทันใดนั้นก็พบว่าทุกคนกำลังจ้องเธอ
สายตาของหวงซิ่งจื้อเตือนเป็นนัย
เจิ้งสุ่ยฟางหน้ากระตุก แล้วควักเงินสิบห้าหยวนออกมาอย่างไม่เต็มใจ
หลายคนยังต้องขอโทษลี่หรง
เมื่อจ้าวชิงซงเห็นลี่หรง ก็ไม่สนใจเท้าของตัวเอง กลับวิ่งกะเผลกเข้าไปหาอย่างร้อนใจ แล้วจับมือของลี่หรง มองเธอหัวจรดเท้า หลังจากมั่นใจว่าเธอไม่ได้รับบาดเจ็บอะไร ก็กอดเธอแน่น “ผมตกใจแทบแย่เลยครับ!”
ลี่หรงกอดเขากลับ หัวใจที่พองขึ้นตกลงไปที่ตาตุ่ม แล้วกล่าวโทษเขา “ทำไมวิ่งเร็วขนาดนี้ ล้มขึ้นมาจะทำอย่างไรคะ?”