ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน! - บทที่ 140 ไม่แสดงความกตัญญูต่อครอบครัวสามี
- Home
- ทะลุมิติมาเป็นตัวประกอบทั้งทีขอมีความสุขกว่านางเอกก็แล้วกัน!
- บทที่ 140 ไม่แสดงความกตัญญูต่อครอบครัวสามี
ไม่ใช่ว่าเธอตระหนี่ แต่ป้าเป็นผู้หญิงออกเดินทางคนเดียวไม่
ปลอดภัย อันจิ่วเม่ยกลัวว่าเงินติดตัวเธอจะยิ่งนำความเดือดร้อนมา
ให้ รอให้ลูกชายป้ามาตรวจที่โรงพยาบาล ค่ารักษาพยาบาลอะไร
พวกนี้เธอค่อยจ่ายทีเดียวก็ได้
แม้สองหมู่บ้านจะอยู่ห่างกันจนการเดินทางไปกลับต้องใช้เวลา
เจ็ดถึงแปดชั่วโมง แต่ก็ยังคงอยู่ในเขตเมืองเดียวกัน และเนื่องจากใน
เมืองมีโรงพยาบาลเพียงแห่งเดียว โอกาสที่จะหาผิดที่จึงแทบไม่มีเลย
อันหนิงเหอเหลือบมองเงินในมือด้วยความรู้สึกพึงพอใจอย่าง
มาก เดิมทีเธอคิดเพียงว่าจะขอยืมสักห้าหยวนหรือสิบหยวนก็ถือว่า
มากเกินพอแล้ว แต่ในตอนนี้เธอกลับได้รับถึงยี่สิบหยวน จะไม่ให้
พอใจได้อย่างไร?
ยิ่งไปกว่านั้น อันจิ่วเม่ยยังบอกอีกว่า พรุ่งนี้เช้าเธอจะเดินทางไป
เฝ้าที่โรงพยาบาลด้วย ซึ่งช่วยบรรเทาความกังวลใจของอันหนิงเหอ
ที่ไม่เคยเข้าเมืองมาก่อนเป็นอย่างมาก
ใช่แล้ว เธอกับสามีใช้ชีวิตมาครึ่งค่อนชีวิตยังไม่เคยเข้าเมืองเลย
แค่ไปเดินเล่นในตลาดเล็ก ๆ ในภูเขาเป็นครั้งคราว ซื้อของจำเป็น
พวกเกลือผ้าอะไรพวกนี้
ดังนั้น เมื่อเผชิญกับเมืองที่ไม่คุ้นเคยจึงรู้สึกอึดอัดมาก ไปแล้วก็
ไม่รู้ว่าตัวเองจะทำอะไรได้บ้าง
ตอนนี้มีอันจิ่วเม่ยที่ไปเมืองบ่อย ๆ อยู่ข้าง ๆ แม้จะไม่ได้ทำอะไร
เลย ก็ทำให้พวกเขาสบายใจขึ้นมาก
“ดีจ้ะ ดีจ้ะ อันจิ่วเม่ยป้าขอบใจหนูมากนะ!”
อันหนิงเหอกล่าวขอบคุณอย่างจริงใจ สิ่งของที่เธอส่งให้ย่า
หลานในช่วงหลายปีที่ผ่านมานั้นไม่มีค่าอะไรเลย เมื่อเทียบกับความ
ช่วยเหลือครั้งนี้ของอันจิ่วเม่ยที่มีค่ามากกว่า
ย่าอันก็มีน ้าตาคลอเบ้า เธอรู้สึกอบอุ่นใจที่หลานสาวเต็มใจ
ช่วยเหลือญาติทางบ้านเกิดของเธอ แม้จะไม่ค่อยได้ติดต่อกัน แต่
หลานสาวคนนี้ก็เป็นคนใจดี ส่วนลูกชาของเธอก็เป็นเด็กดี หากต้อง
พิการขาไปข้างหนึ่ง ครอบครัวของหลานสาวจะต้องลำบากแค่ไหน
เธอไม่กล้าคิดต่อไปเลย
“ป้าหนิงเหอ อย่าพูดอย่างนั้นสิคะ เราเป็นครอบครัวเดียวกัน นี่
เป็นสิ่งที่ควรทำอยู่แล้ว”
อันหนิงเหอพยักหน้าอย่างปลื้มใจ แล้วรีบลุกขึ้นบอกว่าจะกลับ
แล้ว เส้นทางกลับบ้านเปลี่ยว หากมืดค ่าแล้วต้องเดินทางตอน
กลางคืนจะยิ่งอันตราย ออกเดินทางเร็วก็จะถึงบ้านเร็วขึ้น
“ป้าคะ อย่าเพิ่งรีบ ดื่มนมข้าวบาร์เลย์ก่อนนะคะ ฉันจะไปหยิบ
ของให้ป้าเอากลับไปให้หลาน ๆ กินค่ะ!”
พูดจบ เธอก็ลุกเข้าบ้านไปโดยไม่รอให้ป้าหนิงเหอได้พูดอะไร
อันหนิงเหอรู้สึกตัวแล้วรีบบอกว่าไม่ต้อง เตรียมจะลุกหนี แต่ย่า
อันไวกว่า รีบคว้ามือหลานสะใภ้ไว้ทัน พูดว่า “นี่เป็นน ้าใจของอันจิ่ว
เม่ย เธอรับไว้เถอะ!”
อันหนิงเหอรู้สึกสะเทือนใจอีกครั้ง พูดกับย่าอันว่า “น้า อันจิ่วเม่ย
เป็นเด็กดีจริง ๆ น้าโชคดีแล้วล่ะ!”
ย่าอันก็รู้สึกจมูกแสบร้อน เธอพยักหน้าพลางยิ้ม ใช่…ชีวิตที่
ยากลำบากก็ผ่านพ้นไปแล้ว
อันจิ่วเม่ยเข้าไปในบ้านแล้วหยิบนมผงสองกระป๋อง ลูกอมผลไม้
หนึ่งห่อ ขนมลูกท้อหนึ่งห่อ ขนมปังกรอบหนึ่งห่อ และผ้าหนึ่งพับที่
เพิ่งซื้อมา บรรจุลงในตะกร้าจนเต็ม แล้วจึงออกมาส่งให้ป้าหนิงเห
อทั้งหมด
อันหนิงเหอมองดูแวบหนึ่ง ตกใจจนทำอะไรไม่ถูก เธอปฎิเสธที่
จะไม่รับของจนเกือบจะร้องไห้ออกมา
เธอมาขอยืมเงินเพื่อพาลูกไปหาหมอเพราะหมดหนทางแล้ว ไม่
ได้มาขอทานอะไร ไม่ว่าจะพูดยังไงอันจิ่วเม่ยก็แต่งงานไปแล้ว ถ้า
เรื่องนี้แพร่ออกไป อันจิ่วเม่ยจะอยู่ในหมู่บ้านนี้ต่อไปได้อย่างไร
ย่าอันก็ประหลาดใจที่หลานสาวใจกว้างเช่นนี้ รู้สึกเจ็บปวดในใจ
อย่างบอกไม่ถูก
นี่คือญาติทางบ้านเกิดของเธอ ที่จริงแล้วเธอควรจะช่วยเหลือเอง
แต่กลับทำอะไรไม่ได้เลย ต้องพึ่งพาหลานสาวคนเดียวแบกรับ
ทั้งหมด
“ป้าหนิงเหอค่ะ อย่าปฏิเสธฉันเลยนะคะ ยังไงฉันก็เป็นป้าของ
พวกเขา นี่เป็นครั้งแรกที่ฉันเอาของมาฝากหลาน ๆ ก็ต้องเอาของดี
ๆ มาสิคะ อย่าพูดอะไรมากเลย มา ฉันจะขี่จักรยานไปส่งป้าสักครึ่ง
ทาง จะได้ไม่ต้องแบกของหนัก ๆ พวกนี้”
อันจิ่วเม่ยสามารถขี่จักรยานพาป้าหนิงเหอเข้าไปในป่าได้ ส่วน
ที่ไม่สะดวกขี่จักรยาน ป้าก็ต้องเดินกลับเอง
เมื่อเห็นอันจิ่วเม่ยไปเข็นจักรยานแล้ว ย่าอันก็พูดเกลี้ยกล่อมอีก
สองสามประโยค ในที่สุดอันหนิงเหอก็ไม่ปฏิเสธอีก คิดแต่เพียงว่าจะ
พยายามตอบแทนอันจิ่วเม่ยในอนาคต จะไม่ยอมให้เธอเสียเปรียบ
เด็ดขาด
อันจิ่วเม่ยขี่จักรยานไปส่งป้าหนิงเหอแล้ว คนในหมู่บ้านหลายคน
เห็น โดยเฉพาะเห็นตะกร้าที่เต็มไปด้วยของดี ๆ ก็รู้สึกอิจฉา
แต่แล้วชาวบ้านปากมากคนหนึ่งก็หาโอกาสไปบอกเรื่องกับลี่
เฟย โดยพูดใส่สีเติมไข่ว่า อันจิ่วเม่ยยอมช่วยเหลือญาติแต่กลับไม่
ยอมแสดงความกตัญญูต่อครอบครัวสามี คำพูดนี้จุดชนวนความ
โกรธให้ลี่เฟยจนแทบจะมีควันพวยพุ่งออกจากหู เธอไม่รอช้า รีบไป
ฟ้องชิวหรงทันที
ดังนั้น เมื่ออันจิ่วเม่ยกลับถึงบ้าน ก็ต้องตกใจเมื่อเห็นชิวหรงพาลี่
เฟยและเพ่ยอิงมากวาดข้าวของมีค่าในบ้านไปไม่น้อย กำลังจะจาก
ไปอย่างสบายใจ ย่าอันที่ยืนพิงไม้เท้าพยายามขัดขวาง แต่ทำอะไร
ไม่ได้มากนัก ได้เพียงพูดซ ้า ๆ ด้วยความเจ็บใจว่า “รอให้อันจิ่วเม่ยก
ลับมาก่อน!”
คำพูดของย่ากลับทำให้ลี่เฟยยิ่งโมโห เธอตะโกนด่าใส่ย่าอัน
ด้วยถ้อยคำรุนแรงจนผู้ฟังแทบสะอึก แต่ย่าอันยังคงกัดฟันอดทน แม้
จะหมดหนทางปกป้องข้าวของในบ้านก็ตาม
เสียงเห่าดังแหลมของลูกสุนัขตัวเล็กสามตัวไม่ขาดสาย พวกมัน
วิ่งวนอยู่ข้าง ๆ เหตุการณ์อย่างร้อนรน ใบหูเล็ก ๆ กระดิกขึ้นลง
แสดงความต้องการจะช่วยเหลือเจ้านายของตนเต็มที่
แต่ด้วยขนาดตัวที่เล็กเกินไป พวกมันจึงทำได้เพียงแค่แสดง
ความกล้าหาญอย่างไร้ผล ท่ามกลางความวุ่นวาย เสี่ยงต่อการถูก
คนใจร้ายเตะกระเด็นได้ทุกเมื่อ
“ยายแก่ไม่รู้จักอาย! ดูสิมีบ้านไหนกันที่ออกจากบ้านมาเกาะ
หลานสาวกินแบบนี้! ของทุกอย่างตรงนี้เป็นของตระกูลหลี่ ของเรา!
แกมีสิทธิ์อะไรถึงจะห้ามเราเอาไป!”
คำพูดหยาบคายของลี่เฟยดังขึ้นอย่างไม่ลดละ เสียงเย้ยหยันนั้น
ดังชัดเจนจนเหมือนจงใจตอกย ้าความเจ็บปวดของย่าอัน เธอนิ่งเงียบ
แม้ในใจเหมือนถูกแทงด้วยคมมีด แต่อันจิ่วเม่ยที่เพิ่งจอดจักรยานได้
ยินทุกคำอย่างชัดเจน
ทันทีที่เธอหันมองภาพตรงหน้า หัวใจของเธอก็เดือดพล่านด้วย
โทสะ
“หยาบคายเกินไปแล้ว!” อันจิ่วเม่ยตะโกนพร้อมก้าวยาว ๆ เข้า
มา เธอไม่ลังเลแม้แต่วินาทีเดียว มือเรียวกระชากผมของลี่เฟยอย่าง
แรง ก่อนจะฟาดฝ่ามือลงไปเต็มแรงที่ใบหน้าของอีกฝ่าย เสียงดัง
‘เพียะ!’ เสียงดังสะท้านไปทั้งบริเวณ
ชิวหรงและลี่เฟยที่ยืนอยู่ด้วยกันถึงกับนิ่งงัน ตกใจจนตัวแข็งราว
กับถูกตรึงไว้ ความเงียบที่ตามมาหลังเสียงตบดังก้องนั้นชวนให้อึด
อัด คล้ายทุกอย่างรอบตัวหยุดนิ่งในความตึงเครียด
ครู่ต่อมา อันจิ่วเม่ยหันมาทางชิวหรง แม่สามีตัวแสบของเธอ
พร้อมรอยยิ้มบางที่ดูจะไม่ได้มีความจริงใจนัก
“แม่คะ ครอบครัวเราก็นับเป็นหนึ่งในครอบครัวที่มีหน้ามีตาของ
หมู่บ้าน แล้วทำไมถึงได้มีลูกสะใภ้ที่ไร้มารยาทแบบนี้ล่ะคะ?”
น ้าเสียงของเธอนุ่มนวล แต่แฝงไว้ด้วยความเหน็บแนม “ถ้าปาก
ของเธอยังคงพูดจาเหลวไหลไปทั่วแบบนี้ วันหนึ่งไม่แค่ตัวเธอหรอก
ค่ะที่จะเดือดร้อน ครอบครัวเราทั้งหมดจะต้องพลอยลำบากไปด้วย!
แล้วถ้าทำให้หลี่เจียเฟิ่งต้องเสียงานเสียการ ใครจะหาเงินมาเลี้ยงดูแม่
กับพ่อในบั้นปลายชีวิต?”
เธอหยุดครู่หนึ่ง มองลี่เฟยด้วยแววตาคมกริบก่อนเอ่ยต่อ
“ลูกสะใภ้แบบนี้ ปากจัด ใจดำ ช่างเป็นตัวอย่างที่น่าเศร้าจริง ๆ ว่า
ไหมคะแม่?”
ทุกครั้งที่เจอแมย่หลี่เจียเฟิ่ง อันจิ่วเม่ยจะพูดเรื่องหลี่เจียเฟิ่งและ
เงินค่าเลี้ยงดูของเธอ ชิวหรงสนใจแต่ผลประโยชน์ของตัวเอง วิธีนี้ใช้
ได้ผลทุกครั้ง และไม่เคยพลาด