ทะลุมิติมาเปิดร้านอาหารอยู่ต่างโลก: GOURMET OF ANOTHER WORLD - บทที่ 477 หญิงงามประจำร้านเถ้าแก่ปู้
- Home
- ทะลุมิติมาเปิดร้านอาหารอยู่ต่างโลก: GOURMET OF ANOTHER WORLD
- บทที่ 477 หญิงงามประจำร้านเถ้าแก่ปู้
หลังจากพวกเขากินดื่มกันจนอิ่มหนำสำราญแล้ว ร้านค้าก็เริ่มเปิดกิจการของวันนี้
เมื่อปู้ฟางเปิดประตูสัมฤทธิ์ของร้าน เสียงเอี๊ยดอ๊าดก็ดังไปทั่ว และทันทีที่ประตูถูกเปิดออก แสงแดดอันอบอุ่นก็สาดเข้ามาภายในร้านแล้วส่องไปบนตัวของปู้ฟาง ทำให้เขาต้องหรี่ตาลงอย่างอดไม่ได้
ภายนอกเต็มไปด้วยผู้คนจำนวนมาก เพราะร้านขายโอสถทิพย์ในย่านนี้ต่างพยายามเร่งขายโอสถทิพย์ของตนเอง ก่อนที่ร้านอาหารหมอกเมฆาจะเปิดทำการ
ร้านของปู้ฟางส่งผลให้ราคาของโอสถทิพย์เหล่านี้ถูกลงมาก แต่ก็ยังดึงดูดลูกค้าบางส่วนได้ การต้องขายโอสถทิพย์ราคาถูกค่อนข้างลำบากสำหรับร้านเหล่านี้ แต่ก็ไม่ได้เลวร้ายถึงขนาดทำให้พวกเขาต้องขาดทุน
นั่นเพราะยังมีลูกค้าบางคนที่มาย่านนี้โดยเฉพาะเพื่อซื้อโอสถทิพย์
แม้ว่าร้านอาหารหมอกเมฆาจะค่อนข้างมีชื่อเสียงในเมืองหมอกนภา แต่ก็ยังผู้คนจำนวนมากที่ไม่รู้จักมัน นั่นเพราะเมืองหมอกนภามีขนาดค่อนข้างใหญ่ปกคลุมพื้นที่กว้างขวาง
ย่านที่ร้านอาหารหมอกเมฆาตั้งอยู่นั้นอยู่ภายใต้การดูแลของตระกูลหนานกง นอกจากตระกูลหนานกงแล้ว ยังมีตระกูลใหญ่ๆ ตระกูลอื่นอีกมากมายอยู่ในเมืองแห่งนี้ เช่น ตระกูลหลิน ตระกูลจาง จวนเจ้าเมือง และตระกูลขนาดเล็กตระกูลอื่นๆ
ตระกูลเหล่านี้ร่วมมือกันก่อตั้งเมืองที่มีความเจริญรุ่งเรือง ชื่อว่าเมืองหมอกนภาขึ้นมา
ร้านอาหารหมอกเมฆาไม่ได้โดดเด่นนัก เพราะมันเป็นเพียงร้านอาหารแห่งหนึ่งในย่านเล็กๆ เท่านั้น ชื่อเสียงของมันไม่อาจเทียบชั้นร้านขายโอสถทิพย์ระดับสูงบางแห่งอย่างร้านเมฆาล่องลอย ที่เป็นร้านขายโอสถทิพย์ชั้นนำของเมืองหมอกนภา เมื่อเทียบกับร้านนี้ ร้านอาหารหมอกเมฆาก็ยังด้อยชั้นกว่านัก
ในเมืองหมอกนภาแห่งนี้ ไม่มีใครไม่เคยได้ยินชื่อร้านเมฆาล่องลอยมาก่อน ในเมืองอื่นๆ ก็เช่นเดียวกัน ร้านเมฆาล่องลอยถือได้ว่ามีความโดดเด่นอย่างมากเมื่อเทียบกับร้านขายโอสถทิพย์ในเมืองอีกสองเมืองของวังโอสถ
“ภารกิจฉุกเฉิน: ในอีกสามเดือน นายท่านจะต้องประชาสัมพันธ์ชื่อของร้านอาหารหมอกเมฆาให้โด่งดังไปทั่วทั้งเมืองหมอกนภา ชาวเมืองทุกคนของเมืองนี้ต้องรู้จักชื่อร้านนี้ รางวัลของภารกิจ: สูตรไก่หั่นเต๋าผัดเผ็ด”
ขณะที่ปู้ฟางกำลังเพลิดเพลินกับแสงแดดอันอบอุ่น น้ำเสียงที่จริงจังและเคร่งขรึมของระบบก็ดังก้องในใจของเขา
จู่ๆ ระบบก็ประกาศภารกิจฉุกเฉินอีกหนึ่งภารกิจในช่วงเช้าอันสวยงามเช่นนี้ ช่างทำเกินไปแล้วจริงๆ
ปู้ฟางเบ้ปากพลางถอนหายใจยาว
ภารกิจนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย การประชาสัมพันธ์ชื่อร้านอาหารหมอกเมฆาให้ดังไปทั่วทั้งเมืองหมอกนภา… แถมยังต้องทำให้ชาวเมืองรู้จักมัน… ช่างยากเย็นยิ่งนัก มันไม่ใช่เรื่องที่จะทำสำเร็จได้ด้วยการทำเต้าหู้เหม็นหน้าร้านสักนิด
เรื่องนี้ทำให้ปู้จางรู้สึกปวดเศียรเวียนเกล้าอีกครั้ง ร้านอาหารในเมืองหมอกนภามีอยู่น้อยนิด ดังนั้น การจะประชาสัมพันธ์ให้ชื่อของมันเป็นที่รู้จักไปทั่วทั้งเมือง เขาต้องทำให้ร้านแห่งนี้ไม่ด้อยไปกว่าร้านขายโอสถทิพย์ชั้นนำอย่างร้านเมฆาล่องลอย
ภารกิจเช่นนี้เป็นเรื่องที่ยากลำบากอย่างแน่นอน และตอนนี้เขาก็ยังไม่รู้ว่าจะทำให้สำเร็จได้อย่างไร
“เถ้าแก้ปู้ เปิดร้านแล้วหรือ”
เจ้าของร้านขายโอสถทิพย์ที่อยู่ใกล้ร้านอาหารของปู้ฟางมากที่สุดเอ่ยทักทาย หลังจากเห็นว่าเขาเปิดประตูสัมฤทธิ์ออกมา
ปู้ฟางพยักหน้าให้อีกฝ่าย ก่อนจะหมุนตัวแล้วเดินกลับเข้าไปในร้านอาหารของตนเอง
เจ้าของร้านขายโอสถทิพย์หัวเราะเบาๆ ก่อนจะเก็บขวดโอสถทิพย์สีหยกที่จัดวางเอาไว้ แล้วเดินตามผู้คนที่หลั่งไหลเข้าไปในร้านอาหารของปู้ฟางอย่างกระตือรือร้น
แม้ว่าอาหารในร้านอาหารหมอกเมฆาจะมีไม่มาก แต่อาหารไม่กี่อย่างนั้นก็มีรสชาติอร่อยมาก ยิ่งไปกว่านั้น ผู้คนที่ได้กินอาหารของเถ้าแก่ปู้ต่างพบว่าอาหารเหล่านั้นให้ผลลัพธ์ที่น่าอัศจรรย์ใจเช่นเดียวกับโอสถทิพย์
เพราะนอกจากจะอร่อยแล้ว มันยังสามารถเพิ่มปริมาณพลังปราณเที่ยงแท้ในตัวของคนที่กินอาหารได้อีกด้วย ซึ่งถือเป็นเรื่องที่ยอดเยี่ยมมากสำหรับคนเหล่านี้ พวกเขาไม่ได้ซื้อโอสถทิพย์ เพราะต้องการเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับขั้นปราณของตนเองหรอกหรือ และในเมื่อตอนนี้ พวกเขามีโอกาสที่จะเพลิดเพลินไปกับอาหารรสชาติอร่อยและยังเพิ่มขั้นปราณของตนเองไปพร้อมๆ กันได้ แล้วพวกเขาจะไม่เห็นค่าของมันได้อย่างไรกัน
ผู้คนที่หลั่งไหลเข้ามาในร้านอาหารแห่งนี้เพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ในเวลาไม่นาน ร้านแห่งนี้ก็พลุกพล่านราวกับเป็นตลาดสด ลูกค้าจำนวนมากต่างสั่งอาหารกันอย่างตื่นเต้น
หลังจากเสี่ยวโยวกินและดื่มจนอิ่มแล้ว นางก็เริ่มทำงาน แม้ว่านางจะเป็นคนกินเก่ง แต่ก็ไม่ใช่คนโง่เขลา นางรู้หน้าที่ของตนเองดี
สีหน้าเยือกเย็นและบุคลิกที่ดูเย่อหยิ่งของนางทำให้ลูกค้าหลายคนรู้สึกสนใจ
แม้ว่าเมื่อวันก่อน หญิงสาวคนนี้จะทำให้พวกเขาบางคนต้องทุกข์ทรมาน แต่เหตุการณ์นั้นไม่ได้เกิดขึ้นกับคนส่วนใหญ่ ลูกค้าหลายคนถูกใบหน้าอันงดงามของนางสะกดไว้อยู่หมัด
เสี่ยวโยวเป็นหญิงสาวรูปงามที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าเทพธิดาหนานกงเลย แล้วผู้คนจะไม่ชื่นชมนางได้อย่างไรกัน
อย่างไรก็ตาม จากข่าวลือเกี่ยวกับนางที่แพร่สะพัดไปในกลุ่มลูกค้า พวกเขาจึงทำได้แค่ชื่นชมนางผ่านทางสายตาเท่านั้น ทุกคนต่างได้ยินมาว่าการลวนลามนางเป็นเรื่องที่โง่เขลาเพียงใด
เนื่องจากไม่มีใครยั่วยุนาง เสี่ยวโยวจึงไม่สร้างปัญหาด้วยเช่นกัน ความคิดของนางนั้นเรียบง่าย นางรู้ว่าถ้านางทำทุกอย่างที่ปู้ฟางบอก นางจะมีอาหารกิน
ชีวิตในอุดมคติของนางค่อนข้างเรียบง่ายเลยทีเดียว
หลังจากทำงานมาสักระยะหนึ่ง เสี่ยวโยวก็ปรับตัวกับมันได้มากขึ้น และตอนนี้ นางก็สามารถรายงานชื่ออาหารที่ลูกค้าสั่งได้อย่างคล่องแคล่ว
ปู้ฟางค่อนข้างพึงพอใจกับการพัฒนาของนาง
ร้านอาหารดำเนินได้ตามปกติ
…
ณ ลานคฤหาสน์ตระกูลหนานกง
หนานกงหวั่นสวมชุดสีชมพูยาว ผมของนางยาวสยายอยู่ด้านหลังราวกับเป็นน้ำตก ใบหน้าที่งดงามของนางเต็มไปด้วยความตกใจและไม่อยากเชื่อ ริมฝีปากสีแดงก่ำอ้าออกเล็กน้อย
“พี่บอกว่าไอ้หมาแก่อย่างหนานกงเสวียนเฮ่อตายแล้วอย่างนั้นหรือ”
หนานกงเสวียนเฮ่อเป็นผู้ร้ายหลักที่ทำให้ตระกูลหนานกงของพวกเขาต้องมีปัญหา คนคนนี้ตายแล้วหรือ เพิ่งผ่านไปแค่สิบกว่าวันเองนี่นา
“ไม่ใช่แค่หนานกงเสวียนเฮ่อเท่านั้นที่ตาย หนานกงเสวียนอิงก็ตายแล้วเช่นกัน ส่วนหนานกงเสวียนหูนั้น ข้าได้หักแขนหักขาของเขาจนพิการ และชิงตระกูลหนานกงของพวกเรากลับคืนมาจนได้” หนานกงอู๋เชวียเอ่ยอย่างภาคภูมิใจ เขาเชิดศีรษะขึ้นสูงราวกับเป็นไก่ตัวผู้ที่หยิ่งผยอง
หนานกงหวั่นมองพี่ชายของตนเองด้วยสายตาประหลาดใจ นางรู้จักตัวตนของหนานกงอู๋เชวียเป็นอย่างดี บุคลิกที่ราวกับเป็นตัวตลกของเขาเปลี่ยนไปเพราะเหตุการณ์ที่เขาประสบพบเจอมาเช่นนั้นหรือ
หากเป็นเช่นนั้น มันก็ควรค่าแก่การเฉลิมฉลองจริงๆ
“อ้อ จริงสิ เสี่ยวหวั่น ไอ้หมาแก่หนานกงเสวียนเฮ่อจัดงานหมั้นหมายให้เจ้ากับใช่ไหม ไม่ต้องห่วงไป ไอ้หน้าสาวมู่เฉินเฟิงตายไปในดินแดนเร้นลับแล้ว ดังนั้นตอนนี้ เจ้าก็ไม่ถูกผูกมัดกับใครทั้งนั้น” หนานกงอู๋เชวียเอ่ยพร้อมยิ้มให้
เมื่อหนานกงหวั่นได้ยินเช่นนั้น ดวงตาคู่งามของนางก็เปล่งประกายออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
“จริงหรือ มู่เฉินเฟิงตายไปแล้วจริงๆ หรือ”
“จริงสิ เหตุการณ์ไม่คาดฝันในดินแดนเร้นลับน ทำให้หลายคนเสียชีวิต ส่วนพี่ชายของเจ้าคนนี้ ข้า… ข้าเอาตัวรอดจากอุปสรรคที่ยากลำบากได้นับไม่ถ้วน สังหารศัตรูไปจำนวนมาก” หนานกงอู๋เชวียพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมโดยไม่ละอายใจเลยแม้แต่น้อย
“แต่น้องเขยเองก็ช่วยข้าไว้มากเช่นกัน เขาเป็นคนที่เก่งกาจจริงๆ เจ้าไม่คิดจะพิจารณาเรื่องนี้หน่อยหรือ”
น้องเขยหรือ น้องเขยบ้าบออะไรกัน หนานกงหวั่นตกตะลึง “เจ้าพูดถึงใครกัน”
“สหายปู้อย่างไรเล่า เขาไม่เพียงหน้าตาดี แต่ยังทำอาหารเป็นด้วย เจ้าไม่เห็นหรือว่าเขาเก่งกาจเพียงใด” หนานกงอู๋เชวียพูดกระตุ้นความสนใจนาง
เมื่อหนานกงหวั่นได้ยินเช่นนั้น ใบหน้าของนางก็แดงก่ำทันที ตอนนี้นางเชื่อแล้วว่าตนเองช่างไร้เดียงสาจริงๆ นางหลงคิดไปว่านิสัยเพี้ยนๆ ของหนานกงอู๋เชวียเปลี่ยนไปแล้วได้อย่างไรกัน
“หากเจ้าพูดเรื่องนี้อีกเพียงคำเดียว ก็อย่าโทษข้าที่เอาเข็มมาเย็บปากเจ้าเลย” หนานกงหวั่นข่มขู่
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หนานกงอู๋เชวี่ยก็ตัวแข็งเกร็งทันที
หนานกงหวั่นพ่นลมหายใจอย่างเย็นชา ก่อนจะหันหลังกลับแล้วเดินจากไป
หลังจากที่นางเดินไปได้หลายก้าว ตอนนั้นเองนางก็นึกถึงอะไรบางอย่างขึ้นได้ ก่อนจะหันกลับมามอง พลางเอ่ยถาม “นี่ ร้านขายโอสถทิพย์ของข้ายังอยู่ที่เดิมใช่หรือไม่ ข้าอยากขายโอสถทิพย์ต่อ”
หนานกงอู๋เชวียยกมุมปากขึ้น สายตาจับจ้องหนานกงหวั่นที่บิดเอวเดินจากไป “ช่างเป็นหญิงสาวที่ปากไม่ตรงกับใจจริงๆ อยากขายโอสถทิพย์อะไรกัน นางก็แค่อยากไปกินพระกระโดดกำแพงของสหายปู้ และไปเจอเขาก็เท่านั้น หึๆ
“ไปบอกทุกคนที่ดูแลกิจการต่างๆ ของตระกูลหนานกง ให้พวกเขามาที่อาคารสูงของตระกูลหนานกงโดยด่วน ข้าจะเริ่มการประชุมตระกูล ณ บัดนี้”
เมื่อหนานกงอู๋เชวียหันไปมองหนานกงหวั่นที่เดินหายไป ท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไปทันที เขาสั่งผู้คุ้มกันที่อยู่ด้านข้างด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
ผู้คุ้มกันคนนั้นพยักหน้าอย่างขึงขังแล้วจากไป
…
ณ อาคารสูงของตระกูลหนานกง
ภายในห้องประชุมขนาดใหญ่มีเก้าอี้ที่ทำมาจากไม้จันทน์เก่าแก่นับไม่ถ้วน เหล่าชายอาวุโสทั้งหลายนั่งอยู่บนเก้าอี้เหล่านั้น คนเหล่านี้คือผู้ดูแลธุกิจการต่างๆ ของตระกูลหนานกง บางคนเป็นพ่อบ้านของตระกูล ส่วนบางคนก็เป็นผู้อาวุโสประจำตระกูล
หากหนานกงอู๋เชวียต้องการควบคุมตระกูลหนานกงอย่างมั่นคง เขาก็ต้องควบคุมคนเหล่านี้ให้ได้ก่อน
หลังจากผ่านพ้นเรื่องน่าเศร้าทั้งหลายมาได้ หนานกงอู๋เชวียก็เติบโตขึ้น จิตใจของเขามั่นคงและหนักแน่นขึ้น
ผู้อาวุโสหลายคนอดรู้สึกใจสั่นไม่ได้เมื่อต้องเผชิญกับสายตาของหนานกงอู๋เชวีย พวกเขารู้สึกว่าการประชุมครั้งนี้จะมีเรื่องเลวร้ายเกิดขึ้น
หลายคนรู้เรื่องความแค้นระหว่างหนานกงอู๋เชวียและหนานกงเสวียนเฮ่อที่มีน้องชายสองคนคอยสนับสนุน แถมพวกเขาหลายคนยังเคยช่วยเหลือหนานกงเสวียนเฮ่ออีกด้วย ดังนั้น พวกเขาจึงต้องรู้สึกประหม่าและวิตกกังวลเป็นธรรมดา แต่ก็คิดว่าหนานกงอู๋เชวียไม่กล้าทำอันตรายใดๆ ต่อพวกเขา เพราะพวกเขาควบคุมกิจการมากมายของตระกูลหนานกงเอาไว้
หนานกงอู๋เชวียกวาดสายตามองทุกคนที่อยู่ในห้อง รอจนกว่าทุกคนจะนั่งลง จากนั้นเขาก็นั่งบนเก้าอี้ของตนเองอย่างผ่อนคลาย พลางมองทุกคนในห้องด้วยท่าทีเย็นชา
“ตอนที่ไอ้หมาแก่หนานกงเสวียนเฮ่อใช้พลังดึงเปลวเพลิงอัคนีแห่งสวรรค์และปฐพีออกจากร่างของข้า พวกเจ้าทุกคนก็อยู่ที่นั่น”
สมาชิกทุกคนของตระกูลหนานกงในตอนนี้ต่างหัวใจหล่นวูบ สีหน้าของพวกเขาไม่น่าดูเอาเสียเลย
“พวกเจ้าทุกคนน่าจะได้ยินมาแล้วว่าข้าหักแขนหักขาของหนานกงเสวียนหู ส่วนหนานกงเสวียนเฮ่อก็ตายอยู่ในดินแดนเร้นลับ และข้าคือหัวหน้าตระกูลหนานกงคนปัจจุบัน มีใครคัดค้านเรื่องนี้หรือไม่”
ไม่มีใครลุกขึ้นยืนเพราะหนานกงอู๋เชวียคือทายาทที่แท้จริงของตระกูลหนานกงตามความชอบธรรม
“ในเมื่อพวกเจ้ารับรู้ว่าข้าคือนายท่านคนปัจจุบันและเป็นหัวหน้าตระกูลหนานกง ถ้าเช่นนั้น… ในวันนี้ข้าก็ควรชำระความกับพวกเจ้า”
พลังปราณเที่ยงแท้ที่แข็งแกร่งเปล่งออกมาจากร่างกายของหนานกงอู๋เชวีย โซ่สองเส้นที่แกว่งไปมาปรากฏขึ้นด้านหลังของเขา
พลังกดดันรุนแรงแพร่กระจายไปทั่วทั้งห้องประชุม ทำให้ทุกคนที่อยู่ในห้องตัวสั่นสะท้าน
ผู้คุ้มกันนับไม่ถ้วนวิ่งกรูเข้ามาในห้อง คมดาบเย็นยะเยือกราวกับน้ำแข็งทำให้ชายชราทั้งหลายต่างหวาดกลัว
หนานกงอู๋เชวีย…เติบโตขึ้นแล้วจริงๆ
…
ร้านขายโอสถทิพย์ที่หนานกงหวั่นเห็นระหว่างทางไปร้านอาหารหมอกเมฆายังคงย่ำแย่เหมือนเช่นเคย
สภาพปัจจุบันของร้านค้าเหล่านี้ไม่ได้ต่างไปจากที่มันเคยเป็นก่อนนางจะหายตัวไปเป็นเวลานาน ธุรกิจของพวกเขาน่าจะถูกอาหารเลิศรสของปู้ฟางแย่งลูกค้าไปจนหมด
เมื่อความคิดของหนานกงหวั่นเปลี่ยนไปเป็นเรื่องของพระกระโดดกำแพงของปู้ฟาง นางก็รู้สึกหิวขึ้นมาอย่างห้ามใจไม่ได้ รสชาติของซุปนั้นอร่อยมาก และยังเพิ่มพลังปราณให้นางได้ด้วย ข้อเท็จจริงที่ว่านางสามารถพัฒนาขั้นปราณทั้งยังเพลิดเพลินไปกับอาหารอันโอชะไปพร้อมๆ กันช่างเป็นเรื่องน่าประหลาดใจที่แสนยิงดียิ่ง ราวกับว่าได้รับสิ่งที่ดีที่สุดจากทั้งสองโลกเลยก็ว่าได้
นางเดินมาถึงร้านขายโอสถทิพย์ของตนเอง มันดูทรุดโทรมเพราะไม่มีคนดูแลร้านเป็นเวลานาน ตอนนี้ทั้งร้านถูกฝุ่นหนาปกคลุมไปทั่ว
นางเอื้อมมือไปจับตัวร้าน ทำให้ฝุ่นจำนวนมากฟุ้งเข้าหานาง
หญิงสาวไอออกมาเมื่อไม่อาจทนทานฝุ่นเหล่านี้ได้
“เอาเถอะ… คืนนี้ข้าจะหาคนมาทำความสะอาดและจัดระเบียบที่นี่ แต่ตอนนี้ข้าต้องไปกินอาหารที่ร้านของเถ้าแก่ปู้ก่อน” หนานกงหวั่นสะบัดผมสีแดงของตนเองไปมา ก่อนจะก้าวขาเรียวยาวไปยังร้านอาหารของเถ้าแก่ปู้
วันนั้นหนานกงหวั่นมาถึงตอนสายมากแล้ว จึงมีลูกค้าอยู่ในร้านไม่มากนัก คนส่วนใหญ่กินอิ่มกันแล้ว และกำลังเดินออกจากร้านไปด้วยความอิ่มหนำสำราญ
“หึๆ เทพธิดาจอมเยือกเย็นที่ร้านของเถ้าแก้ปู้ช่างงดงามจริงๆ ข้าไม่เคยพบเจอหญิงสาวที่สะสวยขนาดนี้มาก่อนเลย…”
“เจ้าพูดจาไร้สาระอะไรกัน เทพธิดาหนานกงของพวกเราก็ไม่ได้แย่ไปกว่านางเลยไม่ใช่หรือ”
“เจ้าจะรู้อะไรเล่า นิสัยของเทพธิดาหนานกงนั้นแย่ยิ่งกว่าหญิงงามของเถ้าแก่ปู้อยู่มากโข”
…
บทสนทนาของลูกค้ากลุ่มนั้นทำให้หนานกงหวั่นตัวแข็งทื่อ
ริมฝีปากแดงก่ำของนางที่ถูกผ้าคลุมบังเอาไว้ยกขึ้นเป็นรอยยิ้มเย็นยะเยือกและเต็มไปด้วยความเย่อหยิ่ง
“หญิงงามของเถ้าแก่ปู้เช่นนั้นหรือ น่าสนใจยิ่งนัก… ข้าต้องไปเห็นนางด้วยตัวเองเสียแล้ว”