ทะลุมิติมาเปิดร้านอาหารอยู่ต่างโลก: GOURMET OF ANOTHER WORLD - บทที่ 496 ศัตรูของนักเล่นแร่แปรธาตุ
- Home
- ทะลุมิติมาเปิดร้านอาหารอยู่ต่างโลก: GOURMET OF ANOTHER WORLD
- บทที่ 496 ศัตรูของนักเล่นแร่แปรธาตุ
เมื่อกรรมการได้เห็นผลการประเมิน ท่าทีของเขาก็เปลี่ยนไป ใบหน้าที่ดูสบายใจเมื่อครู่นี้จางหายไปจนหมดสิ้น
กลุ่มผู้ชมโดยรอบเองก็ต่างตกตะลึง พวกเขารู้สึกว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะเป็นไปได้
เหล่านักเล่นแร่แปรธาตุจากเมืองโอสถนภาและเมืองแสงนภาต่างเบิกตากว้าง ร่างสั่นสะท้านไปทั้งตัว
พวกเขาทำพลาดไป!
ทั้งสามคนต่างตกรอบ… โอสถทิพย์ที่พวกเขาสกัดไม่ถึงขั้นที่กำหนดไว้ ทั้งหมดจึงต้องตกรอบในการแข่งขันรอบคัดออกนี้
ถึงกระนั้นปู้ฟางก็ยังคงสงบนิ่งแล้วถือป้ายร้านอาหารหมอกเมฆาไว้ด้วยมือข้างหนึ่ง ก่อนจะออกแรงยกมันขึ้นมาบนไหล่ จากนั้นเขาก็เดินลงจากลานแข่งขันไปอย่างไม่รีบร้อน
ผู้ชมทั้งหลายมองดูชายหนุ่มด้วยความตกตะลึง พร้อมทั้งแหวกทางให้เขา
การแข่งขันในรอบคัดออกครั้งที่หนึ่งของลานแข่งขันหมายเลขแปด มีเพียงคนเดียวที่ผ่านเข้ารอบไปได้ และคนคนนั้นก็เป็นพ่อครัวเพียงคนเดียวในงานประลองหัตถ์เวทครั้งนี้
เฮือก!!
ทุกคนต่างสูดอากาศหนาวเย็นเข้าปากอย่างอดไม่ได้ เหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นต่อหน้าต่อตาของพวกเขาเป็นเรื่องที่ไม่น่าเชื่อและเกินคาดอย่างยิ่ง ผลการแข่งขันที่ออกมามันช่างบ้าบอสิ้นดี
ในขณะนั้น เหล่านักเล่นแร่แปรธาตุจากเมืองโอสถนภาและเมืองแสงนภาต่างตกอยู่ในภวังค์ด้วยความรู้สึกที่ไม่ค่อยดีนัก พวกเขาล้วนเป็นอัจฉริยะที่มีความสามารถเปี่ยมล้น ทั้งยังมีชื่อเสียงในแวดวงนักเล่นแร่แปรธาตุ แต่ถึงอย่างนั้น พวกเขากลับไม่ผ่านการแข่งขันรอบคัดออกครั้งนี้และต้องตกรอบ มันเป็นเรื่องที่น่าหดหู่มากสำหรับพวกเขา
“หากกลิ่นนั้นไม่รบกวนข้า ข้าคงไม่มีทางสกัดโอสถทิพย์ระดับต่ำเช่นนี้ออกมาหรอก...” นักเล่นแร่แปรธาตุจากเมืองแสงนภาแค้นเคืองอย่างมาก สีหน้าของเขาบิดเบี้ยว เขาแทบคลั่งไป ร่างกายสั่นสะท้านไม่หยุดจากความโกรธแค้น
ตรงข้ามกับนักเล่นแร่แปรธาตุจากเมืองโอสถนภาที่เพียงแค่ส่ายหน้าแล้วถอนหายใจ เขาใจกว้างมากกว่าคู่แข่งจากเมืองแสงนภา แต่หากจะบอกว่าเขาไม่ได้รู้สึกแค้นเคืองปู้ฟางเลยก็คงเป็นเรื่องโกหก เพราะหากไม่มีกลิ่นหอมเย้ายวนใจที่ลอยฟุ้งออกมาตอนที่ปู้ฟางทำอาหาร เขาก็คงไม่ถูกคัดออกในรอบนี้ เพราะไม่ว่าอย่างไรเขาก็คืออัจฉริยะที่อาจขึ้นไปอยู่ในห้าสิบอันดับแรกได้
แต่บนโลกใบนี้ไม่มีคำว่า ‘ถ้าหากว่า’ เสียหน่อย
“พวกเราทำพลาดเอง… ในเมื่อฝีมือของพวกเรายังดีไม่พอ ก็ทำได้เพียงโทษตัวเองเท่านั้น ไม่ว่าอย่างไรพวกเราก็จะมุ่งมั่นกับเส้นทางการเล่นแร่แปรธาตุต่อไป”
นักเล่นแร่แปรธาตุทุกคนต่างถอนหายใจ ก่อนหมุนตัวแล้วเดินลงจากเวที จากนั้นก็แยกย้ายกันไป
ในบรรดาคนทั้งหมด คนที่ทุกข์ใจที่สุดคือกรรมการ เขารู้สึกราวกับว่าพายุลูกใหญ่ที่เต็มไปด้วยคำตำหนิจากหัวหน้ากรรมการกำลังจะถาโถมเข้าใส่
อย่างน้อยๆ เมื่อวานก็มีคนผ่านเข้ารอบได้สี่คน แต่ตอนนี้กลับมีเพียงคนเดียวที่ผ่านเข้ารอบ เรื่องเช่นนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นงานประลองหัตถ์เวทครั้งไหนก็ตาม
ในขณะที่กรรมการกำลังทึ้งศีรษะของตัวเอง จู่ๆ เขาก็รู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาเมื่อคิดว่าตนเองอาจต้องพบกับปู้ฟางอีกรอบ ตราบใดที่เจ้านั่นขึ้นมาบนลานแข่งขันก็ไม่มีทางที่จะเกิดเรื่องดีๆ ขึ้นหรอก
“บัดซบ! หากข้าต้องเจอเขาอีกครั้ง ข้าขอลาออกจากการเป็นกรรมการเสียดีกว่า ไม่เช่นนั้นเขาคงทำให้หัวใจของข้าหยุดเต้นเป็นแน่”
ในขณะที่กรรมการกำลังร้องไห้น้ำตาไหลอาบแก้มอยู่นั้น กลุ่มผู้ชมก็กำลังส่งเสียงโห่ร้องด้วยความตื่นเต้น
ข่าวอันน่าตื่นเต้นนี้ได้แพร่สะพัดออกไปจากลานแข่งขันหมายเลขแปดอีกครั้ง
ในบรรดาผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดห้าสิบเอ็ดคน ซึ่งรวมถึงนักเล่นแร่แปรธาตุอัจฉริยะจากเมืองโอสถนภาและเมืองแสงนภาที่เพิ่งแข่งขันบนเวทีเสร็จ ทุกคนต่างตกรอบกันไปหมด มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่ผ่านเข้ารอบไปได้
ยิ่งไปกว่านั้น ผู้เข้าแข่งขันที่ผ่านเข้ารอบกลับไม่ใช่นักเล่นแร่แปรธาตุ หมอ หรือปรมาจารย์ด้านยาพิษ
เขาเป็นเพียง… พ่อครัวคนหนึ่งเท่านั้น
พ่อครัวคนหนึ่งที่เข้าร่วมการแข่งขันในงานประลองหัตถ์เวท และในรอบคัดออกนี้ เขาก็โดดเด่นกว่าคนอื่นๆ เพราะสามารถผ่านเข้ารอบไปได้
นักเล่นแร่แปรธาตุที่แข่งรอบเดียวกับเขาเป็นพวกไร้น้ำยาหรืออย่างไร
เมื่อข่าวกระจายออกไป เหล่าผู้ชมก็ต่างตื่นเต้นและอุทานออกมาด้วยความประหลาดใจ คนเรามักรู้สึกสนใจม้ามืดที่จู่ ๆ ก็ปรากฏตัวขึ้นในการแข่งขันเป็นธรรมดา
ตรงข้ามกับเหล่าผู้ชม นักเล่นแร่แปรธาตุทั้งหลายพร้อมใจกันต่อต้านปู้ฟาง ไม่ว่าอย่างไรพวกเขาก็เป็นถึงนักเล่นแร่แปรธาตุ พวกเขาต้องปกป้องศักดิ์ศรีของการเป็นนักเล่นแร่แปรธาตุ สำหรับพวกเขาแล้ว พ่อครัวนั้น… คือศัตรูคู่อาฆาตของนักเล่นแร่แปรธาตุทุกคน
ถึงแม้เหล่านักเล่นแร่แปรธาตุที่พ่ายแพ้ต่อปู้ฟางในรอบนี้จะรู้สึกแค้นเคือง แต่ผู้ที่ทุกข์ทรมานที่สุดกลับเป็นกรรมการ
กรรมการคนนั้นถูกหัวหน้ากรรมการต่อว่าตามที่คาดการณ์เอาไว้ เขารู้สึกทุกข์ใจจนแทบสำลักออกมา
และเขาก็ยิ่งทุกข์ใจมากกว่าเดิม เมื่อถูกพักงานจากการเป็นกรรมการ เพราะมีคนยื่นคำร้องเรียนมากมายเกี่ยวกับเขา
มันช่างน่าอดสูยิ่งนัก
กรรมการรู้สึกเศร้าใจอย่างมาก เพราะจริงๆ แล้วเขาคือผู้บริสุทธิ์และไม่ได้กระทำความผิดใดๆ เลย
แต่หลังจากที่เขาคร่ำครวญกับโชคชะตาอันโหดร้ายของตัวเองพอแล้ว เขาก็สงบและผ่อนคลายลง เพราะหากเขาไม่ได้ถูกปลดจากการเป็นกรรมการ เขาก็อาจต้องเผชิญหน้ากับพ่อครัวที่ถือป้ายร้านนามว่าปู้ฟางคนนั้นอีกเป็นแน่
……
“ศิษย์พี่หลิวของพวกเรา… ตกรอบเช่นนั้นหรือ”
นัยน์ตาของต้วนอวิ๋นเบิกกว้างเมื่อได้ยินข่าว
อัจฉริยะที่อยู่ในห้าสิบอันดับแรกของหอโอสถแห่งเมืองโอสถนภากลับพ่ายแพ้ในรอบคัดออก ข่าวนี้ทำให้ต้วนอวิ๋นตกตะลึง
ศิษย์พี่หลิวนั่งคอตกอยู่บนเรือรบของเมืองโอสถนภา เขาดูสับสนและเสียใจ
งานประลองหัตถ์เวทเป็นงานที่เหล่านักเล่นแร่แปรธาตุจะได้พิสูจน์ฝีมือ จึงเป็นงานที่สำคัญมากสำหรับเหล่านักเล่นแร่แปรธาตุ พวกเขาต้องเตรียมความพร้อมมากมายเพื่อที่จะแสดงความสามารถของตนเองให้เป็นที่ประจักษ์ต่อสายตาทุกคน แต่ศิษย์พี่หลิวกลับถูกคัดออกก่อนที่จะได้แสดงฝีมือที่แท้จริงให้ทุกคนเห็น มันจึงเป็นเรื่องที่น่าเศร้าอย่างมากสำหรับเขา
“ว่ากันว่าในบรรดาผู้เข้าแข่งขันห้าสิบกว่าคนที่แข่งรอบเดียวกับศิษย์พี่หลิว มีเพียงคนเดียวที่ผ่านเข้ารอบ นอกจากนี้คนคนนั้นยังไม่ใช่นักเล่นแร่แปรธาตุอีกด้วย…” หนึ่งในนักเล่นแร่แปรธาตุจากเมืองโอสถนภากล่าว พร้อมกับถอนหายใจด้วยความผิดหวัง
ต้วนอวิ๋นถึงกับตะลึงเมื่อได้ยินคำกล่าวของนักเล่นแร่แปรธาตุคนนั้น การแข่งขันรอบนี้โหดร้ายและยากขนาดนั้นเชียวหรือ ผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดห้าสิบกว่าคน กลับมีเพียงคนเดียวที่ผ่านเข้ารอบ มันเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นได้อย่างไรกัน
ในลานแข่งขันของต้วนอวิ๋นมีผู้เข้าแข่งขันทั้งหมดห้าสิบคน และมีคนผ่านเข้าสู่รอบคัดออกครั้งที่สองประมาณสิบห้าคน
“มันก็เป็นเช่นนั้นแหละ… เจ้ารู้หรือไม่ตอนที่ข้ารู้ว่าคนที่ชนะศิษย์พี่หลิวของเราได้เป็นพ่อครัว ข้าตกใจเพียงใด”
“พ่อครัวหรือ” ต้วนอวิ๋นตกตะลึงอีกครั้งจากคำพูดของอีกฝ่าย แม้แต่พ่อครัวก็เข้าร่วมงานประลองนี้ด้วยหรือ
“ถูกต้อง พ่อครัว พ่อครัวคนนี้ทำอาหารที่ส่งกลิ่นหอมเย้ายวนใจอย่างมาก และส่งผลให้คนอื่นๆ ไม่มีสมาธิกับการสกัดโอสถทิพย์ของตัวเอง ว่ากันว่ามีผู้เข้าแข่งขันที่ทำหม้อหลอมของตัวเองระเบิดมากถึงสี่สิบกว่าคนเลยทีเดียว เจ้าพ่อครัวคนนั้นร้ายกาจสุดๆ” นักเล่นแร่แปรธาตุจากเมืองโอสถนภาเล่าด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
เมื่อต้วนอวิ๋นได้ยินเช่นนั้น เขาก็สูดลมหายใจเฮือกใหญ่ เพราะรู้สึกว่าเรื่องนี้แทบไม่น่าเชื่อเลยจริงๆ
พ่อครัวนั่นคิดจะท้าทายนักเล่นแร่แปรธาตุเช่นนั้นหรือ ถ้าไม่ใช่ แล้วทำไมเขาถึงกล้าก่อเรื่องวุ่นวายเช่นนี้เล่า
“ศิษย์น้องต้วนอวิ๋นเอ๋ย ข้ายังไม่ได้บอกเรื่องที่สำคัญที่สุดกับเจ้าเลย เจ้ารู้หรือไม่ว่าอาหารทุกๆ จานที่พ่อครัวคนนั้นทำ มีสรรพคุณเทียบเท่าโอสถทิพย์ระดับเก้าเลยทีเดียว และกรรมการก็ประเมินให้พ่อครัวคนนั้นผ่านเข้ารอบ มันช่างเป็นเรื่องที่น่าเหลือเชื่อยิ่งนัก เจ้าไม่คิดหรือว่าอาหารพวกนั้นเป็นสิ่งที่เหยียบย่ำศักดิ์ศรีของเหล่านักเล่นแร่แปรธาตุ”
เดี๋ยวนะ… ต้วนอวิ๋นสูดหายใจเฮือกใหญ่อีกครั้ง เมื่อได้ยินเช่นนั้นร่างกายของเขาก็สั่นสะท้าน อาหารที่ให้สรรพคุณเหมือนโอสถทิพย์เช่นนั้นหรือ
เหตุใดเขาถึงรู้สึกว่าเรื่องนี้ฟังดูคุ้นๆ
ทันใดนั้นภาพของร้านอาหารเล็กๆ ภายในจักรวรรดิเล็กๆ ในดินแดนที่อยู่ทางใต้ก็ปรากฏขึ้นในหัวของต้วนอวิ๋น
ร้านอาหารเล็กๆ นั้นตั้งอยู่ในดินแดนที่ห่างไกลอย่างมาก แต่กลับค้าขายรุ่งเรืองยิ่งนัก…
อาหารทุกจานของร้านมีความคล้ายคลึงกับโอสถทิพย์ และสรรพคุณที่ได้รับหลังจากกินมันเข้าไป ก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าสรรพคุณของโอสถทิพย์เลย
หรือว่าผู้เข้าแข่งขันคนนั้นคือหนึ่งในศิษย์พี่ไม่ก็ศิษย์น้องของเถ้าแก่ปู้
บ้าจริง!
หากเป็นเช่นนั้นการแข่งขันที่ยากลำบากและขมขื่นก็กำลังรอเขาอยู่เบื้องหน้าแล้วละ
ร่างกายของต้วนอวิ๋นสั่นเทิ้มอย่างไม่รู้ตัว เส้นผมของเขาปลิวไสวไปกับสายลม เขารู้ดีว่าความสามารถของเถ้าแก่ปู้นั้นน่ากลัวเพียงใด
“ศิษย์พี่ ท่านทราบหรือไม่ว่าการแข่งขันรอบต่อไปของพ่อครัวคนนั้นจะจัดขึ้นเมื่อใด ข้าอยากไปดูสักหน่อย” ต้วนอวิ๋นเอ่ยถาม
นักเล่นแร่แปรธาตุคนนั้นตกใจกับคำถามของต้วนอวิ๋น ก่อนจะพยักหน้าเป็นคำตอบ “ทุกการแข่งขันที่พ่อครัวคนนั้นเข้าร่วมมักจะมีสีสันและความน่าตื่นเต้น การแข่งขันรอบนี้… ไม่ใช่สิ… รอบต่อไปของพ่อครัวคนนั้นจะจัดขึ้นที่ลานแข่งขันหมายเลขห้า นอกจากนี้คนของข้ายังบอกมาอีกด้วยว่า การแข่งขันในรอบต่อไป หัวหน้ากรรมการจะเข้ามาจัดการด้วยตัวเอง”
ลานแข่งขันหมายเลขห้าเช่นนั้นหรือ เมื่อต้วนอวิ๋นได้ยินเช่นนั้น เขาก็ตกตะลึงจนใบหน้าบิดเบี้ยว
“ศิษย์พี่จาง… ท่านก็ต้องลงแข่งในลานแข่งขันหมายเลขห้าด้วยไม่ใช่หรือ” ต้วนอวิ๋นกล่าวเสียงแผ่วเบากับชายหนุ่มตรงหน้า
“หืม ข้าต้องลงแข่งในลานแข่งขันหมายเลขห้าหรือ บ้าจริง… ข้ามัวแต่กังวลว่าไอ้พ่อครัวนั่นจะแข่งที่ไหน จนลืมดูตารางแข่งของตัวเอง…” สีหน้าของชายหนุ่มซีดเผือด เขาหันหลังกลับแล้วรีบวิ่งออกไปทันที
หลังจากนั้นไม่นานนัก ต้วนอวิ๋นก็ได้ยินใครบางคนคร่ำครวญเสียงดังอย่างน่าเวทนา
“เฮงซวยเอ๊ย!!”
…
การแข่งขันรอบคัดออกครั้งที่สอง ณ ลานแข่งขันหมายเลขห้า
เวลาสองชั่วยามผ่านไปอย่างรวดเร็ว ปู้ฟางมาถึงด้านหน้าของลานแข่งขันหมายเลขห้าแล้ว เขายังถือป้ายร้านอาหารหมอกเมฆาไว้ในมือ ชายหนุ่มค่อนข้างประหลาดใจไม่น้อย เมื่อเห็นผู้คนจำนวนมากรุมล้อมอยู่รอบๆลานแข่งขัน
เกิดอะไรขึ้น
เสี่ยวโยวที่อยู่ข้างๆ มองกลุ่มผู้ชมที่อยู่รอบๆ ลานแข่งขันด้วยสายตาเยือกเย็น
ดูเหมือนนางจะเข้าใจสถานการณ์ปัจจุบันของปู้ฟางแล้ว นางจึงกระโจนออกไปยืนอยู่ด้านหน้าชายหนุ่ม พร้อมเส้นผมที่สยายไปตามแรงลม ก่อนจะยกเรียวแขนอันงดงามของตนเองขึ้น
“หลีกทาง” น้ำเสียงที่เรียบเฉยนั้นก้องกังวาน ขณะพลังปราณเที่ยงแท้สีดำทมิฬปะทุออกมาจากแขนของหญิงสาว คลื่นพลังนั้นแผ่กระจายออกไปตามทางเดิน ทำให้ผู้คนที่เบียดเสียดราวกับเป็นทะเลมนุษย์แหวกออกเป็นทาง กลุ่มคนจำนวนมากทั้งสองฝั่งต่างล้มระเนระนาดลงตามทางที่แหวกออก
ปู้ฟางตกใจกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น มุมปากของเขายกขึ้นอย่างอดไม่ได้ เสี่ยวโยวช่างเป็นหญิงสาวที่บ้าระห่ำจริงๆ นางหันกลับมามองเขาพลางสะบัดผมยาวสลวยของตนเองอย่างภาคภูมิใจ
เหล่าผู้ชมทั้งหลายต่างรู้สึกงุนงง แต่พวกเขาก็ทำได้เพียงมองปู้ฟางค่อยๆ เดินขึ้นไปบนลานแข่งขันเท่านั้น
เสี่ยวโยวผู้เย็นชาและหยิ่งยโสยืนอยู่ข้างลานแข่งขัน ไม่มีผู้ใดกล้าย่างเท้าเข้าไปอยู่ใกล้นางในระยะไม่กี่จั้ง เพราะหญิงสาวแผ่พลังรัศมีอันน่าสะพรึงกลัวและน่าอึดอัดอย่างมากออกมา
ปู้ฟางเดินไปตรงแท่นสัมฤทธิ์ของตนเองแล้ววางป้ายร้านที่ถืออยู่ลง ก่อนจะหยิบกระทะกลุ่มดาวเต่าดำออกมาเช่นเคย ทันทีที่กระทะใบนั้นตกลงบนแท่นสัมฤทธิ์ก็เกิดเสียงดังสนั่นก้องกังวานไปทั่ว แท่นสั่นสะเทือนไปเล็กน้อย
ผู้เข้าแข่งขันคนอื่นๆ ก็เริ่มมาถึงลานแข่งขันแล้วเช่นกัน
ตอนนี้ชื่อเสียงของปู้ฟางไม่เหมือนแต่ก่อนแล้ว เขาไม่ใช่คนไร้ชื่อเสียงเรียงนามเหมือนเมื่อตอนที่เพิ่งมาที่นี่ครั้งแรกอีกต่อไป
เมื่อนักเล่นแร่แปรธาตุทั้งหลายพบว่าปู้ฟางลงแข่งขันรอบเดียวกับพวกเขา หัวใจของทุกคนก็หล่นวูบ ราวกับว่ามีสุนัขดำนับหมื่นตัวกำลังไล่ตะครุบตนเองอยู่ก็ไม่ปาน
ส่วนศิษย์พี่จางจากเมืองโอสถนภานั้นก็มีสีหน้าซีดเซียว ใบหน้าของเขาดูหม่นหมองด้วยความสิ้นหวัง
“การแข่งขันกำลังจะเริ่มต้นในไม่ช้า ข้าอยากรู้นักว่ารอบนี้จะมีคนตกรอบอีกกี่คน”
“ในงานประลองหัตถ์เวทครั้งนี้ การที่ต้องแข่งขันกับพ่อครัวคนนั้น ถือเป็นเรื่องน่าเศร้าและน่าเวทนาที่สุดที่คนคนหนึ่งจะประสบพบเจอได้”
“ข้าอยากให้พ่อครัวคนนั้นเข้าไปถึงห้าสิบอันดับแรกจริงๆ ข้าอยากเห็นเขาแข่งขันกับพวกนักเล่นแร่แปรธาตุที่มีพรสวรรค์อย่างแท้จริง พวกเจ้าไม่คิดว่ามันน่าสนใจหรอกรึ”
…
กลุ่มผู้ชมพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ในขณะที่นักเล่นแร่แปรธาตุบนลานแข่งขันต่างกำลังรวบรวมสมาธิอย่างมุ่งมั่น พวกเขาไม่กล้าประมาทแม้แต่นิดเดียว
ในขณะนั้นเอง หัวหน้ากรรมการก็มาถึง เขาเป็นชายรูปร่างสง่างามและเป็นหนึ่งในนักเล่นแร่แปรธาตุระดับไตรเมฆาแห่งหอโอสถของเมืองหมอกนภา
หัวหน้ากรรมการที่เพิ่งเดินมาถึงมีท่าทีเคร่งขรึมจริงจัง เขาเดินขึ้นลานแข่งขันพร้อมเอามือไพล่หลัง และทันใดนั้น สายตาที่แหลมคมราวกระบี่ของเขาก็จดจ้องไปยังปู้ฟางทันที
เด็กหนุ่มคนนี้คือพ่อครัวที่ทำให้ผู้เข้าแข่งขันจำนวนมากต้องตกรอบในการแข่งขันสองครั้งเช่นนั้นหรือ
เขาอยากจะเห็นจริงๆ ว่าพ่อครัวคนนี้ใช้กลยุทธ์อะไรกันแน่ ไม่เคยมีใครกล้าใช้กลยุทธ์หลอกเด็กต่อหน้าเขามาก่อน
ปู้ฟางรู้สึกได้ถึงสายตาของหัวหน้ากรรมการ ชายหนุ่มจึงเงยหน้าขึ้นมาสบสายตาอันแหลมคมคู่นั้น เขายกมุมปากขึ้น พร้อมกลอกตาใส่อีกฝ่าย จากนั้นก็เริ่มควงมีดทำครัวกระดูกมังกร ก่อนจะปักมันลงบนเขียงอย่างรุนแรง
หลังจากนั้นชายหนุ่มก็หยิบปูยักษ์ออกมาจากกระเป๋าคลังเก็บต่อหน้าต่อตาของผู้คนจำนวนมากที่กำลังตกตะลึง ปูยักษ์ตัวนั้นถูกมัดไว้ด้วยเชือก ปากของมันยังมีฟองฟอด
ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างตะลึงงัน
นี่มันเรื่องบ้าบออะไรกัน! พ่อครัวคนนี้จะทำอาหารจานใหม่เช่นนั้นหรือ